ข่าว

กษิตนำทีมทูตสื่อดูหมู่บ้านภูมิซรอล

กษิตนำทีมทูตสื่อดูหมู่บ้านภูมิซรอล

07 ก.พ. 2554

"อภิสิทธิ์" เรียก "ประวิตร-กษิต-สุวิทย์" เข้าแจงประชุมลับวุฒิสภา คาดตอบกระทู้กรณีเหตุปะทะชายแดนไทยกับกัมพูชา เชื่อต้องเปิดเจรจาเร็วๆนี้ “กษิต”แจงส.ว.8ก.พ.เตรียมนำทีมทูต - สื่อตปท.ประจานชาวโลก เขมรโจมตีหมู่บ้านภูมิซรอลผิดหลักสิทธิมนุษยชน “ประวิตร”มอบ 3 นโย

เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าไปชี้แจงในที่ประชุมวุฒิสภาซึ่งเป็นการประชุมลับ ซึ่งคาดว่า เข้ามาตอบกระทู้กรณีเหตุปะทะชายแดนไทยกับกัมพูชา ที่อาคารรัฐสภา 1

กษิตนำทีมทูต-สื่อเทศดูหมู่บ้านภูมิซรอล  

ผู้สื่อข่าวรายงาน ในการประชุมวุฒิสภาได้ประชุมลับเพื่ออภิปรายญัตติด่วน เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ นายสุเทพ   เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง   พล.ประวิตร วงษ์สุวรรณ   รมว.กลาโหม นายกษิต ภิรมย์   รมว.ต่างประเทศและตัวแทนจากกองทัพมาร่วมรับฟัง 

 รายงานข่าวจากวุฒิสภาแจ้งว่า ในที่ประชุม ส.ว.ส่วนใหญ่ได้แสดงความกังวลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเกรงว่าจะปัญหาจะบานปลาย พร้อมขอให้รัฐบาลปกป้องอธิปไตยไทยอย่างเต็มที่ พร้อมเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการตอบโต้ด้านอื่น ๆ เพื่อกดดันฝ่ายกัมพูชา เช่น มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างการปิดด่านบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา หรือระงับโครงการต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือกัมพูชา นอกจากนี้ควรการลดความสัมพันธ์ทางการทูตด้วย

 ขณะที่นายกษิต  ชี้แจงว่า   ตลอดเวลารัฐบาลไทยได้อดทนอดกลั้นมาโดยตลอด เพราะถือว่าเป็นประเทศใหญ่ในการช่วยเหลือประเทศเล็ก 6 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศกัมพูชา   การที่กัมพูชายิงเข้าใส่ไทยก่อน ทำให้กองทัพต้องดำเนินการตอบโต้ ซึ่งก็ยืนยันว่าทางกองทัพได้ดำเนินการตอบโต้ด้วยความระมัดระวังไม่ให้โดนประชาชนชาวกัมพูชาและไม่ต้องการให้เกิดความเสียหาย แต่กัมพูชาพยายามที่จะโจมตีบ้านเรือนประชาชนคนไทย

กระทรวงการต่างประเทศพร้อมจะใช้ทุกเวทีไม่ว่าจะเป็นการเจรจาแบบพหุภาคีหรือทวิภาคีชี้แจง และตอบโต้ทุกวิถีทาง เพื่อให้ประชาคมโลกได้รับข้อเท็จจริง ซึ่งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ทางกระทรวงต่างประเทศจะนำคณะทูตและสื่อต่างประเทศไปดูความเสียหายที่หมู่บ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษณ์   จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับความเสียหายจากการที่ทหารกัมพูชาโจมตี ซึ่งถือว่าผิดหลักสิทธิมนุษยชน

มาร์คแจงที่ประชุมวุฒิเชื่อต้องเปิดเจรจา

           มีรายงานข่าวจากวุฒิสภาแจ้งว่า นายอภิสิทธิ์ ได้ชี้แจงเวลาประมาณ 18.00 น. โดยระบุว่า ได้ประเมินแล้วว่าอาจเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เพราะทั้งสองประเทศมีปัญหาตั้งแต่การลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมไทย-กัมพูชาปี 2551 เรื่องเหตุรุนแรงครั้งนี้ เกิดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เริ่มจากทหารกัมพูชานำรถตักและทหาร 7 คัน มาทำถนนในเขตแดนไทยในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ทางการไทยจึงประท้วงไปทำให้กัมพูชาถอยทหาร

 ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ฝ่ายไทยจึงออกไปซ่อมถนนปรับพื้นที่ ฝ่ายกัมพูชาจึงยิงเข้ามา ฝ่ายไทยจึงยิงตอบโต้ มาถึงวันนี้(7ก.พ.) ปะทะรวม 4 รอบ บาดเจ็บ 20 กว่าคน ทหารเสียชีวิต 1 นาย ราษฎรเสียชีวิต 1 คน อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยสั่งถอนทหารออกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่คาดว่า ฝ่ายกัมพูชาอาจต้องการยกปัญหาไปสู่ระดับนานาชาติ แต่ฝ่ายไทยคิดว่า การเจรจาระดับทวิภาคีน่าจะแก้ปัญหาได้ และจะนำข้อเสนอของส.ว.ไปพิจารณาดำเนินการ ตอนนี้ภาวะยังล่อแหลมแต่ขอให้มั่นใจและเห็นใจรัฐบาลไทย และเชื่อว่าจะมีการเปิดการเจรจาของสองประเทศทุกระดับเร็วๆนี้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายกฯชี้แจง จึงเข้าสู่การพิจารณากระทู้ถามด่วนเรื่อง การดำเนินการของรัฐบาลไทยกรณีคนไทย 7 คน ถูกจับกุมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ของนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ถามต่อนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมมีมติให้เป็นการประชุมลับเพื่อต่อเนื่องจากญัตติด่วนดังกล่าว

ประวิตรมอบ3นโยบายป้องอธิปไตยยึดเอ็มโอยู43

 พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชาว่า ขณะนี้อยู่ในภาวะเรียบร้อย โดยกระทรวงกลาโหมให้นโยบายเหล่าทัพนำไปปฏิบัติ 3 เรื่อง คือ 1ไม่รุกรานใครและเราต้องรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดนเอาไว้ให้ได้ 2. เราต้องดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนตามแนวชายแดน 3. เราต้องยึดมั่นใน สนธิสัญญากฎบัตรระหว่างประเทศ และ เอ็มโอยูปี 43 ซึ่งหากเขารุกล้ำอธิปไตยเรามา ทหารจำเป็นต้องตอบโต้ในการรักษาอธิปไตยของเรา โดยตอบโต้ไปเฉพาะที่หน่วยทหารเท่านั้น จะไม่มีการตอบโต้ไปยังประชาชน   เราจะไม่ยอมเสียพื้นที่หรือดินแดนให้กับใคร ที่ผ่านมา ถ้าพูดจากันไม่เข้าใจก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะให้เราถอนทหารออกมาเราก็ทำไม่ได้ ทั้งนี้ทางนายกรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยดูแลประชาชน และให้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

 เมื่อถามว่า เกรงว่า จะขยายวงกว้างจนกลายเป็นสงครามหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงไม่ถึงขั้นจะต้องรบกันจนกลายเป็นสงคราม ขณะนี้หน่วยทหารในพื้นที่พูดจากัน แต่อาจจะมีการกระทบกันในบางจุด ซึ่งคงจะต้องเร่งในเรื่องการประชุมจีบีซี เพื่อแก้ไขปัญหา ส่วนกรณีที่ทางกัมพูชาระบุว่าจะไม่เจรจากับประเทศไทย แต่จะให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมาแก้ปัญหานั้น   เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการในเรื่องของสหประชาชาติ และต่างประเทศ ทางเราก็ดูแลสถานการณ์ชายแดน ขณะนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ได้คุยกับแม่ทัพภาคของกัมพูชา   ถ้าไม่พูดคุยกันคงยิงกันมากกว่านี้ คงยิงกันตลอดเวลา ไม่มีเวลาหยุดยิง   ซึ่งทางผบ.เหล่าทัพคงประชุมหารือ เพื่อนำแนวนโยบายนี้ไปดำเนินการในการแก้ไขปัญหา ขอยืนยันว่าก องทัพพร้อมจะดุแลและรักษาอธิปไตยของประเทศไว้อย่างเต็มที่ รวมถึงการดูแลประชาชนตามแนวชายแดน ให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารกสูงสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ   ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ. อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และคณะนายทหารระดับสูง ร่วมกันหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายเปิดฉากปะทะกันถึง 4 ครั้ง

 จากนั้น พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวถึงการหารือว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก หาก ผบ.สส. จะพูดคุย กับ ผบ.เหล่าทัพ เพราะถือเป็นหน้าที่ในการดูแลปกป้องอธิปไตยของชาติ เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องมาพูดคุยหารือกันบ้าง   อย่างไรก็ตาม เราเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน หนทางที่ดีที่สุดคือ น่าจะมีการเจรจาพูดคุย เพื่อแก้ปัญหาการปะทะกันของทหารทั้ง 2 ประเทศ ทาง ผบ.เหล่าทัพเป็นห่วงไม่อยากให้เกิดการปะทะกัน เพราะไม่ได้ส่งผลดีกับทั้ง2ประเทศ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนที่เป็นผู้เดือดร้อนมากที่สุด และน่าเห็นใจเขา แต่เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เป็นเรื่องสุดวิสัย เราจำเป็นต้องมีการโต้ตอบเพื่อแสดงให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่า เราไม่ยอมให้ใครมารุกรานเราเช่นกัน   แต่ต้องให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม แม้การเจรจาและข้อตกลงครั้งล่าสุดไม่ประสบผลสำเร็จ แต่เราต้องพยายามเพราะไม่มีหนทางที่ดีกว่านี้ ส่วนกรณีที่ทาง สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต้องการให้สหประชาชาติ เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ คิดว่าเป็นเรื่องของกระทรวงต่างประเทศ ที่จะต้องดำเนินการ ในส่วนของทหารเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด คือ หน้าที่ในการรักษาอธิปไตย เราก็ต้องดูแลเรื่องนี้

 “หากกัมพูชาใช้กำลังในการโจมตีหรือรุกรานประเทศไทย เราก็มีสิทธิ์ที่จะตอบโต้กลับไปได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ผมยังไม่สามารถตอบได้ว่า เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะสถานการณ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายประการที่จะเป็นตัวเร่งเร้าให้เกิดการปะทะ ซึ่งตอนนี้ทางกองทัพยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่า สถานการณ์จะพัฒนาขยายตัวเป็นสงครามนั้น เราอย่าคิดไปหรือเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ขอให้มั่นใจในศักยภาพของกองทัพว่า จะทำหน้าที่ดูแลรักษาอธิปไตยของประเทศ และขณะนี้ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองกำลังแก้ไขปัญหาอยู่     ส่วนกองทัพไทยเรามีหน่วยงานพิทักษ์ที่มีหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน ตลอดจนที่พักอาศัย”ผบ.สส.กล่าว  

"ชวรัตน์"เรียกผู้ว่าฯชายแดนประชุมด่วน

 เมื่อเวลา 16.40 น. นายชวรัตน์  ชาญวีรกูล  รมว.มหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง เดินทางมายังหอประชุมที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีษะเกษ เพื่อร่วมประชุมกับผู้ว่าฯศรีสะเกษ ผู้ว่าฯอุบลราชธานี รวมถึงนายอำเภอที่มีพื้นที่ติดต่อกับชายแดนกัมพูชา โดยนายชวรัตน์กล่าว ขณะนี้สถานการณ์ยังควบคุมได้ ไม่มีอะไรน่าหนักใจมาก จากนี้จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเจรจากับฝั่งกัมพูชาว่าจะเอายังไง แต่กระทรวงมหาดไทยจะดูแลความเป็นอยู่ของผู้อพยพ

 ด้านนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง(ปค,)กล่าวว่า จากความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนต้องทิ้งบ้านเพิ่ออพยพมาที่อำเภอกันทรลักษ์ กรมปค.จะจัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) ที่เป็นหน่วยสำรองของอาสาสมัครรักษาดินแดน(อส.) มาทำหน้าที่เฝ้าระวังบ้านเรือนในหมู่บ้านที่ประชาชาชนได้อพยพไปแล้ว โดยกองอส.จะสนับสนุนเครื่องแบบอีก 1 พันชุด 

 ขณะที่นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ). กล่าวว่า จะสนับสนุนเต็นท์ 480 หลังมาช่วยผู้อพยพที่นี่ รวมทั้งนำรถผลิตน้ำมาไว้ที่ศูนย์อพยพเพื่อรองรับความต้องการของชาวบ้าน

 จากนั้นในช่วงเย็นนายชวรัตน์ได้พบปะเยี่ยมเยียนประชาชนที่อพยพจากพื้นที่ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อมอบผ้าห่มช่วยเหลือ รวมทั้งมอบเงินส่วนตัว 2 แสนบาทผ่านไปยังนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าฯศรีษะเกษ โดยนายชวรัตน์กล่าวกับผู้อพยพว่า ตั้งแต่เกิดเหตุตนคุยกับผู้ว่าฯในพื้นที่ตลอด และได้สั่งการช่วยเหลือประชาชนครอบคลุมทั้งหมดแล้ว ไม่ต้องห่วงการเตรียมสิ่งของช่วยเหลือ ทั้งนี้ เชื่อว่าสถานการณ์สู้รบคงไม่ยืดเยื้อ ตอนตนเป็นเด็กจำได้ว่าญี่ปุ่นเคยนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ตนก็อพยพเช่นเดียวกัน จึงขอให้กำลังใจประชาชนที่นี่ อย่างไรก็ตาม การปะทะสถานการณ์จะคลี่คลายลง เพราะขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งเจรจากับทางการกัมพูชาแล้ว

พนิชระบุควรใช้ทวิภาคีเจรจาไทย-เขมรยุติปัญหา

 ที่รัฐสภามีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา โดยมีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ    ประธาน กมธ . ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม   ได้เชิญนายพนิช   วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็น 1ใน 7 คนไทยที่ถูกทางการกัมพูชาตัดสินว่ามีความผิดข้อหาลักลอบเข้าเขตแดนกัมพูชา มาซักถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   โดยนายจิตติพจน์   ได้ซักถามถึงเหตุการณ์ที่นายพนิชและคณะถูกจับกุมที่กัมพูชา รวมถึง การที่นายวีระ สมความคิดและ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์   2 คนไทยที่ยังถูกจับคุกที่กัมพูชาในข้อหาการจารกรรมข้อมูลด้วยกล้องรูเข็ม   และอยากทราบการแก้ไขปัญหาที่เกิดการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ในขณะนี้จะทำอย่างไร

 นายพนิช กล่าวว่า กรณีกล้องรูเข็มเป็นกล้องของนายวีระ ที่ซื้อมาจากต่างประเทศ โดยบอกว่าตั้งแต่ซื้อมากล้องตัวนี้มาเคยถ่ายอะไรติดเลย   โดยนายวีระได้นำกล้องออกมาให้ดูภายหลังจากที่โดนเขมรยึดกล้องวิดีโอและของต่างๆไป หมดแล้ว ซึ่งไม่ได้มีข้อมูลอะไร โดยน.ส.ราตรี ได้หยิบทดสอบถ่ายกล้องรูเข็มไปรอบๆก็มีแค่บ่อน้ำเท่านั้น    จนกระทั่งเมื่อขึ้นศาลไต่สวนในวันที่ 6 ม.ค. นายวีระก็ไม่รู้ว่ากล้องถ่ายติด ซึ่งทั้งนายวีระและน.ส.ราตรีก็ได้อ้างความเป็นเจ้าของเพื่อพยายามปกป้องซึ่งกันและกัน เลยโดนข้อหาจารกรรมทั้งคู่

 สำหรับเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายพนิช กล่าวว่า ที่มาของการปะทะเชื่อว่าคงเป็นการสะสมกันมาในระดับหนึ่ง เนื่องจากมีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน และมีโทรทัศน์บางช่องที่ด่าสมเด็จฮุนเซน ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟ ดังนั้นการยุติปัญหาต้องทำด้วยการเจรจาและควรทำในขั้นทวิภาคีเท่านั้น ไม่ควรให้อาเซียนหรือหน่วยงานที่ 3 เข้ามายุ่งเกี่ยวเพราะจะทำให้ปัญหาบานปลาย ส่วนข้อเรียกร้อง 3 ข้อของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) จะทำได้หรือไม่นั้น ตนมองว่า เอ็มโอยู 43 แต่ละฝ่ายมีเอกสารอ้างอิง ซึ่งเอ็มโอยูถือว่าเป็นกรอบเจรจาตามขั้นตอนที่ไม่ให้เกิดการใช้กำลัง เพราะจะช้าหรือเร็วยังไงก็ต้องเจรจา  ทั้งนี้ถ้ามีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเราจะไม่มีสิทธิไปคัดค้านเลย ส่วนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯเราก็ต้องรับฟังและดูความเป็นไปได้ด้วย

พธม.เตรียมขนของให้กำลังใจทหารที่กันทรลักษณ์

เมื่อเวลา 20.15 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เปิดตัวคณะกรรมการรวมพลังปกป้องแผ่นดิน โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำ พธม. กล่าวว่า วันที่ 11 ก.พ. เวลา 09.00 น. เราจะเคลื่อนขบวนไปจุดใดจุดหนึ่ง เพื่อให้การเรียกร้องประสบความสำเร็จ แต่ขณะนี้ขอยังไม่ประกาศว่าจะไปที่ใด จาการประชุมกรรมการรวมพลังฯ มีความเห็นเพิ่มเติมว่าน่าจะไปให้กำลังใจทหารที่กำลังทำหน้าที่ โดยจะเคลื่อนขบวนสัมภาระอาหารการกินไปให้ถึงชายแดนที่ อ.กันทรลักษณ์ โดยให้ทั้งทหารและประชาชน โดยรถจะออกจากที่นี่ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 11 ก.พ. ทั้งนี้ผู้ที่ประสงค์จะบริจาคสามารถนำมาให้ได้ที่หลังเวทีการชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์