ข่าว

แจงคีมุนไทยโต้เขมรเหตุปชช.เป็นเป้า

แจงคีมุนไทยโต้เขมรเหตุปชช.เป็นเป้า

08 ก.พ. 2554

นายกฯอภิสิทธิ์เผยแจงเลขาฯยูเอ็นย้ำไทยตอบโต้เพื่อรักษาอธิปไตย ชี้เป้าหมายพลเรือนถูกโจมตี ปชช.เดือดร้อนนับหมื่น ระบุอาเซียนหนุนเจรจาทวาคี ปัดยกเจรจากับฮุนเซนเวทีโลกหากขึ้นก็พร้อมรับมือ เผยที่ประชุม สมช.ไม่ถกตัดความช่วยเหลือ ลั่น"กษิต"ต้องทำงานต่อกองทัพยังหน

 (8ก.พ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) เป็นประธานการประชุม กอ.รมน.โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง   จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงการจะโทรศัพท์พูดคุยกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในค่ำวันเดียวกันนี้ ว่า จะมีการแจ้งข้อเท็จจริงเพื่อให้เห็นว่าที่กัมพูชาและไทยได้ทำหนังสือไปนั้นข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยมีการไปดำเนินการรุกรานใคร และสิ่งที่เราทำเป็นเพียงการตอบโต้รักษาอธิปไตยของเราสมควรแก่เหตุ และไม่มีการโจมตีในส่วนของพลเรือน ในทางกลับกันเราได้รับความเดือดร้อนมีพลเรือนนับหมื่นคนต้องอพยพ ซึ่งจะมีการลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริง  

 นอกจากนี้จะชี้แจงให้เห็นถึงความคืบหน้าทั้งกรณีที่ได้มีการหารือระหว่างนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศของไทย กับนายมาร์ตี้ นาตาเลกาวา รมว.ต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ช่องทางการพูดคุยในระดับทวิภาคี หรือในส่วนของอาเซียนนั้นไม่ได้มีการปิดกั้น 

 เมื่อถามว่าแสดงว่าการชี้แจงดังกล่าวจะสามารถหยุดยั้งความพยายามที่กัมพูชาจะยกระดับปัญหาดังกล่าวขึ้นเป็นระดับสากล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราจะยืนยันว่าเราไม่เห็นถึงความจำเป็น แต่หากกัมพูชาพยายามที่จะยกระดับปัญหาที่เกิดขึ้นสู่เวทีของสากล เราก็มีการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือแล้ว   ทั้งนี้ ในส่วนของอาเซียนเองขณะนี้ก็สนับสนุนให้เป็นการเจรจา 2 ฝ่าย คืออาเซียนพร้อมสนับสนุนการเจรจา 2 ฝ่าย และขณะนี้ยังไม่มีการระบุบทบาทของอาเซียนในลักษณะที่จะเข้ามาไกล่เกลี่ย นอกจากประเทศในอาเซียนทั้งหมดสนับสนุนให้ทั้ง 2 ประเทศสามารถพูดคุยและหาข้อยุติกันได้

 เมื่อถามว่าจนถึงวันนี้การเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย โอกาสที่จะทำให้ทุกอย่างจบลงมีมากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลานี้ รมว.ต่างประเทศก็พูดถึงการนัดหมายที่จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพุชา (เจบีซี)อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและก็พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ ในส่วนของสถานการณ์ตามแนวชายแดนวันนี้( 8 ก.พ.) ยังไม่มีอะไรผิดปกติ และยังไม่มีรายการเหตุปะทะกันที่บริเวณภูมะเขือ 

 เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ที่ทั้งสองประเทศนำกำลังมาประชิดชายแดน และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการเจราเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอนกำลังออกไป นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม จุดยืนของเราวันนี้ชัดเจนว่าเราไม่ได้ไปรุกรานใคร แต่ถ้าเกิดเราถูกรุกล้ำเราก็ต้องมีการตอบโต้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาหวาดระแวงว่าเราจะไปทำอย่างอื่น

 ส่วนสถานการณ์ขณะนี้จำเป็นที่ไทยจะระงับความช่วยเหลือระหว่างประเทศหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว ขณะนี้ถือว่าเป็นการปะทะบริเวณแนวชายแดน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ เมื่อถามว่าพิจารณามาตรการตอบโต้ด้วยการตัดการให้ความช่วยเหลือหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย เพราะขณะนี้ถือว่าเป็นการปะทะกันตามแนวชายแดน ทั้ง 2 ฝ่ายยังเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ เมื่อถามว่าการปล่อยตัวพลทหารสงกรานต์ ทองชมภู ที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปหลังเหตุปะทะรอบแรกๆ เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รอการดำเนินการอยู่ เมื่อถามถึงการลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันที่ 9 ก.พ.จะมีรัฐมนตรีท่านอื่นเดินทางลงไปอีก ตนจะให้สลับสับเปลี่ยนกันไป

 เมื่อถามว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นถือว่านายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศทำงานล้มเหลวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งไทยได้เตือนคณะกรรมการมรดกโลกมาตลอดว่าปัญหาอาจจะลุกลามได้ ที่ผ่านมาไทยก็พยายามไม่ให้เรื่องนี้เป็นปัญหา แต่ท้ายสุดเรื่องมรดกโลกก็สร้างความกดดันให้กับทางกัมพูชา ทั้งนี้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะนำข้อเท็จจริงและหลักฐาน โดยเฉพาะการนำกำลังทหารไปไว้ที่ตัวปราสาท ซึ่งขัดกับแนวทางมรดกโลกอย่างชัดเจน

 ผู้สื่อข่าวถามว่านายกษิตควรจะทำหน้าที่ต่อไปไหม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ก็ยังทำงานตามปกติ เพราะยังต้องคุยกับรมว.ต่างประเทศกัมพูชาอยู่เป็นระยะ ยืนยันไม่มีแรงกดดันจากกองทัพให้เปลี่ยนตัวรมว.ต่างประเทศ เพราะรัฐบาลได้หารือถึงปัญหาในพื้นที่นี้กับกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด เพราะเราทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการจะทำให้เกิดการปะทะกัน ดังนั้นไทยจึงหาทางแก้ปัญหาโดยตลอด แต่เมื่ออีกฝ่ายใช้กำลัง จึงต้องทำการตอบโต้ มันไม่มีวิธีอื่น

 เมื่อถามว่าจะยับยั้งแผนบริหารจัดการที่เสนอโดยกัมพูชาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราจะเสนอให้คณะกรรมการมรดกโลกเห็นว่าการใช้สถานที่ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกไปใช้วางกำลังทหารเป็นสิ่งที่ผิดวัตถุประสงค์อยู่แล้ว ไทยก็จะยืนจุดยืนเดิมหรือให้ระงับการเดินเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด ทั้งนี้จะนำเรื่องดังกล่าว ไปหารือกับเลขาธิการยูเอ็นด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ตนเคยพูดไว้หมดแล้ว ตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าสถานการณ์อย่างนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะมันมีแรงกดดันต่อทั้งไทยและกัมพูชา เราจะดำเนินการเต็มที่ทุกเวที ทั้งยูเอ็นและมรดกโลก

 เมื่อถามว่าคิดว่าความตึงเตรียดจะอยู่อีกนานเท่าใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เมื่อถามว่าใกล้การประชุมมรดกโลกในเดือนมิ.ย.สถานการณ์จะยิ่งรุนแรงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับทางยูเนสโกว่าตระหนักหรือยังว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เมื่อถามว่าจะนำทูตประเทศที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลานี้การให้ข้อมูลกับทูตประเทศต่างๆ ทั้งที่อยู่ในคณะความมั่นคงและคณะกรรมการมรดกโลกอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา แม้จะมีการปะทะกัน แต่เรื่องอื่นๆยังปกติอยู่

 เมื่อถามว่าเมื่อไรนายกฯของทั้ง 2 ประเทศถึงจะยกหูคุยกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ผู้ที่รับผิดชอบยังติดต่อกันอยู่ ยังไม่มีการกำหนดอะไร เมื่อถามว่าห่วงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรเตรียมยกขบวนไปที่ จ.ศรีสะเกษในวันที่ 11 ก.พ.หรือไม่เพราะอาจเกิดการปะทะกับคนในพื้นที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ตนได้กำชับไปแล้วว่าอย่าให้มีกรณีคนไทยต้องขัดแย้งกันเอง ตนว่าถ้ากลุ่มพันธมิตรอยากจะช่วยเหลือ ก็ควรจะหารูปแบบที่เหมาะสม และไม่ทำให้เกิดปัญหากับคนในพื้นที่ที่ออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย

 เมื่อถามว่าได้ตรวจสอบข่าวกรณี พล.ท.ฮุน มาเน็ต รอง ผบ.กองพลทหารราบ และรอง ผบ.หน่วยองครักษ์นายกรัฐมนตรี บุตรชายสมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชา นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธจะตอบคำถามโดยระบุว่า “ผมไม่ขอลงรายละเอียด"

สมช.สรุปทหารไทย-เขมรแค่ปะทะวงจำกัด

 นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กล่าวภายหลังการประชุมสมช.ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานของกระทรวงกลาโหมในเรื่องของสถานการณ์การปะทะกันที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งไม่ถึงขั้นการทำสงคราม แต่เป็นการปะทะที่จำกัดเขตพื้นที่ชายแดนไม่ได้ออกไปสู่พื้นที่อื่น และไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นอื่นๆ เช่น การทำการค้า การเดินทางไปมาในช่องทางที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เหตุการณ์ที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย นอกจากนี้ยังรับทราบเรื่องการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากทางกระทรวงมหาดไทยว่าใน 3 พื้นที่ทางด้าน จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี มีประชาชนอพยพหนีภัยเข้ามา โดยเฉพาะ อ.กันทรลักษณ์ ที่มากกว่าพื้นที่อื่น ทั้งนี้แผนการปฏิบัติการอพยพทางกระทรวงมหาดไทยและกองทัพได้มีการซักซ้อมอยู่เป็นประจำที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของอพยพประชาชนกลับพื้นที่นั้น ขณะนี้ได้ประเมินว่าสถานการณ์ยังไม่มีความแน่นอน เพราะยังมีอันตราย โดยเฉพาะหมู่บ้านภูมิซรอล และตัวพื้นที่ด้านหลังปราสาทพระวิหาร ดังนั้นจึงขอให้กระทรวงมหาดไทยระงับการดำเนินการไว้ก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์ต่อไป

 นายถวิล กล่าวอีกว่า สำหรับสาเหตุที่เป็นปัญหาของการปะทะในครั้งนี้มาจากเรื่องเขตแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาระยะหนึ่ง เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างพื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นของตนเอง นอกจากนี้ ที่ประชุมสมช.เห็นว่าทางฝ่ายทหารได้แสดงบทบาทหน้าที่ในการปกป้องและรักษาอธิปไตยของประเทศ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ ควรแก่การยกย่องและให้กำลังใจ อย่างไรก็ตามการปฏิบัติการทางทหารได้ยืนยันว่าได้ดำเนินการไปโดยสมควรแก่เหตุตอบโต้ตามความเหมาะสมและยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มก่อน ทั้งนี้ถึงแม้ว่าขณะนี้ไทย-กัมพูชามีการปะทะกัน แต่การดำเนินการภายใต้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (เจบีซี) ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้และเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นในไม่ช้านี้ เพราะไม่มีใครต้องการสงคราม

 “ในส่วนของเรื่องการเจรจาคงจะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งฝ่ายไทยไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนเจรจา แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นการเจรจา เพราะเรายังยึดถือแนวทางสันติวิธี ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นที่ประชุมสมช. เห็นว่าเป็นการปะทะกันและกระทบกระทั่งกันระหว่างสองประเทศ เพราะฉะนั้นการที่ทางการกัมพูชาได้ยื่นเรื่องไปที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือทางอาเซียน ที่ประชุมเห็นว่าเรื่องเป็นทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีกรอบข้อตกลงที่สามารถเจรจากันได้ อย่างไรก็ตามการที่ไทยเป็นฝ่ายตั้งรับก็ไม่ได้หมายความว่าไทยเกิดความเสียเปรียบ เพราะการรุกรานไม่ใช่เรื่องที่เป็นประโยชน์” เลขาธิการสมช. กล่าว