ข่าว

อบต.นาจอมเทียนฟื้นประเพณีเผาข้าวหลาม

อบต.นาจอมเทียนฟื้นประเพณีเผาข้าวหลาม

09 ก.พ. 2554

นายกอบต.นาจอมเทียน พบอัตลักษณ์โดดเด่นประจำท้องถิ่น “เผาข้าวหลามทำบุญเดือน 3” พลิกฟื้นสืบสานประเพณี 100 ปี ชุมชนหนองจับเต่า สัตหีบ หลังถูกทอดทิ้งมานาน เตรียมประสานการท่องเที่ยวฯ จัดเข้าปฏิทินท่องเที่ยวประจำปี

 นายศรชัย ทองยั่งยืน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เปิดเผยถึงงานประเพณี “บุญข้าวหลาม”เดือน 3 ประจำปี 2554 ที่วัดหนองจับเต่า ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่า งานจัดขึ้นเพื่อรักษาวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น โดยมีจุดขายการท่องเที่ยว และปราชญ์ประจำท้องถิ่น เล่าว่า ชุมชนหนองจับเต่ามีตำนานเก่าสืบทอดมายาวนาน ซึ่งช่วงเดือน 3 ทุกปี ชาวบ้านจะมีการร่วมกันเผาข้าวหลามทุกบ้านเพื่อนำไปทำบุญตักบาตรที่วัดหนองจับเต่า ซึ่งส่วนมากเป็นที่รู้กันว่าวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 จะเป็นวันนัดหมายเพื่อเผาข้าวหลาม และวันรุ่งขึ้นก็จะนำข้าวหลามมาถวายพระอย่างพร้อมเพรียงกัน 

 สำหรับการฟื้นฟูประเพณีเผาข้าวหลามเดือน 3 ขึ้นมาครั้งนี้เป็นปีที่ 2 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลนาจอมเทียน เป็นสื่อกลางหรือจุดศูนย์รวมในการสืบสานประเพณี ให้เป็นกิจกรรมเด่นในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในหมู่บ้าน ด้วยการจัดให้มีการประกวดเผาข้าวหลาม กินข้าวหลาม 1 กิโลกรัม ซึ่งได้รับความร่วมมือดีอย่างดี 

 นายศรชัย กล่าวอีกว่า ปราชญ์ประจำท้องถิ่นรื้อฟื้นภูมิหลังท้องถิ่น ทั้งตัวบุคคล ส่วนรวม วัตถุเก่าแก่ที่ปรากฏให้เห็นในชุมชน และเป็นคำตอบให้คนรุ่นหลังรับรู้ โดยเฉพาะประเพณีเผาข้าวหลาม ทำบุญด้วยข้าวหลามที่มีมายาวนานนับร้อยปี แต่ถูกทอดทิ้งไป โชคดีที่มีปราชญ์รุ่นเก่าจดจำไว้ และถ่ายทอดได้ดีเยี่ยม บุญข้าวหลามหมู่บ้านหนองจับเต่าจึงเป็นอีก 1 ประเพณีที่ควรอนุรักษ์ และสืบสานเป็นปฏิทินท่องเที่ยวงานบุญประจำท้องถิ่นสืบต่อไป

 ทางด้าน นายชายชาญ เอี่ยมเจริญ นายอำเภอสัตหีบ กล่าวว่า พื้นที่สัตหีบได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ ส่วนมากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเที่ยวชมเท่านั้น ยังไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมได้ การที่ปราชญ์ท้องถิ่นค้นหาอัตลักษณ์เด่นของชุมชนจนพบว่าประเพณีเผาข้าวหลาม เดือน 3 และทำบุญข้าวหลาม เป็นประเพณีดั้งเดิม แต่ถูกทอดทิ้งมานาน ถือว่าเป็นเรื่องดีทำให้มีกิจกรรมและชุมชนมีส่วนร่วม ถ้าเรื่องนี้ได้รับการเผยแพร่ จนกลายเป็นประเพณีที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในอนาคตจะสามารถบรรจุไว้ในปฏิทินการท่องเที่ยวได้อีกด้วย