
"ฮอร์ นัมฮง"อ้างทหารไทยโจมตีก่อน
"ฮอร์ นัมฮง" แจงรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียว่า ทหารไทยโจมตีก่อน 4 ครั้ง "ธานี" เผย "กต."เลื่อนพาทูตดูสถานการณ์ชายแดนจุดที่ทหาร"ไทยปะทะเขมร" อ้างเหตุฝ่ายทหารระบุสถานการณ์ในพื้นที่มีความอ่อนไหว หวั่นจะดูความปลอดภัยไม่ได้ ขณะที่"สุรเกียรติ์" แนะ"กต.-รบ."ต้
(8ก.พ.) เว็บไซท์ เค ไอ มีเดีย ของกัมพูชา รายงานว่า นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ได้พบปะกับนายมาร์ตี้ เอ็ม นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ที่เดินทางไปเยือนกัมพูชาเมื่อวานนี้ เพื่อหารือกันถึงเรื่องสถานการณ์ชายแดนด้านที่เป็นข้อพิพาทกับไทยและยังกล่าวหาว่า เป็นจุดที่ทหารไทยเปิดฉากโจมตีก่อนถึง 4 ครั้ง
นายฮอร์ ได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวหลังการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่7 กุมภาพันธ์ว่า เขาก็ได้แจ้งเรื่องที่ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 5 นาย และบาดเจ็บ 45 นาย ขณะที่ชาวบ้านต้องอพยพออกจากพื้นที่พิพาท ด้านนายมาร์ตี้ กล่าวว่า เขาต้องการให้ทั้งสองฝ่ายยุติปัญหาความรุนแรงจากกรณีพิพาท ที่ทำให้สูญเสียชีวิตจากการห้ำหั่นกันด้วยอาวุธ และยังขอให้ทั้งสองฝ่ายยุติการใช้อาวุธและกลับไปสู่โต๊ะเจรจาอย่างสันติ เนื่องจากทั้งสองต่างเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียน และยังเป็นเพื่อนบ้านกันอีกด้วย
นายหง เหล่ย โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ได้เรียกร้องให้ไทยกับกัมพูชา ข่มอารมณ์และอดกลั้น เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนบานปลาย และจากการที่ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรกัน จึงควรแก้ปัญหาผ่านทางการประชุมหารือกัน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
เวียดนาม ซึ่งเป็นภาคีสมาชิกสมาคมอาเซียนเช่นเดียวกัน ได้เรียกร้องให้กัมพูชาและไทย หาทางเพื่อยุติความขัดแย้งบริเวณชายแดน ใกล้ที่ตั้งปราสาทพระวิหาร ผ่านทางการเจรจาสันติภาพโดยอาศัยหลักการพื้นฐานของกฎหมายสากลและกฎบัตรของสหประชาชาติ
นายเหงียน ฟอง งา รัฐมนตรีต่างประเทศของเวียดนาม ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ระบุว่า การเจรจาควรอาศัยพื้นฐานของความสามัคดี และมิตรภาพของสมาคมอาเซียน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนของสองประเทศ , เพื่อสันติภาพ , เสถียรภาพ และความร่วมมือกันในภูมิภาค และโลกด้วย ในฐานะภาคีสมาชิกสมาคมอาเซียน เวียดนามขอแสดงความห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และขอเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศแสดงความอดกลั้น และไม่ทำให้สถานการณ์ยุ่งยากไปกว่านี้
ด้านนายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ มีแนวคิดที่จะนำคณะทูตลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ที่ได้ผลกระทบจากการปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา แต่คงจะไม่ใช่ตอนนี้ แต่จะพิจารณาการนำคณะทูตลงพื้นที่ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเดิมที่นายกษิต มีแนวคิดที่จะนำคณะทูตต่างประเทศลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ในวันนี้ แต่หลังจากที่การติดต่อประสานกับจากทางแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งฝ่ายทหารชี้แจงว่าสถานการณ์ในตอนนี้มีความละเอียดอ่อน และไม่น่าพร้อมที่จะดูแลคณะทูต เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคณะทูต และคณะที่จะเดินทางลงพื้นที่ อีกทั้งต้องดูแลความสงบเรียบร้อยและสวัสดิภาพให้กับชาวบ้าน
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ "สปริงนิวส์" ถึงกรณีที่ประเทศกัมพูชาได้ยื่นหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคง ยูเอ็น ให้ส่งกองกำลังยูเอ็นมาเข้ามาดุแลพื้นที่ที่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ว่า สิ่งที่ทางการกัมพูชาได้มีการเคลื่อนไหวหลังจากที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ตนคิดว่าในเรื่องนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาลจะต้องพิจารณา และวิเคาระห์สิ่งที่ทางกัมพูชาการที่ได้มีการเคลื่อนไหวให้ลึก และจะต้องประเมินคาดว่าให้ลึกมากที่สุดทางกัมพูชาจะเดินในเรื่องนี้อย่างไรต่อไป เพราะหากระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาลไม่วิเคราะห์ให้ลึกแล้วอาจจะเกิดปัญหา หรือจะส่งผลให้ตามเกมของฝ่ายกัมพูชาไม่ทัน ที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่าฝ่ายไทยเราวิเคราะห์การดำเนินการของฝ่ายกัมพูชาไม่ทันหลายครั้ง เช่น ในกรณีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้วิเคาระห์ผิดพลาด
นายสุรเกียรติ์ ยังกล่าวถึงความห่วงกังวลของอาเซียนต่อเหตุการณ์การปะทะที่เกิดขึ้น ว่า เรื่องนี้เราต้องยอมรับว่าอาเซียนมีความห่วงและกังวลปัญหาเรื่องนี้มาเป็นนานแล้ว โดยเฉพาะนายมาร์ตี นาตาเลกาวา (Marty Natalegawa) รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะ ประธานหมุนเวียนของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้พยายามเสนอตัวเข้ามาประสานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มาตั้งแต่ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้น นายมาร์ตีก็จำเป็นจะต้องแสดงบทบาทในเริ่องนี้อย่างชัดเจนขึ้น เพราะถือว่าเป็นภาระหน้าที่โดยตรงในฐานะประธานอาเซียน
" หลังเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้น รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นที่จะต้องทำงาน โดยเฉพาะการเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจให้ประเทศต่างๆ รวมทั้งยูเอ็นให้มีความเข้าใจประเทศไทยให้มากขึ้น ดังนั้นการส่งระดับเจ้าหน้าที่ในเวลานี้อาจจะไม่เพียงพอ เราอาจจำเป็นที่จะต้องส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศเดินทางไปชี้แจง ซึ่งหากทางการไทยดำเนินการในเรื่องนี้ล่าช้า อาจจะทำให้เกิดปัญหาเกิดขึ้นได้ " อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าว



