
ปฏิวัติเสียของ
มีคนกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในมหากาพย์ปราสาทพระวิหาร อันมีท่วงทำนองดุดัน ชนิดรอไม่ได้แม้นาทีเดียว ก็เพื่อสร้างเงื่อนไขนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร
หนทางเดียวที่พันธมิตรยังจะมีที่ยืนอยู่ในสังคมนี้ ไม่ว่าคำพูดนี้จะสะท้อนความจริงมากน้อยเพียงใด หากความจริงแท้แน่นอน ก็คือต่อให้ผู้นำการปฏิวัติเป็นผู้มีคุณธรรม ไม่ปรารถนาอำนาจ หรือเจตนาที่จะเห็นสังคมไทยได้หลุดพ้นจากทุกข์ในความขัดแย้งในหมู่ของคนไทย ก็ไม่มีทางจะนำพาสังคมไทยกลับสู่สภาพปกติสุข ปราศจากความขัดแย้งแย่งชิง ซึ่งไม่เคยมีอยู่จริงได้ ตรงกันข้าม การปฏิวัติกลับจะทำให้วงจรชีวิตการเมืองไทยหมุนกลับไปเริ่มต้นเมื่อ 5 ปีก่อน โดยหาสาระสำคัญอันใดมิได้เลย นอกจากการปฏิวัติเพียงรูปแบบ
การปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะทหารที่ใช้ชื่อว่า "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (คปค.) นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ผ่านมาแล้ว 5 ปี ด้วยเหตุผลสำคัญในการขจัดข้อขัดแย้งของผู้คนในสังคม หากแต่ถึงนาทีนี้ สังคมไทยก็ยังตกอยู่ในหล่มโคลนแห่งความขัดแย้งไม่สิ้นสุด ซ้ำร้ายดูจะหนักหน่วงและส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น คล้ายการรัฐประหารครั้งสุดท้ายนั้นเพียงโยนหินลงไปในคูที่มีจอกแหนหนาแน่น แหนกระจายตัวออก แต่ไม่นานจากนั้น แผ่นแหนหนาทึบก็กลับมาครอบครองคูน้ำเหมือนเดิม
คณะรัฐประหารให้เหตุผลสำคัญในการยึดอำนาจผ่านประกาศฉบับแรกครั้งนั้นว่า "การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระ ถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ ก็อาจนำมาใช้ซ้ำได้หากมีการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้ง เพราะถ้าพิเคราะห์พฤติกรรมการบริหารของรัฐบาลทั้งระบบ ก็ยังพบว่ามีหลายกรณีที่ส่อไปในทางทุจริต คอรัปชั่น
อย่างไรก็ตาม 5 ปีแห่งการรัฐประหารก็ไม่ได้สูญเปล่าไปเสียทีเดียว เรารู้ว่าการรัฐประหารมิใช่คำตอบสุดท้ายของสังคมไทยอีก เรารู้ว่าการเคลื่อนไหวกดดันผู้กุมอำนาจรัฐโดยกลุ่มคนที่เรียกว่า การเมืองภาคประชาชนโดยที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ เข้าใจ หรือมีฉันทามติ ให้ไปดำเนินการนั้น รังก็แต่จะตอกลิ่มความขัดแย้งในสังคมไทยให้ร้าวลึกขึ้นอีก เมื่อต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ต่างก็ไม่เปิดใจยอมรับให้กัน และต่างก็ตั้งเวทีปราศรัยด่าทอกัน สุดท้ายก็จะไม่มีใครชนะ และยิ่งมีความพยายามสร้างสถานการณ์ จนกระทั่งทหารต้องปฏิวัติ มีเพียงประชาชนทั้งชาติเท่านั้นที่จะพ่ายแพ้



