ข่าว

ผู้ค้ามอบถุงยังชีพช่วยผู้อพยพ-ทหาร

ผู้ค้ามอบถุงยังชีพช่วยผู้อพยพ-ทหาร

08 ก.พ. 2554

พ่อค้าแม่ค้าชาวบุรีรัมย์ รับบริจาคเงิน และสิ่งของ มอบเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารปกป้องอธิปไตยไทย และส่งช่วยเหลือชาวศรีสะเกษ หนีภัยการสู้รบทหารไทย-เขมร ชายแดนเขาพระวิหาร “รัฐบาล”สั่งส.ส.ปชป.แจงปัญหาชายแดนไทย-เขมรให้ประชาชนรู้ หวั่นฟังความข้างเดียว พร้อมแจก MOU

 เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 ก.พ. ที่ตลาดไนท์บาร์ซ่า เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ นางปาลีรัตน์   สมานประธาน นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์  ได้ร่วมกับทางชมรมตลาดสดค้าส่ง-ค้าปลีก ตลาดไนท์บาร์ซ่า จัดตั้งศูนย์รับบริจาคเงินและสิ่งของ “ร่วมเป็นกำลังใจสู่แนวหน้า”  โดยการระดมเจ้าหน้าที่เทศบาล ร่วมกับพ่อค้าแม่ค้ามาช่วยรับบริจาค และบรรจุถุงยังชีพข้าวสารอาหารแห้ง และของใช้จำเป็น เพื่อมอบเป็นกำลังใจและช่วยเหลือเหล่าทหารหาญที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศตามแนวชายแดนไทย  และยังนำส่งไปช่วยเหลือประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะกันของทหารไทยกับกัมพูชา ซึ่งหนีภัยการสู้รบมาอยู่ในศูนย์อพยพชั่วคราวต่างๆ ในจังหวัดศรีสะเกษด้วย

 นางปาลีรัตน์ สมานประธาน  นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า ได้ตั้งจุดรับบริจาคเงิน และสิ่งของ เพื่อมอบเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนปกป้องอธิปไตยของประเทศ จากอริราชศัตรู และยังมอบให้กับทางจังหวัดศรีสะเกษเพื่อนำไปใช้จ่ายในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบดังกล่าวอีกด้วย  
   
 ชาวบุรีรัมย์ได้ติดตามข่าวการสู้รบระหว่างทหารไทยกับกัมพูชามาโดยตลอด รู้สึกสงสารและเห็นใจประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งต้องรีบวิ่งหลบหนีออกจากบ้าน ทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สินอื่นๆ ไปหลบซ่อนในที่ปลอดภัย นำสิ่งของติดตัวมาได้ไม่มากนัก ฉะนั้นเมื่อเราเห็นความเดือดร้อนของประชาชน ชาวบุรีรัมย์จึงได้ส่งความห่วงใยมายังชาว จ.ศรีสะเกษ โดยนำถุงยังชีพและเงินบางส่วนมามอบให้ พร้อมขอส่งกำลังใจไปยังชาวศรีสะเกษ และทหารทหารทุกคน

กสม.แนะรัฐช่วยเหลือพิเศษสตรี-ผู้สูงอายุ-คนพิการหนีภัย

            ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)นางวิสา  เบ็ญจะมโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานอนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและความเสมอภาคของบุคคล   เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ และมีแนวโน้มที่ต้องเฝ้าระวังในบางจังหวัดชายแดน เช่น  จังหวัดสุรินทร์ สระแก้ว และอุบลราชธานี 

 ขอแสดงความชื่นชมหน่วยงานภาครัฐและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง   ที่ได้ระดมความร่วมมือ ทั้งในด้านการอพยพ  จัดหาที่พักที่ปลอดภัย  อาหาร และสิ่งจำเป็นสำหรับการอุปโภค บริโภคได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามคณะอนุกรรมการฯ มีข้อห่วงใยต่อกลุ่มเด็ก สตรี ผู้อายุและคนพิการ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือโดยคำนึงถึงเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ของกลุ่มดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ เช่น  ยารักษาโรค ยาประจำตัว โดยเฉพาะในกลุ่มผ้สูงอายุ ส่วนในกลุ่มเด็กนั้นเรื่องของ นมกล่อง นมผงและขวดนม   มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อทารก และเด็กอ่อน   ผ้าอนามัยและของใช้ที่จำเป็นส่วนตัว รวมถึงระบบสุขอนามัยของกลุ่มบุคคลดังกล่าวด้วย

                 นางวิสา กล่าวว่า ในส่วนของการฟื้นฟูในระยะยาวนั้น ควรมีการปรับสภาพแวดล้อม พื้นที่ทำกิน  ที่อยู่อาศัย ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าว ควรคำนึงถึงพื้นที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว เช่น สถานที่รวมตัวเพื่อประกอบอาชีพและกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ ของกลุ่มแม่บ้านศูนย์เด็กเล็ก ชมรมผู้สูงอายุ เป็นต้น ที่สำคัญควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการฟื้นฟู เยียวยา สภาพจิตใจผู้ประสบความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ควรจัดระบบบริหารจัดการการช่วยเหลือ เยียวยาอย่างเข้าถึงทุกกลุ่มคนอย่างเหมาะสมและเพียงพอ  

ปชป.สั่งส.ส.แจงปัญหาชายแดนไทย-เขมรกับประชาชน

             นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.ของพรรคว่า ในการประชุมดังกล่าว คณะรัฐมนตรีของพรรคที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาได้รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และได้แจ้งให้ส.ส.ของพรรคไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ต่อเรื่องดังกล่าว 7 ประเด็น คือ 1.กรณีที่เกิดขึ้นไม่อยากให้ใช้คำว่า เป็นการทำสงครามระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ขอให้ใช้คำว่า การปะทะตามแนวชายแดน ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เชื่อว่าจะจบได้ด้วยการเจรจาของทั้ง 2 ประเทศ 2. การยิงปะทะที่เกิดขึ้นทหารของ 2 ฝ่าย ในส่วนของประเทศไทยเป็นเพียงการยิงตอบโต้ และไม่ได้กระทำต่อที่ตั้งของพลเรือน ซึ่งต่างจากประเทศกัมพูชา ที่มีการยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือน

            3.การยิงปะทะกันกว่า 3 ครั้ง ยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่เสียดินแดน ขอให้มั่นใจได้ว่า ทหารของไทยพร้อมปกป้องอธิปไตยของประเทศ 4. รัฐบาลได้เร่งสร้างความเข้าใจกับนานาประเทศ เช่น ประเทศอินโดนิเซีย, ประเทศลาว, ประเทศจีน ผ่านกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5.ขณะนี้ในศูนย์ผู้ลี้ภัย 21 จุดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชามีผู้พักอาศัยรวม 14,000 คน ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เข้าไปดูแลแล้ว 6. ขณะนี้ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศมีอยู่เช่นเดียวกับปัญหาของประชาชน ดังนั้นขอให้เรียกร้อง ความสามัคคีและความรักชาติกับ กลุ่มผู้ชุมนุม และคนในชาติ เป็น 1 เดียว

และขอให้เชื่อมั่นว่านายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำประเทศจะรักษาอธิปไตยไม่ให้ประเทศเสียดินแดน และ 7. ขณะนี้ยังมีคนนำ บันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก 2543 (เอ็มโอยู 43) ไปบิดเบือน ซึ่งรัฐบาลไม่อยากให้ประชาชนฟังความข้างเดียว จึงได้ทำเอกสารเผยแพร่สาระสำคัญของเอ็มโอยู 43 ผ่านทางเวปไซต์พรรคประชาธิปัตย์ 2 ฉบัย คือ 1. สาระสำคัญฉบับเต็ม และ 2. ฉบับเต็มพร้อมวิเคราะห์ในประเด็นที่สำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ