
"ชาญวิทย์"เสนอ3ทางแก้ปมไทย-เขมร
ทูตเขมรประจำประเทศไทย ร้องใช้กลไก"เจบีซี"แก้ปัญหาสองประเทศ "ชาญวิทย์" เสนอ 3 ทางแก้ข้อพิพาท"ไทย-เขมร" แนะต่างฝ่ายต่างยื่นขึ้นทะเบียนมรดกโลก เชื่อรัฐไม่โง่เดินตามกระแสคลั่งชาติ ด้าน สุเทพ ยัน ไทย - เขมร หย่าศึกกันเองได้
(8ก.พ.) ที่ม.ธรรมศาสตร์ นาง ยู ออย ( You Ay ) เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย กล่าวในการสัมมนาวิชาการอุษาคเนย์ ครั้งที่ 8 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยสรุปว่า ไทยและกัมพูชามีหลายเรื่องที่ร่วมกัน อาทิ ภาษา ความเป็นอยู่ ชุมชน วิถีชีวิต ทั้งสองประเทศจึงเป็นมากกว่าเพื่อนบ้าน คือ เป็นพี่น้องกัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเขาพระวิหาร มาจากการใช่แผนที่คนละฉบับ จึงก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่ยืนยันว่าแผนที่ของกัมพูชาเป็นแผนที่ที่ได้รับการรับรองจากทั่วโลก และขอย้ำด้วยว่าคำตัดสินของศาลโลกได้ตัดสินให้กัมพูชาเป็นผู้ดูแลปราสาทพระวิหาร จึงขอเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งโดยใช้กลไกในกรอบเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย - กัมพูชา เพราะการเจรจาเป็นทางแก้ปัญหาที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากกรณีเวียดนามกับกัมพูชา ที่มีพรมแดนติดกันหลายจังหวัด
นางยูออย กล่าวว่า หากยังมีสงครามอยู่ ไทย - กัมพูชาคงไม่มีวีซ่าแม้แต่ใบเดียว ที่จะข้ามไปมาระหว่างกัน เราเป็นประเทศในอาเซียนด้วยกันหากมีเรื่องกันเองจะทำให้อาเซียนอ่อนแอ ทั้งนี้อยากให้อาจารย์รุ่นใหม่สอนเด็กให้รู้ถึงประวัติศาสตร์ที่แท้จริง ไม่บิดเบือนเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกันในคนรุ่นต่อไป พร้อมกันนี้อยากเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนงเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาตามความจริง เพราะการบิดเบือนข่าวไม่ช่วยให้เกิดสันติภาพระหว่าง 2 ประเทศ ยกตัวอย่างเช่น จำนวนผู้เสียชีวิตชาวกัมพูชาที่หลายสำนักข่าวเสนอว่ามีคนเสียชีวิตถึง 16 คน ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นตัวเลขที่เยอะเกินไป
"ชาญวิทย์"เสนอ3ทางแก้ปมไทย-เขมร
ด้านนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มธ. กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ไทย-กัมพูชา สงครามหรือสันติภาพ ว่า สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนวันนี้ ทำให้เกิดคำถามว่าเราจะทำให้แม่น้ำโขงและเทือกเขาพนมดงรัก เป็นมรดกโลกข้ามพรมแดนได้หรือไม่ ตอนนี้แค่วิจารณ์ว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรก็ถูกประจานว่าเป็นคนขายชาติแล้ว สำหรับปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา มีวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นได้ใน 3 แนวทาง 1 การปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหาในรูปแบบการเจรจาทวิภาคีตามเอ็มโอยู 43 หรือ 2 นำข้อพิพาททั้งทางบกทางทะเลไปขึ้นศาลโลกอีกครั้ง หรือ 3 ส่งกองกำลังทั้งบก ทางเรือ และทางอากาศทำสงครามสั่งสอน ยึดคืนพื้นที่ที่คิดว่าไทยได้เสียดินแดนให้กับกัมพูชา มาเลเซีย และพม่า เพื่อขยายและสร้างมหาอานาจักรไทยตามนโยบายจอมพลป.พิบูลสงครามมาจนถึงสมัยจอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ แต่เชื่อว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันคงไม่โง่พอที่จะเลือกในแนวทางที่ 3
นายชาญวิทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับวิธีแก้ปัญหาระยะยาวในภูมิภาค ตนมองว่าไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน เพราะต่างคนต่างขึ้นได้ จากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศจะเห็นว่า เขาใหญ่ เทือกเขาพรมดงรัก และแก่งหลี่ผี ควรขึ้นเป็นมรดกโลกทั้งสิ้น ซึ่งเป็นประโยชน์มากกว่าการดำเนินการตามข้อเสนอของคนกระหายสงคราม คลั่งความรุนแรง โดยยกตัวอย่างกรณีต่างฝ่ายต่างขึ้นทะเบียนน้ำตกอีคอซูขึ้นเป็นมรดกโลกของประเทศบราซิลและอาร์เจนติน่า ซึ่งเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวจะแก้ปัญหาไทยกัมพูชาได้ รวมถึงปัญหากระทบกระทั่งในลุ่มน้ำโขงจากการสร้างเขื่อนจำนวนมาก
นายชาญวิทย์ ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า เหตุการณ์ล่าสุด ถูกยกระดับเป็นการสู้รบใช้ความรุนแรง ก็น่าวิตกจะบานปลายเพราะต่างฝ่ายต่างต้องการช่วงชิงความได้เปรียบในการยึดพื้นที่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญหาภายในของประเทศไทยเราเอง ที่บางคนมองว่า ไม่ได้แบ่งเป็นสามก๊กแล้ว แต่เป็นเสียม โป๊ย กั๊ก มีความพยายามใช้กำลัง บังคับรัฐบาล ซึ่งน่าวิตกว่า อาจบานปลายไปสู่การยึดอำนาจ รัฐประหารได้
“การผลักดันให้ยกระดับการต่อสู้ เดือดร้อนประชาชนคนอีสานใต้นับหมื่นราย ผมนึกถึงที่ อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พูดว่า ถ้าท่านตาย ก็ไม่อยากตายด้วยความโง่จากสงครามที่คนอื่นก่อ นี่คือสงครามของคนที่ไม่ได้อยู่ชายแดนก่อ คนก่อคือคนอยู่เมืองหลวง ใช้การเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ร่วมกับจากที่ในประเทศเองก็มีความแตกแยกกันมาก ก็อาจนำไปสู่การปฏิวัติได้ บ้านเมืองจะยิ่งจมดิ่งกว่านี้ สิ่งที่เป็นนโยบายต่างประเทศของไทย คือการเจรจาทวิภาคีอาจเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว โดยส่วนตัว ผมคิดว่า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ในฐานะเลขาธิการอาเซียน จะต้องเข้ามาเป็นคนกลาง ช่วยทำให้เรื่องนี้สงบ นำมาซึ่งการหยุดยิงจากทั้งสองฝ่าย จะเป็นการดีอย่างยิ่ง ตามข่าววันนี้ รมว.การต่างประเทศของอินโดนีเซีย จะไปเยือนกัมพูชา แล้วจะมาที่กรุงเทพ เท่ากับว่า ที่เราพูดว่า ทวิภาคี มีองค์กรที่ 3 เข้ามาแล้ว กัมพูชาก็ร้องเรียนไปยังสหประชาชาติ และเชื่อว่า กัมพูชาต้องการกลับไปขึ้นศาลโลกใหม่ ซึ่งถ้าศาลโลกยึดคำตัดสินเดิมเกี่ยวกับสนธิสัญญาและแผนที่ กัมพูชาก็จะได้เปรียบ ” นายชาญวิทย์ กล่าว
นายชาญวิทย์ กล่าวต่อว่า เรื่องชายแดน ชาตินิยมกรณีกัมพูชา ถูกชูขึ้นมาในปี พ.ศ. 2551 เพื่อต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นการเมืองภายในเป็นความขัดแย้งระหว่างเสียม โป๊ย กั๊ก แล้วใช้ประเทศเป็นข้ออ้าง ซึ่งปลุกระดมง่าย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ ก็ผ่านตำราเรียนเรื่องเสียดินแดน ซึ่งบางเรื่องนั้น ต้องเข้าใจว่า เราไม่ได้เสียดินแดน แต่เราไม่ได้ดินแดน ตำราเรียนที่สร้างทัศนคติเป็นลบต่อประเทศเพื่อนบ้านเราควรเปลี่ยนได้แล้ว ส่วนการปลุกกระแสในขณะนี้ ก็เพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไล่ไปเรื่อยๆ ก็จะมีการยึดอำนาจ แล้วก็จะไม่มีประชาธิปไตย คนที่ไม่อยากใช้วิถีประชาธิปไตย คือคนไม่อยากเลือกตั้ง เพราะลงเลือกตั้งไปก็ไม่ได้สักที ก็เลยรอเอาส้มหล่น ก็ไม่รู้ว่า ส้มจะหล่นที่ใคร แต่ก็เคยเห็นคนรุ่นเดียวกับตนได้ส้มหล่นไปหลายคน ทั้งนี้ สิ่งที่ควรทำ ได้เสนอไปแล้วในนามกลุ่มสันติประชาธรรม อาทิ ให้กองกำลังสองประเทศ ใช้ขันติธรรม ยุติการเคลื่อนกำลังไปยังจุดพิพาทอื่นๆ ให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาข้อพิพาทว่าด้วยปราสาทพระวิหารโดยการเจรจาทวิภาคีตามเอ็มโอยู 43 และแต่ละฝ่ายยึดมั่นอหิงสา อย่าเอาเรื่องความขัดแย้งทางเขตแดนมาหาประโยชน์ทางการเมือง
ต่อมาเป็นการอภิปรายในหัวข้อ ชำแหละประวัติศาสตร์ แบบเรียน สื่อ และวาทกรรม สยาม-ขแมร์ สู่มิตรและศัตรู โดยศ.นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์และการศึกษา ทำให้คนไทยมองคนกัมพูชาเป็นพวกแปรพักตร์ หรือขี้หักหลังคบไม่ได้ และมองกัมพูชาเพื่อเชื่อมอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ ขณะที่บางส่วนมองว่ากัมพูชากับไทยเหมือนกันแต่ต่ำต้อยกว่า จึงเป็นเหตุผลที่ไทยต้องคุมเขมรเพราะเป็นอันตราย ไทย-กัมพูชาไม่มีความสัมพันธ์ในมิติของการค้า การอพยพของผู้คน และความเป็นเครือญาติ มีแต่เรื่องการเมืองกับสงคราม การไม่คิดถึงชายแดนแต่คิดถึงเพียงเส้นพรมแดน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสำนึกประวัติศาสตร์และสำนึกความเป็นชาติของ 2 ประเทศ เพราะสำนึกชาตินิยมที่ขยายมาจากชนชั้นสูงไม่นำไปสู่ความเสมอภาค เสรีภาพ และการเมืองในตลาดเสรี
ผศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ หัวหน้าภาควิชาสังคมศาสตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า ฝ่ายไทยใช้วาทะกรรมที่ชาวบ้านกำลังรับกรรมใน 3 เรื่อง คือ เสียดินแดน ปราสาทพระวิหาร และเอ็มโอยู 43 โดยกระบวนการสร้างสำนึกเรื่องเสียดินแดนเป็นของทหารที่สาบสูญไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งกำลังถูกปลุกขึ้นอีกครั้งเพื่อล้มรัฐบาล หรือประโยชน์ทางการเมืองในประเทศ ส่วนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเป็นเพียงการเรียกน้ำย่อย ขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชาก็ใช้วาทะกรรมเสียดินแดนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในประเทศที่เพิ่งพ้นจากภาวะสงคราม โดยย้อนหลังไปถึงยุคพระเจ้าชัยวรมัน สงครามวันนี้จึงเป็นสงครามที่ไร้สาระ พระวิหารเป็นที่บูชาบรรพกษัตริย์ของกัมพูชา เราจะไปเอาอะไรกับเขา พระวิหารจึงเป็นสัญลักษณ์การเรียกร้องเอกราชของกัมพูชาที่เคยถูกยึดครองไป นอกจากนี้ ปราสาทพระวิหารกำลังเป็นเครื่องมือพัฒนาพื้นที่ตอนเหนือของกัมพูชา ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศ คล้ายกับการพัฒนาพื้นที่ภาคอีสานของไทยที่ใช้คอมมิวนิสต์มาเป็นประเด็นดึงเงินจากต่างชาติ
นายศานติ ภักดีคำ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ กล่าวว่า ราชอาณาจักรกัมพูชากำลังกลับไปสู่ยุคกษัตริย์ วาทะกรรมพระวิหารจึงถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ตำราเรียนหลายเล่มของกัมพูชาตอกย้ำความรู้สึกเชิงลบต่อไทย แบบเรียนจึงเป็นจุดเปราะบางที่เป็นปัญหามาก ตำนานการรับรู้ของคนกัมพูชาจึงสะท้อนในกรอบชาตินิยมว่าสยามตีเขมร ขณะที่แบบเรียนของไทยก็บอกเพียงว่าเขมรทำอะไรกับไทย แต่ไม่เคยบอกว่าไทยทำอะไรกับเขมรบ้าง
“สุเทพ” ยัน “ไทย - เขมร” หย่าศึกกันเองได้
ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนายกิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศจะเชิญทูตและสื่อมวลชนลงไปดูพื้นที่ ว่า กระทรวงการต่างประเทศเขามีหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่จะต้องเอาความเป็นจริงบอกกล่าวให้กับชาวโลก ให้กับประเทศต่างๆ ในโลกได้เข้าใจข้อเท็จจริง ก็ต้องดำเนินการด้วยิวธีการต่างๆ เพื่อแสดงความจริงให้ปรากฎต่อสายตาของชาวโลก
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะขอกองกำลังจากยูเอ็นเข้ามาประจำในพื้นที่พิพาทประสาทพระวิหาร รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ตนคงยังไม่พูดอะไรตอนนี้ แต่กระทรวงการต่างประเทศเขาจะอธิบายได้ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า สมเด็จฮุนเซนจะส่งนายฮอร์ นัม ฮง รมว.การต่างประเทศของกัมพูชาเดินทางไปชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อยูเอ็น ทางเราต้องส่งนายกษิตหรือตัวแทนไปชี้แจงต่อยูเอ็นด้วยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศของเรามีขีดความสามารถที่จะดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ได้ และมีคนที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้ ไม่ต้องกังวลใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาในขณะนี้ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ยังไม่ต้องให้ยูเอ็น หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินหรือต้องส่งกองกำลังเข้ามาใช่หรือไม่ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า คงไม่เป็นอย่างนั้น ไทยและกัมพูชายังสามารถที่จะพูดจาหารือกันได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ทางยูเอ็นเองอยากให้อาเซียนเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหา รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า เรายืนยันว่าเป็นเรื่องของสองประเทศก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกัมพูชาเองพยายามยกระดับปัญหาขึ้นไปสู่เวทีโลก ขณะที่ยิงใส่ไทยปากก็ร้องตะโกนฟ้องชาวโลก ว่าถูกไทยบุกรุกรังแก นายสุเทพ กล่าวว่า ก็เป็นอย่างนั้น เขาก็ทำอย่างนั้น ซึ่งเราก็ต้องหาทางแก้ไข
ผู้สื่อข่าวถามว่า การจับทหารเป็นเชลยอย่างนี้ก็แปลว่าเป็นสงครามแล้ว รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ก็ยิงกันแล้วล่ะ
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ท่านเพิ่งบอกเองว่าเป็นแค่การปทะทะไม่ใช่สงคราม นายสุเทพ กล่าวยอมรับว่า จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่ามันยิงกันแล้ว รบกันแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามถึงการช่วยเหลือทหารไทยที่ถูกทางกัมพูชาจับกุมตัวไปความจริงมีถึง 4 นายไม่ใช่ไม่มีอย่างที่กองทัพบกออกมาให้ข่าว รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า คิดว่าสิ่งที่กองทัพบกชี้แจงถูกต้องแล้ว ถ้าจำได้บริเวณที่ใกล้ ๆ วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระจะมีเจ้าหน้าที่ประสานของแต่ละฝ่ายอยู่ ที่จริงมี 5 คน พอตอนก่อนจะเกิดเหตุ 1 คนลงมาซื้อหาอาหารเหลืออยู่ 4 คน เมื่อเกิดยิงกัน 4 คนดังกล่าวก็ต้องติดอยู่ข้างบนนั้นมีเท่านั้น แต่กรณีของพลทหารสงกรานต์ ทองชมภู ที่ถูกจับไปได้ทำหนังสือถึงสมเด็จฮุนเซน ตนไม่ทราบว่ารายละเอียด แต่คงเป็นการพลัดหลงเข้าไป แต่การช่วยเหลือก็ต้องดำเนินการตามข้อกฎหมายและวีธีการปฏิบัติกันอยู่ ประเทศที่กำลังรบพุ่งกันก็ต้องปฏิบัติต่อคนที่ถูกจับของอีกฝ่ายตามกฎที่ปฏิบัติกันอยู่ระหว่างประเทศ คิดว่ากัมพูชาจะต้องส่งคืนให้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางนายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาติ (ยูเอ็น) ออกมาเรียกร้องให้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาพยายามอดทนอดกลั้นกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เราจะอดทนได้มากแค่ไหน นายสุเทพ กล่าวว่า ตามปกติ เราก็อดทนอดกลั้นอยู่แล้ว แต่การรักษาอธิปไตยของขาติ การักษาศักดิ์ศรีของประเทศก็ต้องทำตามสมควร เอาเป็นว่าในขณะนี้ประเทศไทยยึดหลักว่าไม่รุกรานเขา และไม่เริ่มต้นก่อน แต่เมื่อเกิดเหตุมีความจำเป็นที่ต้องปกปอ้งอธิปไตยของรา ต้องดำเนินการทางทหารไม่ให้เสียเปรียบ อันนี้ก็ต้องทำ ตนเป็นพลเรือนคงพูดมากไม่ได้ในเรื่องของยุทธวิธีและการทหาร ต้องให้ฝ่ายกองทัพเขาดำเนินการ เราจะไปอวดดีไปวิจารณ์อะไรก็ไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า สถานการณ์การปะทะระหว่างกำลังทหารไทยและกัมพูชา ดูเหมือนจะสงบลงแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ในอนาคตสถานการณ์จะคลี่คลายลงได้โดยเร็วหรือไม่ หรือยังต้อง เฝ้าระวังตึงเครียดแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า เคยเรียนแล้วว่าตอนที่มีคนเรียกร้องที่จะให้รบกัน ก็บอกแล้วว่าเวลารบกันมันจะมีความเสียหาย มีคนเสียชีวิต บาดเจ็บ ที่ตนกังวลใจมากที่สุด คือ เวลานี้พี่น้องประชาชนคนไทย ที่อยู่ตามแนวชายแดนทั้งหลายต้องอพยพออกมาจากพื้นที่ที่อาจจะกลายเป็นพื้นที่สู้รบต่อไป คนตั้งหลายหมื่นคนต้องออกมานอนตามเต้นท์ ตามศาลา ท่ามกลางอาศหนาว อาหารการกินไม่สะดวก ห้องน้ำห้องท่าก็ลำบากไปทั้งนั้น
“ นี่ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ทรงให้มูลนิธีราชประชานุเคราะห์ได้ไปดูแล และมีพี่น้องคนไทยอื่นมาช่วยดูแล แต่ก็ไม่ครบถ้วนเหมือนอยู่บ้านตัวเอง จึงเป็นปัญหา ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนอยากให้เรื่องนี้จบเร็ว ๆ ไม่อยากให้ขยายบานปลายออกไป เราก็ต้องพยายามช่วยกัน สำหรับงบประมาณในการช่วยเหลือชาวบ้านที่อพยพนั้น ทางรมว.มหาดไทย รมช.มหาดไทยและรมว.การพัฒนาสังคมฯได้ลงพื้นที่ไปดูแลและสั่งการเจ้าหน้าที่ดำเนินการเต็มที่ และเรามีเงินที่ประชาชนบริจาคด้วย ผมยืนยันกับผวจ.ศรีสะเกษ ให้ดูแลประชาชนให้เต็มที่ ถ้างบประมาณของทางราชการไม่พอ ก็ยังมีเงินบริจาคช่วยได้ ส่วนปัญหาที่บ้านเรือนชาวบ้านถูกโจรขโมยข้าวของ เช่น บางรายถูกขโมยขันเงินอายุ 50 กว่าปีนั้น พื้นที่เหล่านั้นบางส่วนน่าจะมีกฎอัยการศึก การลงโทษผู้ก่ออาชญากรรมน่าจะมีโทษรุนแรงกว่า แต่จ.ศรีสะเกษ เท่าที่ประสานกับผวจ.แต่ละหมู่ก็มีการจัดอาสาสมัครประชาชน เฝ้าเวรยามดูแลรักษา คงมีโอกาสน้อยที่จะเกิดอย่างนี้” นายสุเทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่สมเด็จฮุนเซนไม่พอใจ ส่วนหนึ่งเขามองว่าม็อบเสื้อเหลืองกับรัฐบาลเป็นพวกเดียวกัน แต่ปล่อยให้กลุ่มเสื้อเหลืองไปด่าฝ่ายกัมพูชาอย่างเสียหาย นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่ากลุ่มผู้ชุมนุมด่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกับด่าสมเด็จฮุนเซน อันไหนจะมากกว่ากันแล้วตอนนี้ สมเด็จฮุนเซนก็คงได้ยิน อยู่กัมพูชาเปิดทีวีดูก็เห็น
ผู้สื่อข่าวถามว่า วิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องการเมืองภายในกัมพูชาเองหรือไม่ ที่มีการผลักดันพล.ท. ฮุน มาเน็ต บุตรชาย สมเด็จฮุนเซนขึ้นคุมกลังทหารในหน่วยสำคัญ เลยมีความพยายามจะสร้างผลงานเพื่อสร้างการยอมรับ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ไปวิเคราะห์



