
เร่งนำเข้าน้ำมันปาล์มไม่ให้ขาดช่วงพาณิชย์เผยปัญหาบรรจุขวดขาดแคลนเริ่มคลี่คลาย
พาณิชย์เผยปัญหาน้ำมันปาล์มขวดเริ่มคลี่คลาย เดินหน้ากระจายต่อเนื่องให้ครบ 22 ล้านขวด 20 กุมภาพันธ์นี้ เร่งนำเข้าลอตสองไม่ให้ขาดช่วง รับราคาสูงกว่ารอบแรก "พรทิวา" สั่งค้าภายในวางยุทธศาสตร์บริหาร 4 สินค้า "น้ำมันปาล์ม-นมสดพร้อมดื่ม-ปุ๋ย-วัสดุก่อสร้าง"
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์จำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดเริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลังจากโควตาน้ำมันปาล์มนำเข้ารอบแรกจากประเทศมาเลเซีย 3 หมื่นตัน เริ่มผลิตและออกจำหน่ายสู่ท้องตลาด ซึ่งวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 สามารถผลิตน้ำมันได้แล้ว 7 ล้านขวด จำหน่ายไปแล้ว 4.8 ล้านขวด เหลืออีก 2.2 ล้านขวด ที่กำลังเร่งทยอยส่งไปจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า ตลาดสด และช่องทางอื่น โดยคาดว่าหลังจากนี้จะกระจายออกวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่องจนครบ 22 ล้านขวด ได้ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้
ส่วนการนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์รอบสองปริมาณ 1.2 แสนตัน ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในและองค์การคลังสินค้า (อคส.) เร่งเจรจานำเข้ามาให้ทันก่อนวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดช่วงและสินค้าขาดแคลน หลังจากโควตานำเข้ารอบแรกจะหมดลงในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งยอมรับว่า ขณะนี้ราคาในตลาดโลกปรับสูงขึ้น จากครั้งแรกที่นำเข้ามาตันละ 1,280 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็นตันละ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ โดยจะต้องมีการเจรจาไม่ให้ราคาสูงเกินไปจนกระทบต่อราคาขายปลีก
นางพรทิวา กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเร่งจัดทำยุทธศาสตร์บริหารจัดการสินค้าอุปโภคบริโภค 4 รายการสำคัญ ที่มีความเสี่ยงจะขึ้นราคา ได้แก่ น้ำมันปาล์ม นมสดพร้อมดื่ม ปุ๋ยเคมี และวัสดุก่อสร้าง เพื่อหาทางแก้ปัญหาสินค้าแพงอย่างเป็นระบบ ติดตามราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ต้นทุนปริมาณวัตถุดิบที่นำมาผลิตสินค้า ราคาต้นทุนจากตลาดในและต่างประเทศ ปริมาณความต้องการใช้สินค้าในแต่ละช่วงสต็อกสินค้าของเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ค้า การพิจารณากำไร การกำหนดราคาขายปลีก รวมถึงสินค้าชนิดอื่น ที่อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการขึ้นราคา
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ผู้ผลิตนมพร้อมดื่มเตรียมเข้าพบกรมการค้าภายใน เพื่อให้ขออนุมัติให้ปรับขึ้นราคา โดยจะเข้าชี้แจงปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยราคาน้ำนมดิบหน้าโรงงานปรับขึ้นเป็น 17 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ราคาขายปลีกไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตาม ทำให้ปัจจุบันเอกชนรายใหญ่ต้องแบกรับต้นทุนแทนผู้บริโภควันละ 1 แสนบาท หรือเฉลี่ยต่อเดือน 4 ล้านบาท ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ไม่รวมต้นทุนบรรจุภัณฑ์และอื่นๆ ที่ขึ้นราคาไปแล้ว 7-8% อีกทั้งราคานมผงตลาดโลกขณะนี้ปรับตัวสูงขึ้นจากตันละ 350 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ตันละ 380 ดอลลาร์สหรัฐ ตามผลผลิตโลกที่ลดลงจากภาวะโลกร้อน



