ข่าว

เปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบ

เปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบ

09 ก.พ. 2554

นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวหลังเดินทางไปร่วมประชุมกับนายกฯ ฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เมื่อเย็นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ว่า ปัญหาชายแดนกัมพูชา เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างที่สุด

 เป็นเรื่องที่ฝ่ายกองทัพและรัฐบาลทั้งสองฝ่ายต่างพยายามทำให้เรื่องอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ประเด็นสำคัญคือ เรื่องนี้น่าจะบอกไปยังยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกว่า การจะดำเนินการใดๆ โดยไม่คำนึงถึงความอ่อนไหวเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา อาจนำไปสู่ความตึงเครียดได้ ควรชะลอการดำเนินการใดๆ ออกไปก่อน เพราะอาจนำไปสู่ความตึงเครียดและอ่อนไหวโดยง่าย ต้องระมัดระวังมาก ไม่อยากให้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะจะนำไปสู่ความเสียหายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินค้าและการท่องเที่ยว 

 แต่ปัญหาข้อขัดแย้งพรมแดนไทย-กัมพูชา ก็ได้กลายมาเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวเพียงพริบตา หลังคล้อยเสียงของนายกษิตไปเพียงไม่นาน ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีซึ่งกันและกันบริเวณแนวชายแดน โดยมีภูมะเขือ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์  จ.ศรีสะเกษ เป็นเป้าหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์ และเพียงชั่วพริบตาเดียวไทย-กัมพูชาก็สร้างสนามการค้าให้เป็นสนามรบไปในบัดดล ซึ่งไทย-กัมพูชามีการค้าขายผ่านพรมแดนกันปีละประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และภาวะการสู้รบที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายประมาณวันละ 100 ล้านบาท ไม่ว่าจะผ่านช่องจอม ช่องสะงำ ช่องเม็ก แต่ตลาดหลักน่าจะอยู่ที่ตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

 พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศเป็นนโยบายช่วงปี 2532-2534 เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า "เปลี่ยนสนามรบมาเป็นสนามการค้า" ซึ่งสถานการณ์ในช่วงนั้น ไทยกับกัมพูชายังไม่มีปัญหาข้อพิพาทพรมแดนจนถึงขั้นต้องรบรากัน แต่ในกัมพูชาเองเพิ่งจะผ่านภาวะสงครามแย่งชิงอำนาจกันระหว่างเขมรสามฝ่าย ซึ่งภาวะสงครามแย่งชิงอำนาจกันเองของผู้นำกัมพูชา ได้สร้างความเสียหายย่อยยับ ทั้งในแง่ของชีวิตและทรัพย์สิน เฉพาะชีวิตก็มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน และเมื่อสงครามสงบลง การค้าการขายก็ควรจะกลับมาสู่ภาวะปกติ เพื่อนำเงินมาฟื้นฟูประเทศ

 การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชาดำเนินมาด้วยดี มีนักลงทุนไทยไปปักธงรบด้านการค้าจำนวนมาก และไทยเคยติดอันดับสามของนักลงทุนทั่วโลกที่ไปลงทุนในกัมพูชา แต่ 2-3 ปีมานี้การลงทุนเริ่มถดถอย อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งเรื่องพรมแดนของสองประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิเหนือที่ดิน 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร ที่คณะกรรมการมรดกโลกให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียว และกัมพูชาเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ที่ไทยได้ยื่นคัดค้านไป จนคณะกรรมการยูเนสโกต้องเลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ออกไป ปัญหาข้อขัดแย้งพรมแดนไทย-กัมพูชาต้องจบลงด้วยการเจรจาเท่านั้น ซึ่งเวลานี้อาเซียนก็ยื่นมืออันอบอุ่นยิ่งเข้ามาเป็นตัวกลางแล้ว ทั้งสองประเทศต้องเร่งหยิบฉวยโอกาสนี้ ไม่ให้รอยร้าวขยายผลออกไปมากกว่านี้