
ทุกข์ซ้ำผู้อพยพโดนขโมยยกเค้าบ้าน
สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา เหตุการณ์ยังปกติ แต่ก็ยังคงไม่น่าไว้วางใจเต็ม 100 % ว่าจะเกิดการปะทะกันขึ้นอีกระลอกหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนจากทางรัฐบาลว่าการเจรจาคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ทำให้ชาวบ้านที่ศูนย์อพยพต่างอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก ประกอบช่วง
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. นางฉวีวรรณ บุญเสนอ อายุ 70 ปี อยู่บ้านเลขที่ 265 บ.ภูมิซรอล ม.12 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ร้องเรียนกับสื่อมวลชนทั้งน้ำตาว่า สามีของตนเสียชีวิตไปหลายปี ไม่มีลูกหลาน ที่ผ่านมาตนอาศัยอยู่เพียงตามลำพังกับสุนัข 1 ตัว หลังเกิดเหตุปะทะวันแรกก็ได้ทิ้งบ้านเอาไว้อพยพหนีภัยสงครามมาอยู่ที่ศูนย์อพยพแห่งนี้ แต่เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ได้ทราบข่าวจากเพื่อนบ้านของตนที่ได้กลับไปตรวจสอบดูแลบ้านที่บ้านภูมิซรอล ได้กลับมาแจ้งให้ตนทราบว่า ถูกโจรงัดบ้าน และทรัพย์สินภายในบ้านที่มีค่าหลายรายการได้สูญหายไปเกือบทั้งหมด
“สิ่งที่ฉันเสียดายมากที่สุดคือ ขันเงินแท้ ซึ่งเป็นสินสอดในวันแต่งงานกับสามีที่เก็บรักษาเอาไว้นานกว่า 50 ปี ได้ถูกโจรลักเอาไปรวมกับทรัพย์สินอย่างอื่นเช่นผ้าไหม ผ้าถุงทำจากผ้าไหม อุปกรณ์ประกอบอาหารที่พอจะเอาไปขายต่อได้สูญหายหมดเลย ทำให้ตอนนี้ฉันรู้สึกเสียใจมาก อยากให้ทางตำรวจช่วยนำของมีค่าที่สุดของคืนมาให้ด้วย” นางฉวีวรรณกล่าว
ขณะที่นายสุเทียน มาทอง อายุ 58 ปี ชาวบ้านโนนสว่าง ม. 9 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าเรื่องจะยังไม่จบง่าย ๆ เพราะตอนนี้เขมรกำลังรบอยู่กับพันธมิตร ไม่ใช่รบกับรัฐบาล แต่ชาวบ้านอย่างพวกตนเดือดร้อน อยากให้พันธมิตรมาที่หมู่บ้าน และไปดูที่ศูนย์อพยพกันว่าพวกตนเดือนร้อนขนาดไหน รัฐบาลเองก็ต้องชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร จะคุยกันทางการฑูต หรือจะจบด้วยสงครามก็ต้องชัดเจนไปเลย ชาวบ้านจะได้ตั้งตัวได้ อยู่อย่างนี้ไม่รู้จะเอาอย่างไร ต้องอยู่ศูนย์อพยพนานเท่าไหร่ ชาวบ้านทุกคนเดือดร้อนอย่างหนักอยากให้สงสารพวกตนด้วย
ปภ.สรุปความเสียหายเหตุทหาร"ไทยปะทะเขมร
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ( ปภ. ) กล่าวสรุปถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาประจำวันที่ 8 ก.พ. ว่า หลังเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดน จ.ศรีสะเกษ บริเวณภูมะเขือ ต.รุง และอ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.ถึงวันที่ 6 ก.พ. มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวน 17 หลัง เสียหายทั้งหลัง 7 หลัง เสียหายบางส่วน 10 หลัง โดยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. จ.ศรีสะเกษได้ให้ความช่วยเหลือบ้านที่เสียหายทั้งหลังตามระเบียบกระทรวงการคลังหลังละ 30,000 บาท เป็นเงิน 210,000 บาท ส่วนที่เสียหายบางส่วนจะเร่งสำรวจเพื่อให้ความช่วยเหลือ และตั้งแต่เกิดเหตุได้อพยพประชาชนไปยังจุดรองรับผู้อพยพจำนวน 40 จุด แยกเป็น 11 อำเภอ รวม 16,668 คน ประภิกษุจำนวน 8 รูป
นายวิบูลย์ กล่าวต่อว่า การช่วยเหลือเบื้องต้นกรมปภ. ได้สั่งศูนย์ ปภ.เขต พื้นที่ใกล้เคียงสนับสนุนรถยนต์ผลิตน้ำดื่ม 2 คัน รถบรรทุกน้ำ 6,000 ลิตร จำนวน 3 คัน ถังน้ำ 2,000 ลิตร 7 ใบ รถไฟฟ้าส่องสว่าง 2 คัน รถบรรทุก 6 ล้อจำนวน 2 คัน รถบรรทุกเล็ก 4 คัน รถตู้ 2 คัน เต็นท์สนาม 5 คน 300 หลัง ถุงยังชีพ 2,000 ชุด มอบผ้าห่มกันหนาว 6,970 ผืน และการประปาส่วนภูมิภาคติดตั้งจุดรองรับผู้อพยพ ร่วมกับ อบต.ในพื้นที่และสนับสนุนเครื่องกรองน้ำประปาดื่ม 2 แท่น พร้อมเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปภ.เขตใกล้เคียง 24 ราย เข้าสนับสนุนการปฏิบัติ ณ ที่ว่าการอ.กันทรลักษ์ และโรงเรียนบ้านท่าสว่าง ต.โนนสำราญตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.เป็นต้นมา โดยขึ้นการบังคับบัญชาจากผู้ว่าฯศรีสะเกษ
อธิบดีกรมปภ.กล่าวอีกว่า สำหรับการช่วยเหลือประชาชน ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยกรณีฉุกเฉินได้ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย แบ่งเป็น กรณีเสียชีวิต ช่วยเหลือเป็นค่าจัดการศพรายละ 25,000 บาท หากเป็นหัวหน้าครอบครัวจะได้รับเพิ่มเติมอีกรายละ 25,000 บาท รวมเป็น 50,000 บาท เครื่องมือประกอบอาชีพช่วยเหลือครอบครัวละไม่เกิน 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การช่วยเหลือผู้อพยพครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่ยังมีบ้านที่เสียหายบางส่วนที่เจ้าหน้าที่ยังเข้าไปสำรวจไม่ครบ เนื่องจากบ้างพื้นที่อยู่ในจุดเสียง แต่จะเร่งสำรวจเพื่อช่วยเหลือให้เร็วที่ สุด แต่ที่ตนห่วงผู้อพยพ คือเรื่องของยุง และสภาพจิตใจของประชาชนที่อยากจะกลับบ้านให้เร็วที่สุด เพราะห่วงบ้านและทรัพย์สิน
ด้านนายสุรชัย ขันอาสา อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ( พช. ) กล่าวว่า หลังจากได้ลงพื้นที่ดูความเป็นอยู่ของผู้อพยพที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ ก็มีแนวคิดจะให้ พช.จังหวัดนำหลักสูตรฝึกอาชีพระยะสั้นมาให้อบรมให้ผู้อพยพได้เรียนรู้และใช้เวลาว่าง อาทิ การนวดแผนโบราณ ก่อนจะเดินทางกลับภูมิลำเนา ภายหลังสถานการณ์ชายแดนาสงบลงแล้ว
สถานการณ์ผวจ.บุรีรัมย์เตรียมเจรจาเปิดจุดผ่อนปรน
นายธานี สามารถกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาระบุ ถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชาว่า ทางเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ยังไม่มีการปะทะหรือเหตุความรุนแรงใดๆ ทั้งนี้เชื่อว่าหากรัฐบาลไทย - กับรัฐบาลประเทศกัมพูชา สามารถเจรจาตกลงกันได้ จนสถานการณ์ชายแดนกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ทางจังหวัด หอการค้า รวมไปถึงนักธุรกิจในจังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงจะสามารถหารือร่วมกับทางจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ถึงแนวทางในการเปิดจุดผ่อนปรนหรือจุดผ่านแดนถาวร ที่บริเวณช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด ได้ เพื่อทำการชื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน เพราะเนื่องจากในขณะนี้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน หากเปิดได้จะส่งผลดีทำให้เศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการพูดคุยกันแล้วในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสม จึงต้องชะลอไว้ก่อน รอให้สถานการณ์คลี่คลาย ทางจังหวัดและหอการค้า ก็จะร่วมกันเดินหน้าผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว
ผู้ว่าราชการจังหวัด ยังกล่าวอีกว่า หากจังหวัดมีการเปิดจุดผ่อนปรน หรือจุดผ่านแดนถาวร บริเวณช่องสายตะกู ที่ได้มีการเจรจากันก่อนหน้านี้แล้ว ก็จะทำให้สอดคล้อง สามารถกระตุ้นธุรกิจการท่องเที่ยว การชื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า รวมไปถึงการลงทุน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจ อำเภอบ้านกรวด ละหานทราย และอำเภอที่อยู่ข้างเคียงดีขึ้น ไม่ต้องแอบลักลอบชื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนทั้ง 2 ประเทศอีกต่อไป
เช็คขุมกำลังกัมพูชาด้านชายแดนสุรินทร์
บรรยากาศที่บริเวณด่านชายแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ในเขตประเทศกัมพูชา มีกำลังทหารของกัมพูชากองร้อย 6 กองพันที่ 42 นับร้อยคน พร้อมรถถัง 10 คัน อาวุธหนักจำนวนหนึ่ง ได้เสริมเข้ามาตั้งอยู่ที่บ้านจังกาเจก ต.โอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2554 เป็นต้นมา และอีกส่วนหนึ่ง เป็นกำลังของกองร้อยที 4 กองพันที่ 402 ได้เข้าเสริมที่บริเวณเขาแหลม, ที่บริเวณช่องปลิงมีกำลังของทหารกัมพูชาเสริมเข้ามาอีก ที่บริเวณส่วนมะม่วงหิมพาน มีกองร้อยทหารป้องกันชายแดนที่ 402, ช่องคลาขมุม, ช่องปลดต่าง, (พนมปอย) หลักเขตที่ 17 มีกำลังของทหารป้องกันชายแดนที่ 402 มาเสริมอยู่ด้วยนับร้อยคน แต่ละพื้นที่มีกำลังทหาร พร้อมอาวุธ ปืนใหญ่ และ อาร์พีจี พร้อมปืนประจำกาย จนเต็มอัตรา
ส่วนที่บริเวณชายแดนด้านปราสาทตาเมือนธม บ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เขตชายแดนไทย-กัมพูชา มีกำลังทหารกัมพูชากองพลน้อยที่ 42 มาตั้งห่างจากตัวปราสาทตาเมือนธม ประมาณ 150 เมตร มี พ.อ.เนี๊ยะ วงศ์ เสนาธิการกองพลน้อยที่ 42 มาคอยกำกับดูแล
ที่บริเวณปราสาทตาควาย ตำบลบักได อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ มีกำลังทหารกัมพูชา เป็นกองพลน้อยที่ 42 และกำลังของตำรวจตระเวนชายแดนที่ 702 นำโดย พ.ต.ท.กง สุคัน ผบ.ตชด.ที 702 ของกัมพูชามาสมทบ โดยมีกำลังทั้งสิ้นนับร้อยคน
ส่วนการสู้รบกันที่บริเวณภูมะเขือ,ช่องตาเฒ่า,ช่องลันแต้, เป็นกำลังของทหารกัมพูชากองพลน้อยที่ 8 มี พล.ต.ยึม ปึม ผบ.พล น้อยที่ 8 พร้อมด้วย พ.อ.เอียง ซัม รอง ผบ.พล, พ.อ.เจือ จุน รอง ผบ.พล, พ.อ.บุญ เทือน รอง ผบ.พล/ เสธนาธิการ กองพลน้อยที่ 8, มาอำนวยการรบ มีกำลังพลทั้งสิ้น 1,050 กว่า คน พร้อมกับมี พล.ท.ฮุน มาเนต และ พ.อ.ฮุน มานี ผบ.ควบคุมรถถัง มาบัญชาการรบ
ในส่วนที่มีกำลังทหารของกัมพูชาเดินทางมาเสริมกำลังที่บริเวณช่องจอม-โอร์เสม็ด หวังจะเข้าตีที่บริเวณช่องจอม และปราสาทตาเมือนธม และ ปราสาทตาควาย ทำให้ทางกองทัพภาคที่ 2 ต้องมีคำสั่งปิดด่านผ่านแดนถาวรที่ช่องจอม ในวันที่ 5 ก.พ. ปิดได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็ได้เปิดให้ประชาชนเข้า-ออกได้ใหม่
ต่อมา ในวันที่ 6 ก.พ. ก็มีคำสั่งให้ปิดด่านอีกตอนเย็น ให้ประชาชนคนไทยที่อยู่ในบ่อนคาสิโนทั้ง 2 แห่ง ออกมาจากพื้นที่ชุมชนโอร์เสม็ดประเทศกัมพูชา และให้ประชาชน พ่อค้า แม่ค้าชาวกัมพูชา ขนข้าวของ สินค้ากลับออกไปในเขตประเทศกัมพูชา มีบริเวณนี้ ปิด ๆ เปิด ๆ กันตลอด บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่นำสินค้ามาค้าขายในตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ที่ตั้งอยู่ห่างจากด่านผ่นแดนช่องจอมประมาณ 500 เมตร ต้องขนสิ่งของ และสินค้ากลับประเทศ เพราะเกรงไม่ได้รับความปลอดภัย
ส่วนการสู้รบกันในเขตพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษมีมาตั้งแต่วันที่ 5 - 7 ก.พ. 2554 และวันนี้ (วันที่ 8 ก.พ.) แหล่งข่าวแจ้งมาว่า ทางกำลังทหารของกัมพูชา จะระดมยิงอาวุธหนักเข้ามาอีก
ส่วนที่ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย กำลังของทหารไทย และทหารกัมพูชายังตรึงกำลังกันอยูที่ทั้งฝ่าย และคาดว่าในพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ นี้ จะไม่มีเหตุการณ์สู้รบกันเกิดขึ้น เพราะมีบ่อนคาสิโนทั้ง 2 แห่ง ถ้ามีการสู้รบกันแล้ว จะต้องมีการปิดด่านช่องจอม จะทำให้ทางบ่อนคาสิโนทั้ง 2 แหงนี้ขาดรายได้



