
บทเรียนเล็กๆจากกรณีอียิปต์
เรื่องราวของการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศอียิปต์นั้นเป็นเรื่องที่ได้รับการติดตามสนใจจากหลายประเทศในหลายๆ แง่มุม
บางคนก็สนใจในแง่ของการเป็นประกายแห่งความหวังเล็กๆ ว่าการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลด้วยเครือข่ายทางสังคมแบบใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ และด้วยคนรุ่นใหม่ที่ร่ำร้องหา "การเปลี่ยนแปลง" นั้นจะนำไปสู่การล่มสลายลงของระบอบเผด็จการจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หากจะมองเรื่องราวของความเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศอียิปต์ในมุมมองที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะผ่านหลักวิชาทางรัฐศาสตร์ เราอาจจะต้องพิจารณาเรื่องราวในอียิปต์เพิ่มเติมอีกในหลายเรื่องดังนี้
หนึ่ง เรื่องราวของการเมืองอียิปต์นั้นหลีกหนีไม่พ้นเรื่องราวของบริบทของภูมิรัฐศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกรณีของตะวันออกกลางและโลกมุสลิม กล่าวคือ การเมืองในอียิปต์นั้นมีเงื่อนไขสำคัญอยู่ในเรื่องของบทบาทท่าทีของอียิปต์ต่อการรักษาสันติภาพท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างโลกอาหรับกับอิสราเอล และระหว่างโลกอิสลามกับสหรัฐอเมริกา
ที่ผ่านมาประธานาธิบดีมูบารักนั้นมีบทบาทสำคัญในการสร้างสันติภาพระหว่างโลกอาหรับกับอิสราเอล และโลกอิสลามกับสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก ดังนั้นเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงในอียิปต์นั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แค่การพูดถึงประชาธิปไตยในแบบอุดมคติ แต่ย่อมหมายถึงการดำรงท่าทีที่สำคัญของอียิปต์ในภูมิภาคดังกล่าว
รวมทั้งท่าทีของพลังของชาวอิสลามในอียิปต์ต่อการเมืองภายในและภายนอกภูมิภาคของเขา
สอง บทบาทของทหารในอียิปต์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ การเรียกร้องประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นได้ในช่วงแรกเมื่อทหารนั้นให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าก่อนการเข้าสู่อำนาจของมูบารักนั้น ประธานาธิบดี ซาดัต ในปี ค.ศ.1981 ได้ถูกลอบสังหารด้วยบรรดาทหารที่ไม่พอใจท่าทีในการทำสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล
ทหารจึงยังเป็นตัวแสดงบทบาทสำคัญในการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบอบประธานาธิบดีที่ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง
สาม เรามักจะมีมุมมองง่ายๆ ว่า การเมืองในโลกนั้นแบ่งออกเป็นประชาธิปไตยและเผด็จการ ทั้งที่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราพบว่า เผด็จการเต็มรูปแบบนั้นหายาก แต่สิ่งที่หาง่ายกว่าคือ ประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ หรือไม่เสรี
ในแง่นี้กลับมีข้อถกเถียงอยู่ประการหนึ่งที่มักจะดับฝันคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย เมื่อพูดถึงเรื่องของการมีระบอบประธานาธิบดีและสาธารณรัฐในอุดมคติ ที่เชื่อว่าเมื่อสามารถออกแบบระบอบการเมืองการปกครองที่มีผู้นำที่เข้มแข็งและมาจากประชาชนแล้ว ประชาธิปไตยก็จะทำงานได้
เราพบว่า การปกครองแบบสาธารณรัฐ หรือการปกครองที่มีผู้นำที่เข้มแข็งจำนวนมากนั้นมีแนวโน้มที่จะรวบอำนาจและบิดเบียนเจตนารมณ์ของการปกครองแบบประชาธิปไตยมากขึ้นทุกที หากในสังคมนั้นไม่มีกลไกในการคานอำนาจผู้นำเหล่านั้น โดยเฉพาะกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะแปรเปลี่ยนลักษณะการเผชิญหน้าบนท้องถนนมาสู่การทำงานแบบร่วมกันใช้อำนาจ และตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ที่มากกว่าการเลือกตั้งทุกสี่ปี
สี่ นั่นหมายความว่า ในทางหลักวิชาทางรัฐศาสตร์สมัยใหม่นี้ การพูดถึงการจรรโลงประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่เรื่องของการพูดถึงความสุกงอมของการโค่นล้มระบอบเผด็จการหรือประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการออกแบบกระบวนการเปลี่ยนผ่านสังคมและการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยในระยะยาวด้วย
ไม่ใช่แค่บอกว่า "ประชาธิปไตยเดี๋ยวนี้ หรือเผด็จการออกไปเดี๋ยวนี้"



