ข่าว

อภิสิทธิ์เล็งถกกกต.กำหนดวันเลือกตั้ง

อภิสิทธิ์เล็งถกกกต.กำหนดวันเลือกตั้ง

08 ก.พ. 2554

"อภิสิทธิ์" เล็งถก กกต.กำหนดวันเลือกตั้งหลังแก้รธน.เสร็จ ระบุยังมีม็อบก็เป็นคนละส่วน “ปชป.” เชื่อ “พธม.” ไม่ปิดล้อมรัฐสภาวันโหวตแก้รธน. " ผบ.ตร." นั่ง ผอ.ศอ.รส. มั่นใจ เจรจาม็อบพันธมิตร ร่วมมือยอมเปิดทาง ขู่ฝืนมีโทษ ตาม พรบ.มั่นคง

 เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 8 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ถึงความพร้อมตัดสินใจยุบสภาเพื่อให้มีการจัดการเลือกตั้ง ภายหลังร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านการลงมติโดยที่ประชุมร่วมรัฐสภา และการจัดทำงบประมาณกลางปี 2554 ว่า ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ได้ข้อยุติแล้ว ก็ถือว่าจบเงื่อนไขของกติกาการเลือกตั้ง และต้องมีการปรึกษาหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในเรื่องของการเตรียมการจัดการเลือกตั้ง ส่วนการจัดทำงบประมาณกลางปี 2554 ถ้ามีการนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า ก็ถือว่าผ่านการพิจารณาของสภาฯในวาระที่ 1

 เมื่อถามว่าแต่ถ้าหลังจากดำเนินการทั้ง 2 เรื่องนี้เสร็จสิ้นแล้ว ยังมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มคนเสื้อแดง จะยังมีการยุบสภาอยู่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกัน เพราะการใช้สิทธิ์ในการชุมนุมก็เป็นเรื่องหนึ่ง เมื่อถามต่อถึงการที่ส.ว.จะยื่นญัตติเพื่อขอเปิดการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาความสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ถ้ามีการดำเนินการไปตามข้อบังคับ รัฐบาลก็มีหน้าที่ไปชี้แจง

นายกฯแจงประกาศพื้นที่ความมั่นคงแต่ไม่ห้ามชุมนุม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงมติครม.ที่เห็นชอบให้ประกาศพื้นที่ความมั่นคงในการขอคืนพื้นที่ชุมนุมว่า การประกาศพื้นที่และห้วงเวลาสืบเนื่องจากกลุ่มมวลชนที่ชุมนุมอยู่แล้ว 3-4   กลุ่ม และจะมีการประกาศชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงซึ่งบางครั้งก็ประกาศการยกระดับการชุมนุม บุกสถานที่ราชการ และมีการแถลงข่าวว่าจะชุมนุมแบบเบ็ดเสร็จ ฉะนั้นเรามีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งเครื่องมือของการใช้กฎหมายความมั่นคงก็เพื่อป้องกันและป้องปราม และหาทางระงับเหตุที่นำไปสู่การลุกลามความไม่สงบ รวมถึงการที่จะแก้ปัญหาการกระทำที่ผิดกฎหมาย เบื้องต้นก็ประกาศ 7 เขตพื้นที่ ที่มีการพูดถึงสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งกอ.รมน.มีการประชุมและจัดตั้งศอ.รส.ขึ้น ที่จะทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศอ.รส. ที่มีอำนาจในการที่จะประกาศข้อกำหนดในรายละเอียด เช่นเรื่องของการเข้าออกสถานที่ หรือเส้นทางคมนาคม

 “เบื้องต้นที่สอบถามท่านท่านก็บอกว่าการดูแลทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาเป็นเป้าหมายแรกที่จะใช้เครื่องมือนี้เพื่อป้องกันการบุกรุกปิดล้อม ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ”นายกฯ กล่าวและว่าการปิดถนนในขณะนี้นั้นตามคำวินิจฉัยของศาลก็เกินเลยขอบเขตของการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญก็จะเริ่มต้นจากการที่จะสัญจรไปมาผ่านถนนในบางส่วนได้ โดยไม่กระทบกระเทือนกับการชุมนุมที่ยังทำได้อยู่ นั่นหมายถึงที่สะพานมัฆวานรังสรรค์และด้านหน้าทำเนียบต้องให้ผ่านได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องทั้งถนน ส่วนจะเป็นช่วงเวลาไหนอย่างไรจะต้องหารือเริ่มให้เป็นรูปธรรมชัดเจน และอ้างถึงอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ ตนอยากขอความร่วมมือจากทุกกลุ่มที่ชุมนุมว่าสิทธิในการชุมนุมตนไม่ได้ห้าม แต่การไปปิดเส้นทางการจราจรถาวร 24 ชั่วโมง มันเลยขอบเขต และไม่ได้มีความจำเป็นขนาดนั้น

 “ถ้าอยากจะชุมนุมต่อไปแล้วให้ประชาชนรับผลกระทบน้อยลงก็จะเป็นท่าทีที่เหมาะสม มิฉะนั้นแล้วหากมีการดำเนินการยืดเยื้ออย่างนี้ไปเรื่อย ๆ กลุ่มอื่น ๆ ก็จะมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ในที่สุดประชาชนก็จะเดือดร้อนมาก ควรใช้เหตุใช้ผลกัน ”  นายอภิสิทธิ์กล่าว 

 นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนไม่ค่อยสบายใจที่ว่ามีการปลุกระดมทำนองว่าการประกาศพื้นที่เป็นการประกาศที่จะนำกำลังเข้าไปปราบปราม ซึ่งไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เราต้องการคือชุมนุมก็ชุมนุมไปแต่ว่าอย่าชุมนุมโดยผิดกฎหมายและเดือดร้อนกับคน ขอเปิดเส้นทาง 1 - 2 ช่องจราจรให้คนผ่านไปมาได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความจำเป็นในการสัญจรไปมา ก็อยากจะให้ผู้ชุมนุมร่วมมือ และอยากจะขอเหตุผลว่าทำไมจะร่วมมือกันไม่ได้ ในเมื่อเราเคารพหน้าที่ของกันและกัน หรือสิทธิของกันและกัน เพราะเรายังไม่ไปห้ามสิทธิในการชุมนุมแต่เราต้องการให้สิทธิของประชาชนใช้เส้นทางสาธารณะ และเรามีหน้าที่รักษากฎหมาย ถ้ามีความจริงใจต่อส่วนรวมก็ต้องตกลงกันร่วมมือกันได้

 เมื่อถามว่าการประกาศพื้นที่ความมั่นคงทำให้ประเทศอยู่ในภาวะไม่ปกติหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเพียงเครื่องมือที่ไม่ได้แปลว่ามีการประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ว่าเป็นช่องโหว่ของกฎหมายที่มีในปัจจุบันว่าระหว่างกฎหมายปกติกับกฎหมายที่หลายประเทศมีในเรื่องของการชุมนุมในที่สาธารณะ ก็เป็นการเหมือนให้อำนาจในการจัดระเบียบมากขึ้นในการชุมนุมหรือเคลื่อนไหว ทั้งนี้รัฐบาลก็มีหน้าที่แก้ปัญหาไป

 ถามว่าจะสามารถบังคับใช้ได้หรือไม่ เพราะยังมีการท้าทายให้จับกุมอยู่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรียนย้ำว่าเราชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกหรือต้องการให้เกิดความขัดแย้ง รัฐบาลไม่ได้ต้องการให้มีความขัดแย้ง มีหน้าที่รักษากฎหมาย ซึ่งกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ก็เคยต่อว่ากลุ่มอื่นๆเวลาที่มีการดำเนินการปิดถนน ฉะนั้นสิ่งที่เราประกาศและเจ้าหน้าที่กำลังทำงานต่อเนื่องคือการให้แต่ละฝ่ายแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของตัวเองไป ฉะนั้นไม่มีความจำเป็นเลยที่ต้องมาขัดแย้ง ท้าทายให้เกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่ใช่เจตนาของรัฐบาล   แต่ต้องถามว่าเหตุใดจึงไม่สามารถอำนวยความสะดวกและปฏิบัติตามกฎหมายให้พี่น้องประชาชนใช้เส้นทางสาธารณะซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดด้วยซ้ำให้เป็นปกติได้

 ถามว่าถึงเป้าหมายในการผ่านสถานการณ์ในช่วงนี้ นายกฯ กล่าวว่าการแก้ปัญหาต้องแก้ปัญหาทุกเรื่องของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป การบริหารเศรษฐกิจการแก้ปัญหา การดำเนินนโยบายตนก็ทำอย่างต่อเนื่อง แต่ว่าการเคลื่อนไหวชุนนุมบริเวณชายแดนที่เกิดขึ้นก็แก้ไขไปโดยยึดประโยชน์ของส่วนรวมอย่างเดียวไม่มีเรื่องอื่น เมื่อถามว่ายังมั่นใจว่าจะผ่านสถานการณ์นี้ได้ใช่ไหม นายอภิสิทธิ์ กล่าวสั้นๆว่า “ครับ”

 เมื่อถามถึงความพยายามที่จะคุยกับแกนนำพันธมิตรคืบหน้าอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก้มีการพูดคุยกันระหว่างผู้แทนรัฐบาลและแกนนำบางคนที่มีการพูดคุยกันอยู่ ส่วนที่แกนนำบางคนยืนยันว่าไม่มีการติดต่อจากรัฐบาลนั้นก็ไม่เป็นความจริง เมื่อถามว่าบอกได้หรือไม่ว่าติดต่อกับแกนนำคนไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “บอกไปก็เท่านั้นครับ เดี๋ยวก็บอกว่ามีการไม่อย่างนั้นอย่างนั้น เอาตามความเป็นจริงดีกว่าครับว่ามีการพบกัน”

 เมื่อถามว่ายืนยันได้ไหมว่านายกฯจะเดินหน้าเจรจากับแกนนำอยู่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ปกติ ซึ่งในที่ประชุมลับของวุฒิสภาเมื่อวานนี้( 7 ก.พ) ก็เป็นบรรยากาศที่ดี ที่สมาชิกของสภาได้ให้กำลังใจ โดยเฉพาะคือกองทัพในการทำหน้าที่ และใครมีความเข้าใจเหมือนหรือต่างกันในเรื่องของการแก้ปัญหาที่เป็นเรื่องเทคนิครายละเอียดเอ็มโอยูอะไรก็อภิปรายแลกเปลี่ยนกัน ก็เป็นบรรยากาศที่ดี ตนคิดว่าถ้าบรรยากาศเป็นอย่างนี้ได้หมดก็จะช่วยให้เรารักษาประโยชน์ของส่วนรวมได้ ซึ่งตนยังพูดในที่ประชุมวุฒิสภาด้วยว่าแม้แต่ในสภาผู้แทนฯตนก็ยังติดต่อไปในส.ส.ในพื้นที่ซึ่งไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นบรรยากาศที่ดีที่ต้องการรับทราบข้อมูล ช่วยกันแก้ไขปัญหา ก็อยากจะให้เป็นอย่างนี้ ฉะนั้นการที่จะพูดคุยเจรจาต่อเนื่องว่าติดใจกันเรื่องอะไรตนไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่เจรจาก็ไปบังคับเขาไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามการพบกับแกนนำฯตนไม่ได้ไปพบกับใคร แต่ตนบอกว่ามีคนของรัฐบาลไปพบ 

 เมื่อถามว่าในที่ประชุมก็เป็นบรรยากาศที่ดี แต่พอขึ้นเวทีก็เป็นบรรยากาศอีกแบบหนึ่งแล้วจะไว้ใจได้แค่ไหนว่าจะคุยกันรู้เรื่อง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็พยายามครับ

 ปชป.เชื่อพธม.ไม่ปิดล้อมรัฐสภาวันโหวตแก้รธน.

             นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.ว่า นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาลได้กล่าวในที่ประชุมส.ส.โดยย้ำความมั่นใจว่าในวันที่ 11 ก.พ.   ที่มีการประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีสมาชิกลงมติสนับสนุนผ่านร่างดังกล่าว หรือเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา จำนวน 313 เสียงอย่างแน่นอน เพราะการลงมติวาระ 2 ที่ผ่านมาพบว่ามีส.ส.ที่ไม่มาลงคะแนนรวมกว่า 50 ราย ดังนั้นนายวิทยา จึงได้ขอให้ส.ส.ที่มีความใกล้ชิดกับสมาชิกรัฐสภาที่ไม่มาลงมติวันดังกล่าวพูดคุยทำความเข้าใจ

               ผู้สื่อข่าวถามว่าได้หารือเรื่องย้ายที่ประชุมหรือไม่เพราะวันดังกล่าวทางกลุ่มพันธมิตรฯ อาจจะชุมนุมประท้วงที่หน้ารัฐสภาได้ นายอรรถวิชช์ กล่าวว่าที่ประชุมไม่ได้มีการหารือเรื่องย้ายสถานที่ แต่เท่าที่ทราบกลุ่มพันธมิตรฯ จะเดินทางไปมอบของเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

พผ. มีมติส.ส.หนุนร่างแก้ไขรธน.

 นพ.อลงกต มณีกาศ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรค ว่า มีการหารือในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตนได้เสนอให้ส.ส.ของพรรคที่จะเข้าร่วมการประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติร่างแก้ไขรับธรรมนูญ วันที่ 11 ก.พ. มารวมตัวที่ทำการพรรค ถนนสุโขทัย เวลา 09.00 น. เบื้องต้นทางพรรคมีมติให้ส.ส.ลงมติสนับสนุนร่างแก้ไขดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าใด ต้องรอดูวันที่ 11 ก.พ.อีกครั้งหนึ่ง

 ผู้สื่อข่าวถามว่าการรวมตัวดังกล่าวเพื่อเช็คเสียงสนับสนุนใช่หรือไม่ นพ.อลงกต กล่าวว่า “ใช่ครับ” เมื่อถามถึงกระแสการย้ายสังกัดพรรคของส.ส.ในพื้นที่นครราชสีมา นพ.อลงกต กล่าวว่า ได้หารือกับเบื้องต้น ผู้ใหญ่ในพรรคไม่ได้ติดใจอะไร สำหรับนายประนอม โพธิ์คำ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุมพรรควันนี้

ผบ.ตร. มั่นใจ เจรจาพธม.ยอมเปิดทาง

 พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังร่วมประชุมคณะกรรมการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงเรื่องการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เป็น เจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย

 พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า หลังจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะกลับไปทำแผนต่อโดยผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ที่ประชุมมอบให้ผบ.ตร.เป็นผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) มีรองผบ.ตร.ที่ดูแลงานด้านความมั่นคง ทำหน้าที่เป็นรองผู้อำนวยการ พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพกองทัพภาค 1 เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ส่วนกองกำลังจะใช้กำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก โดยมีผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็น ผบ.กองกำลังที่จะดูแล สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะมาดูแลในเรื่องดังกล่าวมีประมาณ 50 กองร้อย

 พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวอีกว่า เมื่อ ครม.ให้อำนาจ กอ.รมน.ไปดำเนินการ และให้ตำรวจสามารถออกข้อกำหนดได้ ก็จะขอร้องให้เปิดถนนบางสาย และเปิดบางส่วนของถนน เช่นถนนราชดำเนินนอก ถนนพิษณุโลก เมื่อออกข้อกำหนดได้แล้วก็จะต้องมีการเจรจา ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมยังคัดค้านนั้น ทางเจ้าหน้าที่เมื่อมีความชอบธรรมในการที่จะดำเนินการ เพราะรัฐบาลให้อำนาจตำรวจในการดูแลความสงบเรียบร้อยแล้ว

 "เราก็เชื่อว่าสามารถทำได้ ส่วนการดำเนินการให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่นั้น จะเริ่มด้วยการเจรจาให้สถานการณ์คลี่คลายลงก่อน และอาจจะให้ใช้บางช่วงของถนนราชดำเนินกลางก่อน โดยจะมีการหารือกันหลังจากนี้" ผบ.ตร. กล่าว

 เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีการพูดคุยขอร้องแกนนำผู้ชุมนุมแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นผล แล้วการไปเจรจาอีกจะมีผลในทางที่ดีหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า เมื่อมีข้อกำหนดและมีฐานในเรื่องกฎหมายที่จะไปเจรจาแล้วก็น่าจะได้ผล ส่วนการประกาศพื้นที่ในกทม.ออกมา 7 เขตนั้น ก็เพื่อเป็นการป้องกัน และมองว่าไม่กว้างมาก เพราะเป็นแค่ 1 ใน 9 ของกทม. และจากการประเมินก็คาดว่าการเคลื่อนไหวจะอยู่ใน 7 พื้นที่ ที่ประกาศไป