ข่าว

ต้องปกป้องคนไทย

ต้องปกป้องคนไทย

09 ก.พ. 2554

เหตุการณ์ปะทะกันด้วยอาวุธหนักระหว่างทหารไทยกับเขมรที่ชายแดนติดเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ สร้างความเสียหายให้แก่ทั้งสองฝ่าย แต่สำหรับฝ่ายไทยนั้น กลับกลายเป็น "พลเรือน" ที่ได้รับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จนต้องพากันอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัย

 ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารนั้น ฟันธงตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า นั่นเป็นเพราะจนถึงวันนี้ ยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไรกับปัญหานี้

 การตัดสินใจของรัฐบาลโอนเอนไปตามแรงเหวี่ยงของกลุ่มพันธมิตรที่กดดันแถลงผ่านสื่อ ชี้ให้เห็นจุดบกพร่องที่ถูกละเลย ปล่อยให้เขมรสร้างวัดตั้งแต่ปี 2541 พร้อมปักธงเขมร

 เริ่มมาโวยวายก็ตอนนี้ เขมรสลักหินด่านั่นแหละถึงได้ส่งทหารไปจะปลดธง เรื่องก็เลยบานปลาย

 เพราะเมื่อคิดจะปลดธง ก็ต้องมองถึงจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งจุดนั้นก็คือ ภูมะเขือ ที่ไทยประกาศว่าอยู่ในเขตแดนไทย เช่นเดียวกับกัมพูชาที่ไม่เพียงแค่ประกาศ แต่ยังส่งชุดตรวจการณ์ส่วนหน้ามาประจำการ และชี้เป้าให้กำลังหนุนของเขมรได้รับรู้ด้วย

 เมื่อรบพิเศษของไทยเข้าไปยึด ทำการปลดอาวถุธ และไล่กองกำลังเขมรกลับไป ผนวกกับ คณะนายทหารประสานงาน ไปถึงจุดเพื่อเจรจาปลดธง ถูกระดมยิงมาจากปราสาทพระวิหาร นั่นจึงทำให้เป็นจุดเริ่มของการปะทะ

 จรวดหลายลำกล้องที่เรียกว่า บีเอ็ม 21 รัศมีทำการไกลพอๆ กับ ปืนใหญ่อัตราจร 155 ของไทย ก็ถูกระดมยิงมาจากฝั่งเขมร เพียงแต่การตอบโต้จาก ปืนใหญ่ 155 ของไทยที่ทันสมัยกว่า แม่นยำกว่าจึงส่งผลทำลายล้างเป้าหมายทางทหารของเขมรอย่างรุนแรง

 ทั้งที่จะว่าไปแล้วการทำการรบของปืนใหญ่อัตราจรกับจรวดหลายลำกล้อง บีเอ็ม 21 ของเขมร ก็สะดวกในการเคลื่อนย้ายคล้ายกัน

 ในทางยุทธวิธีนั่นอาจหมายความว่า "การข่าว" หรือ "ชุดตรวจการณ์ล่วงหน้า" นั้นแตกต่างกัน

 การระดมยิงภูมะเขือ จึงกลายเป็นการระดมยิงเลยไปถึงพลเรือนของไทย โดยที่ยังไม่ชัดเจนว่า เขมรตั้งใจที่จะทำเช่นนั้นหรือไม่ แต่ผลที่ออกมาราษฎรไทยต้องอพยพหนีตายกันอลหม่าน

 ซึ่งน่าเชื่อว่า ไม่เป็นผลดีต่อเขมรแน่ ตราบใดที่ ฮุน เซน ยังคงใช้วิธีเล่นการเมืองระหว่างประเทศเพื่อกลบกระแสจัดแย้งภายใน

 แต่การยึดภูมะเขือได้ ก็ใช่ว่าจะเป็นผลดีกับฝ่ายไทย ยกเว้นผลทางการเมืองที่ฝ่ายพันธมิตรที่อยากจะให้ทหารไทยขับไล่เขมรออกจากเขตแดน โดยที่ไม่สนใจว่าที่ตรงนั้นยังเป็นพื้นที่พิพาทและยังไม่สามารถปักปันเขตแดนได้

 เพราะการทิ้งทหารไว้ที่ภูมะเขือที่ทหารเขมรรู้ถึงพิกัดที่ตั้งชัดเจนขนาดนั้น ย่อมเป็นความเสี่ยงของทหารที่ไม่รู้ว่า วันใดเวลาใดจะตกเป็นเหยื่อของจรวดบีเอ็ม 21 หรือกระทั่งกระสุนวิถีโค้ง

 สิ่งที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลและกองทัพในเวลานี้จะต้องคิดใคร่ครวญให้จงหนัก ก็คือ จะต้องจำกัดกรอบการปะทะให้อยู่ในวงจำกัดเพียงแค่ว่า "เกิดข้อขัดแย้ง" ยังไม่ถึงขั้นเกิด "สงคราม"

 เพราะเมื่อเกิดสงครามก็ย่อมไม่อาจจำกัดความเสียหายได้เหมือนที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดกับทั่วโลกได้เต็มปากในวันก่อนว่า กองทัพไทยมุ่งทำลายเป้าหมายด้านการทหาร ไม่ใช่พลเรือนอย่างที่กองทัพเขมรได้ทำไปแล้ว

 ที่สำคัญหากการรบบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ทุกคนก็จะมองหากองกำลังทางอากาศ ซึ่งนานาชาติก็เฝ้าจับตา เพราะถ้า เอฟ 16 ทะยานขึ้นเมื่อใด ความเสียหายจากการปูพรมทำลายทั้งเป้าหมายด้านการทหาร และระบบส่งกำลังบำรุง ซึ่งแน่นอนไม่อาจหลีกเลี่ยงพลเรือนเขมร นั่นจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อประเทศไทย

 เสี่ยงที่จะกลายเป็นพื้นที่สงครามที่อาจจะมีพี่ใหญ่ สหรัฐและซีกตะวันตกหนุนหลัง กับเขมรที่อาจมี จีน หรือรัสเซียหนุนหลัง

 ระยะยาวย่อมไม่เกิดผลดีต่อทั้งสองประเทศอย่างแน่นอนเพราะอย่างที่รู้กัน "โลกนี้มันไม่มีอะไรฟรี"

 ข้อเสนอตรงนี้ก็คือ การรบเพื่อขับไล่ให้กองกำลังเขมรถอยออกไปในจุดที่เหมาะสม แล้ววางกำลังที่เป็นอาวุธยาว เพื่อป้องกัน บีเอ็ม 21 ที่รัศมีการยิงกว่า 100 กิโลเมตรเอาไว้ รอจนกว่าการปักปันเขตแดนจะเสร็จสิ้นว่าตรงนี้เป็นของชาติใด

 อย่าไขว้เขวกับแรงบีบจากภายนอก รวมทั้งเสียงจากถนนราชดำเนินอย่างเด็ดขาด !

 แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อถึงวันนี้แล้วรัฐบาลจะเอาแต่ตั้งรับ

 ทุกด้านที่มีอยู่จะต้องแสดงศักยภาพออกมาเพื่อเพิ่มแรงบีบไปยังเขมร เพราะชัดเจนว่า เกิดความไม่ปลอดภัยขึ้นต่อราษฎรไทยในพื้นที่ชายแดนแล้ว

 ในส่วนของกองทัพจะทำเฉยโดยไม่ทำอะไรก็ไม่ได้แล้ว เพราะมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย เมื่อเกิดการรุกล้ำมาทำร้ายพลเรือนไทยที่ตนมีหน้าที่ปกป้องก็ต้องทำการตอบโต้และทำลายล้าง เพื่อให้กองกำลังนั้นหมดสภาพในการรบ หมดโอกาสที่จะหวนกลับมาทำร้ายคนไทยได้อีก

 นี่คือหน้าที่ของรัฐบาลและกองทัพ ที่จะแสดงประชาชนคนไทยเห็นว่า ได้ทำการรักษาเกียรติภูมิของประเทศเอาไว้แล้ว

ศรายุทธ สายคำมี