ข่าว

ตำรวจไทยทำได้(หมด)ทุกอย่าง

ตำรวจไทยทำได้(หมด)ทุกอย่าง

09 ก.พ. 2554

ของขวัญปีใหม่ 9 ชิ้น 9 แผนงานออกสู่สายตาประชาชนในวันที่ 9 มกราคม ในนามโครงการประชาวิวัฒน์ของขวัญชิ้นที่ 9 เป็นการมอบความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชนโดยตั้งเป้าลดอาชญากรรมให้ได้ 20% ภายในเวลา 6 เดือน

ในเมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงแถลงนโยบาย มีหรือที่เหล่าบรรดานายตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาจะมีทางเลือกอื่นนอกจากข้อความที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนว่า “ตำรวจแสดงความมั่นใจสามารถลดปัญหาอาชญากรรมได้ตามเป้าที่รัฐบาลกำหนดไว้ได้อย่างแน่นอน”ตามมาด้วยการสื่อสารมาตรการเพื่อแสดงให้เห็นว่าตำรวจเอาจริงเช่น มีการนำสถิติปัญหาอาชญากรรมย้อนหลัง 3 ปีมาเป็นเกณฑ์ และให้ทุกสถานีตำรวจรายงานผลการปราบปรามกลับมาหน่วยเหนือทุกๆ 2 สัปดาห์ พร้อมตอกย้ำบทลงโทษว่า “หากท้องที่ใดไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะต้องถูกพิจารณาโทษทั้งทางปกครองและวินัยอย่างเฉียบขาด”

 ส่วนรัฐบาลก็อ้างว่าใช้เงินน้อยเพียง 2,000 ล้าน แต่ผลนั้นจะมีถึง 10 เท่า คือประมาณ 2 หมื่นล้าน รัฐบาลใช้เงินเหล่านี้คุ้มค่าหรือไม่? รัฐบาลมีความจริงใจและจริงจังกับการส่งเสริมให้ตำรวจไทยมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มีเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือไม่? คือคำถามที่ดิฉันขอเชิญชวนท่านผู้อ่านวิเคราะห์หาคำตอบ

 หากเริ่มต้นด้วยคำกล่าวที่ว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” ดังนั้นการลดสถิติอาชญากรรม 20% จึงเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับตำรวจไทย แต่ก่อนที่จะพิจารณาสถิติที่รับรองว่าลดลงได้อย่างแน่นอนนั้นดิฉันขอให้ท่านตอบคำถามเหล่านี้ก่อน คำถามแรก ตำรวจรับแจ้งคดีต่างๆ ที่ประชาชนประสบเหตุทุกคดีได้จริงหรือไม่? เพราะอะไร? คำถามที่ 2 เมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมต่างๆ ขึ้น ประชาชนมาแจ้งเหตุเพื่อให้ตำรวจลงสถิติไว้ทุกรายหรือไม่? เพราะอะไร? คำถามที่ 3 หากประชาชนมาแจ้งแล้วตำรวจ (ลงเลข) รับแจ้งทั้งหมดหรือไม่? เพราะอะไร?

 แค่ตอบคำถาม 3 คำถามนี้อย่างเปิดใจและยอมรับความจริงแบบไม่ต้องสร้างภาพก็จะพบคำตอบว่า “อาชญากรรมที่เกิดขึ้นอันส่งผลให้ประชาชนเป็นทุกข์ รู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้นจะลดลงได้จริงหรือไม่นั้นเป็นคนละเรื่องกับการลดตัวเลขเชิงสถิติ”หรือกล่าวสั้นๆ ว่า ใครต้องการให้ตำรวจลดสถิติเท่าไหร่ตั้งเป้ามาเถอะ ตำรวจไทยทำได้หมด! ยิ่งนายคาดโทษกดดันยิ่งสามารถลดสถิติลงได้อย่างรวดเร็วปานเนรมิต คำถามสำคัญที่ควรถามคือทำอย่างไรจึงจะจูงใจให้ตำรวจไทยมุ่งมั่นในการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชน? โดยไม่ต้องสร้างตัวเลขลวงตา คำตอบสำคัญคือผู้นำสูงสุดตามสายการบังคับบัญชาของตำรวจคือนายกรัฐมนตรีต้องจริงจังและจริงใจในการบริหารทรัพยากรบุคคลภายใต้การบังคับบัญชาของตนเอง

 พยานหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “นักการเมืองจัดโผการแต่งตั้งตำรวจอย่างชนิดไร้ซึ่งการคำนึงถึงระบบคุณธรรม”ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ที่มีตำแหน่งว่าง 20 ตำแหน่ง นักการเมืองก็จะให้รายชื่อคนของตัวเอง (ที่มีผลงานพร้อมรับใช้และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ฝ่ายการเมือง) 20 รายชื่อพอดีเป๊ะ หากพื้นที่ใดมีมารยาทดีหน่อยก็จะส่งมา 19 รายชื่อ เหลือไว้ให้หายใจหายคอได้ 1 ตำแหน่ง ในเมื่อการบริหารงานบุคคลเป็นเช่นนี้จะมีตำรวจสักกี่คนที่พร้อมและมีพลังใจในการทำงานเพื่อประชาชน พวกเขาเอาเวลาไปวิ่งห้อมล้อมนักการเมืองทำตัวเป็นผู้ประสานสิบทิศเข้าได้กับพรรคการเมืองทุกพรรค จะไม่ทำให้เขาก้าวหน้ามากกว่าหรือ?  ในเมื่อรัฐสั่งลมย่อมได้ลมเป็นเรื่องธรรมดา ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงลมปากพูดหลอกประชาชนไปวันๆ

 แม้กระทั่งระบบอาวุโสยังล้มคว่ำไม่เป็นท่า มิใช่ว่าผู้อาวุโสไม่มีความสามารถที่จะปฏิบัติตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เป็นเพราะว่าผู้อาวุโสเหล่านั้นไม่มีตั๋วแข็งๆ ของนักการเมืองผู้ทรงอำนาจ ดังนั้นจึงต้องทนทำงานอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบรรดารุ่นน้องที่ล้วนแล้วแต่เหยียบบ่ารุ่นพี่เกาะนักการเมืองขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนจะหวังพึ่งใครได้นอกจากพึ่งตัวเองไปวันๆ!

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข