
คอบราโกลด์ครบสามสิบปี
คอบราโกลด์อายุครบ 30 ปี การซ้อมรบประจำปีระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาตอนนี้ไม่ได้เป็นแบบทวิภาคีอย่างที่เราเข้าใจกัน เนื่องจากมีประเทศพันธมิตรและอื่นๆ เข้ามาร่วมซ้อมและสังเกตการณ์ มากกว่าสิบประเทศ จนกลายเป็นว่า
ตอนนี้คอบราโกลด์ได้กลายเป็นการซ้อมรบพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าการซ้อมรบในยุโรปซึ่งองค์การนาโตเป็นหัวหอกเสียอีก
คอบราโกลด์ปีนี้เริ่มขึ้นแล้วในอาทิตย์นี้ และจะดำเนินการไปเป็นเวลาสองอาทิตย์ เพื่อฝึกความพร้อมในด้านการสั่งงานและประสานงานในยามฉุกเฉิน และยังมีโครงการอื่นอีก การฝึกร่วมครั้งนี้ถือว่าเป็นแบบ “เบา”สลับกันคนละปีที่ทางการเรียกว่าฝึก “หนัก” ชึ่งมีทหารเข้าร่วมมากกว่า
ตอนเริ่มใหม่ๆ คอบราโกลด์มีจุดมุ่งหมายชัดเจน คือต้องการเพิ่มศักยภาพทหารไทยในการป้องกันประเทศ เพราะการฝึกซ้อมรบเริ่มขึ้นสอง-สามปี หลังจากกองทัพอันเกรียงไกรของเวียดนามบุกเข้ายึดครองกัมพูชาในวันคริสต์มาสปี 1978 ที่น่าสนใจคือหลังจากสงครามกัมพูชาสิ้นสุดในปี 1993 การฝึกฝนไทย-สหรัฐอเมริกายังดำเนินต่อไปและมีความเข้มข้นเหมือนเดิม
มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและรูปแบบการฝึกบ้าง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ใหม่ในภูมิภาค โดยเฉพาะในเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยพิบัติธรรมชาติ ตอนพายุสึนามิถล่มภาคใต้ไทยในปี 2505 ซึ่งรวมทั้งจังหวัดอาเจะห์ในอินโดนีเซีย ความพร้อมของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาและทหารไทยที่มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือ ได้รับคำชมทั่วโลก รวมทั้งความสามารถใช้สนามบินอู่ตะเภาและท่าเรือที่สัตหีบในช่วงวิกฤติ ทำให้การช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จึงไม่แปลก การฝึกร่วมประจำปีนี้ มีประเทศเพิ่มมากขึ้นอีกหนึ่งคือมาเลเซีย ซึ่งได้ส่งทหารเข้ามาฝึกด้วย ตามปกติมาเลเซียเป็นชาติระแวงสหรัฐอเมริกามากๆ การที่คอบราโกลด์สามารถใช้เป็นเวทีทหารจากประเทศต่างๆ สามารถส่งทหารเข้ามาร่วมหรือเรียนรู้จากประสบการณ์ ซึ่งกันและกัน นั้นมีประโยชน์ต่อไทยและสหรัฐอเมริกามาก
ในตอนต้นๆ มีการวิจารณ์ว่าการฝึกประจำปีแบบนี้สหรัฐอเมริกาได้เปรียบ เพราะอยากเรียนรู้โดยตรงจากสมรภูมิพื้นที่ในเขตร้อน ที่ผ่านมาปรากฏว่าฝ่ายไทยและสมาชิกอาเซียนได้รับผลประโยชน์มากเช่น สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศแรกที่เห็นประโยชน์นี้เข้าร่วมซ้อมทั้งแต่ต้นคือปี 1994
ตามจริง ไทย-สหรัฐสามารถพัฒนากรอบความร่วมมือคอบราโกลด์ให้มีพลวัตรมากขึ้นและกว้างขึ้น เป็นเวทีการพิจารณานโยบายความมั่นคงในภูมิภาคต่อไปก็ยังได้ แต่ทหารไทยต้องทำการบ้าน ประเด็นนี้ยังใหม่ ฝ่ายไทยยังคิดว่าการฝึกร่วมประจำปี เป็นเรื่องทวิภาคี ประเทศอื่นไม่เกี่ยว
พูดถึงเรื่องนี้ ทหารไทยจำต้องปรับนโยบายยุทธศาสตร์ทหารเสียใหม่ เราต้องมีแผนเชิงรุกมากกว่านี้ ต้องพยายามใช้ประโยชน์ความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐอเมริกาให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดูตัวอย่าง สิงคโปร์ เกาะซึ่งไม่เห็นมีสายสัมพันธ์ทหารเป็นทางการมากเท่ากับทหารไทย แต่เวลาให้ความช่วยเหลือสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม สิงคโปร์ทำเต็มที่มากกว่าที่คาดการณ์ไว้เสมอ



