
ย้ำถึงเวลาลอยตัวราคาแอลพีจีภาคอุตฯ
สนพ.มองลอยตัวแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมเหมาะสม พร้อมช่วยเอสเอ็มอีหาเชื้อเพลิงทดแทนโดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องจักร ส่วนปีหน้าก้าวสู่ลอยตัวภาคขนส่ง หวังระยะยาวราคาสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส.อ.ท. และสมาคมธนาคารไทย ว่าที่ประชุม กกร. ได้หารือวาระเร่งด่วนเกี่ยวกับการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) โดยที่ประชุมเห็นว่ารัฐควรดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเอสเอ็มอีที่ต้องลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ซึ่ง ส.อ.ท.จะรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเสนอรัฐบาล ใช้วิธีการทยอยปรับราคาภายใน 1-2 ปี นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับโครงการไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่าเดือนละ 90 หน่วย โดยจะรวบรวมข้อมูลเสนอให้รัฐลดปริมาณการให้ไฟฟ้าฟรีมาอยู่ที่ 40-50 หน่วย
แหล่งข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า การลอยตัวราคาแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมเป็นเรื่องนโยบาย ซึ่งเป็นแนวคิดที่เหมาะสม เนื่องจากการใช้แอลพีจีที่มีสัดส่วน 43% ในภาคอุตสาหกรรมนั้น ถือเป็นต้นทุนในการประกอบธุรกิจและก่อให้เกิดกำไรและมูลค่าเพิ่มหลายเท่าตัวในการทำธุรกิจ ซึ่งหลังจากการปรับเปลี่ยนภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการลอยตัวแอลพีจีในภาคขนส่งภายในปี 2555 ดังนั้น ในระยะยาวราคาก๊าซแอลพีจีก็จะสะท้อนราคาที่แท้จริงมากขึ้น
ส่วนการรองรับผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมนั้น สนพ.ได้เข้าไปประสานงานกับผู้ประกอบการ โดยการหาเชื้อเพลิงอื่นมาทดแทนแอลพีจี ซึ่งที่เหมาะสมคือน้ำมันเตา และภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เปลี่ยนเชื้อเพลิงได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องจักร ยกเว้นบางอุตสาหกรรม เช่น เซรามิก ก็ได้ช่วยเหลือให้ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรไปใช้เอ็นจีวีแทน
นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า จากการเข้าไปติดตามการใช้ไฟต่ำกว่า 90 หน่วยต่อเดือนฟรีตามนโยบายรัฐบาลนั้น ขณะนี้ได้ข้อสรุปว่าจะใช้ฐานข้อมูลของผู้ที่ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้ากับการไฟฟ้าชนิดขนาด 5 แอมแปร์ เนื่องจากมีการคำนวณแล้วว่ามิเตอร์ไฟฟ้าชนิด 5 แอมแปร์เป็นขนาดเล็กและจ่ายไฟฟ้าได้ไม่เกิน 1,000 วัตต์ และมีการศึกษาแล้วว่าผู้อาศัยจะไม่สามารถมีเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่กินไฟฟ้าสิ้นเปลืองภายในที่อยู่อาศัยได้ ซึ่งจะช่วยให้รัฐลดเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าของประชาชนลงจากเดิมที่ต้องอุดหนุนจำนวน 9.1 ล้านหลังคาเรือน เป็นเพียง 7 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ



