
เกมการทูตจะยืดเยื้อกว่าเสียงปืน
การปะทะไทย-กัมพูชา รอบที่ 4 เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา แปลว่า การตกลงหยุดยิงที่เจรจากันในช่วงเสาร์-อาทิตย์นั้นไร้ผลโดยสิ้นเชิง หนีไม่พ้นว่าอาเซียนจะต้องแสดงความเป็นห่วงเป็นใยสหประชาชาติจะได้รับคำร้องเรียนจากทั้งกัมพูชาและคำอธิบายจากประเทศไทย
ภาพขณะนี้เป็นว่าฝ่ายไทยยิงเข้าไปในเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลก จะทำให้หลายประเทศมองว่าประเทศไทยจงใจจะทำลายทรัพยากรของโลก ขณะเดียวกันไทยก็จะต้องยืนยันว่ากัมพูชาทำผิดกติกา ด้วยการยิงเข้ามาที่เป้าหมายพลเรือน ทั้งสองประเด็นนี้เป็นเรื่องที่จะต้องมีการชี้แจงอธิบาย
ฉะนั้นกลไกของการประชาสัมพันธ์การชี้แจงต่อชาวโลกของรัฐบาลไทยจะต้องคึกคักจะต้องกว้างขวางและจะต้องฉับพลันทันที เพราะว่าถ้าหากมองในแง่ความรวดเร็วในการตอบโต้ทางด้านประชาสัมพันธ์แล้ว เท่าที่ผ่านมากัมพูชาทำได้รวดเร็วกว่า และดูเหมือนว่าจะสามารถสร้างภาพว่าถูกไทยรังแก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า
ฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องทำคือการที่จะให้ข้อมูลข่าวสารของเหตุการณ์ตรงชายแดนไปสู่ประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา เพราะว่าเกมนี้ยืดเยื้อยาวนานแน่ ฮุน เซน แห่งกัมพูชาต้องการจะทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สหประชาติต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย ขณะที่ไทยพยายามที่จะให้เป็นเรื่องของสองประเทศ
แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดไทยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนปีนี้ จะแสดงความสนใจที่จะทำหน้าที่เป็นคนกลาง อย่างน้อยที่สุดมาเก็บข้อมูลของทั้งสองฝ่าย เพื่อแจ้งต่อสมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง
จากนี้ไปนอกเหนือจากการปะทะกันตรงชายแดน ศึกสงครามที่จะสำคัญกว่าและจะยืดเยื้อกว่าคือ การทูตที่ไทยจะพลาดท่าเสียทีไม่ได้เป็นอันขาด
สุทธิชัย หยุ่น



