
มาร์คส่งสารถึงยูเอ็นแจงเขมรรบไทย
รองอธิบดีกรมสารนิเทศกต.เผยมาร์คร่อนสารยูถึงเอ็นแจงเขมรรบไทย "ปณิธาน"แถลงเสียใจกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ ยันรบ.พร้อมหนุนทหารปฎิบัติการเต็มที่ ลั่นสิ่งที่ดำเนินการไปมีความเหมาะสม ด้าน"ชวนนท์"ระบุกต.ทำหนังสือแจงคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นแล้ว ระบุกัมพูช
(7ก.พ.) นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่งคงแห่งสหประชาติ (UNSC) โดยหนังสือดังกล่าวลงวันที่ 7 ก.พ.2554 โดย เนื้่อหาสรุปถึงท่าทีของประเทศไทย และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ที่ประเทศไทยได้ตอบโต้ในระดับที่เหมาะสม เน้นเป้าหมายทางการทหารตามหลักสากล อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังย้ำถึงจุดยืนเดิมที่ต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายใต้กลไกทวิภาคี
ปณิธานยันรบ.พร้อมหนุนทหารเต็มที่
เมื่อเวลา 15.00 น. นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก และนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรมว.ต่างประเทศ ร่วมกันแถลงข่าวถึงสถานการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
นายปณิธาน กล่าวว่า การที่ทหารไทยถูกโจมตีและถูกปะทะจากประเทศเพื่อนบ้านนั้น 1. เราจำเป็นต้องโต้ตอบเพื่อป้องกันตนเอง ในลักษณะที่สมเหตุสมผลและมีการโจมตีกลับไปยังจุดที่เป็นพื้นที่ที่มีการใช้ อาวุธสงครามเข้ามายังประเทศไทย เรื่องนี้เป็นนโยบายข้อแรกในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ดินแดนและอธิปไตยของไทย 2. รัฐบาล มอบหมายให้ชี้แจงทำความเข้าใจทุกระดับทั้งในปร ะเทศและต่างประเทศ ในประเทศมีบุคคลของรัฐบาลที่ได้รับการมอบหมายให้ไปประสานงานกับกลุ่มต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือและชี้แจง รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูล ทั้งนี้เพื่อขอให้ช่วยกันและสามัคคีกัน รวมทั้งทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสำคัญครั้งนี้
โดยเฉพาะเป็นปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงต่อประเทศชาติ โดยรัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศไปชี้แจงทำความเข้าใจกับนานาชาติ และมิตรประเทศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะในการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งเรายืนยันตลอดเวลาว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่มีการเคลื่อนไหวมาจากฝั่งกัมพูชา ก่อน ทำให้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องปกป้องตนเอง ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศของเราก็รับทราบ และได้รับฟังความคิดเห็นรอบด้าน
"เราต้องขอบคุณสหประชาชาติที่รับข้อมูลของเราในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และขอขอบคุณประเทศในมิตรอาเซียน รวมทั้งขอบคุณประเทศเพื่อนบ้านที่แสดงความเห็นใจเราและรับฟังความคิดเห็น เราเชื่อว่านโยบายทางการทูตของเราที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่สำเร็จและเป็นที่เชื่อถือยอมรับในนานาชาติเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของ เรา จะทำให้เราได้รับฟังความคิดเห็นจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีการแถลงข่าวในทำนองที่ปรักปรำประเทศไทย แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของประเทศต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมั่นกับ เราจากวิธีทางทางการทูตของเราที่เรารักสงบอย่างต่อเนื่อง " นายปณิธานกล่าว
นายปณิธาน กล่าวต่อว่า ส่วนการเข้าไปชี้แจงกับองค์กรในระดับนานาประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรามีนโยบายที่ยึดมั่นในการเป็นสมาชิกที่ดีกับสหประชาชาติ เราได้ร่วมมือกับสหประชาชาติในการรักษาสันติภาพในพื้นที่ต่าง ๆ โดยปัจจุบันเราได้ส่งกองกำลังไปช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นประเทศซูดาน อ่าวเอเดน และประเทศเพื่อนบ้านของเรา รวมทั้งกัมพูชาด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นจุดยืนของเราที่ชัดเจน ว่าเราจะร่วมมือกับสหประชาชาติ
"แต่เราขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไว้ในระดับทวิภาคี เพราะคิดว่าปัญหานี้เรากับกัมพูชาสามารถที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเข้าใจในพื้นฐานของปัญหาดีที่สุด อย่างไรก็ตามเราขอขอบคุณความกังวลของประเทศต่าง ๆ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะ ของประเทศต่างๆ เรายินดีที่จะมีผู้ประสานงานในฐานะประธานของอาเซียน ที่จะเดินทางมาเยี่ยมประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยในเช้าวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อมูลแก่มิตรประเทศหลายประเทศที่เข้ามา เยี่ยมเยียนเรา และได้มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่อง"นายปณิธานกล่าว
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า ขอยืนยันว่าประเทศไทยจะร่วมมือกับนานาชาติในการให้ข้อมูลและแก้ไขปัญหา แต่แนวทางในการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้จะขอสงวนไว้เป็นการแก้ไขปัญหาในระดับทวิภาคี เนื่องจากเห็นว่าดีที่สุด และยืนยันอีกครั้งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจาก มีความพยายามที่จะยกระดับเรื่องนี้ไปสู่นานาชาติ มี่ความพยายามในการแก้ปัญหาเรื่องของพรมแดน ดินแดน อธิปไตย โดยนำเอาบุคคลหรือประเทศอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และให้เกิดผลกระทบบานปลายออกไป
"เราก็ยืนยันกับองค์กรเหล่านั้นว่า คงจะต้องให้ไทยเเละกัมพูชาแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเอง ตามวิธีทางของทั้งสองประเทศ ซึ่งโดยรวมแล้วความสัมพันธ์ก็ดีมาตามลำดับ โดยในปีนี้เป็นปีที่ 60 ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเราก็มองไปยังอนาคตว่า ไทยและกัมพูชายังสามารถที่จะทำงานร่วมกันได้ และยังเชื่อมั่นต่อเจตนารมณ์ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ ที่จะเป็นมิตรต่อกัน และเราก็เชื่อว่าพื้นฐานตรงนี้ของทั้งสองฝ่ายเข้มแข็งและมั่นคงพอที่จะฟัน ฝ่าปัญหาดังกล่าวไปได้"นายปณิธานกล่าว
นายปณิธาน กล่าวต่อว่า 3. เราจะประสานการปฏิบัติกับฝ่ายความมั่นคงและภาคประชาชน ในการคลี่คลายสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เราขอยืนยันกับประชาชนในพื้นที่ว่า ฝ่านทหาร ฝ่ายความมั่นคง ภาคประชาชน อาสาสมัคร กำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถที่จะกลับคืนสู่บ้านเรือนและเคหะสถาน ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ขอความร่วมมืออาสาสมัครช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ที่ ประชาชนอพยพออกไป เช่น ทรัพย์สิน ความปลอดภัย นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทยให้ช่วยแก้ไขปัญหาปกป้อง ทรัพย์สินความปลอดภัยของประชานในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะคลี่คลายปัญหานี้โดยเร็ว
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางในการปฏิบัติที่จะทำต่อไป คือขณะนี้รัฐบาลได้จัดตั้งจุดประสานงานด้านการข่าวสองจุด คือกองทัพบกและสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ซึ่งมีพ.อ.สรรเสริญ รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานของจุดประสานงานดังกล่าว ส่วนการแถลงข่าวในเรื่องของการเคลื่อนไหวในเรื่องของการปะทะและสถานการณ์ใน พื้นที่ จากช่อง 5 เพียงช่องเดียวขอความร่วมมือสื่อมวลชนไปเกี่ยวสัญญาณจากช่อง 5 เพื่อให้เกิดความสะดวกและเป็นระบบ ซึ่งพ.อ.สรรเสริญพร้อมที่จะช่วยประสานงานในทุกด้าน คงจะอดหลับอดนอนอีกอยู่ที่นั้นตลอดเวลา
นายปณิธานกล่าวว่า สำหรับการประสานงานด้านการข่าวและการปฏิบัติในส่วนของรัฐบาล จะอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกฯได้มอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติหรือสมช.จัดคณะทำงานร่วมกับ หน่วยงานของทำเนียบรัฐบาล เช่น หน่วยงานด้านการข่าว และนายกฯมอบหมายให้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นฝ่ายประสานกับสื่อมวลชนและสถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อให้มาประสานงานที่ทำเนียบรัฐบาลเพียงแห่งเดียว เพื่อที่จะให้การแถลงข่าวการประสานงานออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยสองจุดจะเป็นจุดหลัก
นายปณิธาน กล่าวต่อว่า ขอความร่วมมือในเรื่องข้อมูลข่าวสารที่เราจะเดินหน้าให้ข้อมูลข่าวสาร เรื่องเกี่ยวกับข่าวสารความมั่นคง ซึ่งพ.อ.สรรเสริญจะได้พูดในเรื่องนี้ ส่วนทางด้านการต่างประเทศจะให้กระทรวงต่างประเทศประสาน สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเคยผ่านในหลายประเทศ ซึ่งเราจำเป็นต้องซักซ้อมทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะสื่อมวลชนเพราะขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน ข้อมูลบางอย่างอาจจะมีการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งชาติ ข้อมูลบางอย่างอาจจะเป็นประโยชน์ต่อบางกลุ่ม บางประเทศที่ไม่หวังดีนำไปใช้ทำให้เกิดปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา ตรงนี้จึงขอให้ช่วยกันตรวจสอบอาจจะประสานงานกับกองทัพ เเละกระทรวงการต่างประเทศดูว่าตรงไหนเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน แต่เราก็ยืนยันในสิทธิ์เสรีภาพของสื่อไม่ได้มีเจตนาที่จะไปแทรกแซงสื่อในการ ดำเนินการใดๆ แต่ในยามที่บ้านเมืองประสบสภาวะปัญหาการร่วมมือกันเป็นแนวทางที่ทุกประเทศ เห็นว่าดีที่สุด
ขณะที่พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก แถลงว่า ขอย้อนเหตุการณ์ 2-3 วันที่ผ่านมาการปะทะกันระหว่างกองกำลังกัมพูชากับกองกำลังสุรนารีที่ปกป้องอธิปไตยไทยที่เริ่มตั้งแต่เวลา 15.15 น.วันที่ 4 ก.พ. โดยเริ่มมีกระสุนปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง(กระสุนปืนค.)ของกัมพูชาเข้ามาตกที่ด้านข้างภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีษะเกษซึ่งไทยวางกำลังไว้ จากนั้นไทยได้ยิงเตือนด้วยปืน 120 มม.เพื่อให้ทราบว่ามีกระสุนกัมพูชาเข้ามาตกในพื้นที่ โดยเป็นจุดเริ่มต้นการปะทะจนพัฒนาจากกระสุนปืนเล็ก ปืนกล อาร์พีจี ปืนค.จนกระทั่งการตอบโต้ด้วยกระสุนปืนใหญ่ วันนั้นตุการณ์จบลงในเวลา 19.40 น. ทหารไทยบาดเจ็บแปดนาย พลเรือนเสียชีวิตหนึ่งนาย ไทยตอบโต้โดยยึดหลักสากล พยายามให้การปะทะในขอบเขตจำกัดและตอบโต้ตามควรแก่สถานการณ์ หมายความว่าไทยไม่เป็นฝ่ายรุกแต่ตอบโต้เพื่อปกป้องเพื่ออธิปไตยไทยและเพียงพอที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามยุติการยิง
พล.อ.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า จากนั้นวันที่ 5 ก.พ.ฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มยิงและปะทะอีก ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิตหนึ่งนาย บาดเจ็บสี่นาย รวมสองวันบาดเจ็บสิบสองนาย เสียชีวิตสองรายแบ่งเป็นทหารและพลเรือนอย่างละหนึ่งนาย ต่อมาเวลา 09.30 น.แม่ทัพภาคที่สองกับผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่สี่ของกัมพูชา และผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่สามของกัมพูชา โดยได้ข้อตกลง 4 ข้อคือ 1. หยุดยิง 2 ไม่เพิ่มเติมกำลังเข้ามาในพื้นที่อีกเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกัน 3. ขอให้ผู้บังคับบัญชาทหารแต่ละฝ่ายกำกับดูแลกำลังพลของตัวเองให้อยู่ในขอบเขต ป้องกันการปะทะ 4 .ถอนชุดประสานงานของไทยที่ประจำอยู่ที่วัดแก้วสิขาคีรีสวาละเพราะมีข้อมูลสับสนว่าทหารไทยโดนกัมพูชาควบคุมตัว บ่ายวันนั้นแม่ทัพภาคที่สองสั่งเปิดจุดผ่านแดนคือ ช่องอานม้า ช่องสะงำและช่องจอม เป็นสิ่งที่ไทยแสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ และตรวจสอบกำลังพลแล้วพบว่าพลทหารไทยหนึ่งนายหลงเข้าไปในพื้นที่กัมพูชา จึงได้ติดต่อรมว.กลาโหมกัมพูชาและผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ของกัมพูชา ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าไม่ได้ตั้งใจก้าวล้ำข้ามแดน กัมพูชารับปากว่าจะส่งตัวกลับโดยเร็ว
จนกระทั่งวันที่ 6 ก.พ.เวลา 18.40-21.50 น.เกิดการปะทะกันอีกครั้ง สิ่งที่กองทัพไทยย้ำมาตลอดยึดในกติกาและไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน การตอบโต้นั้นกระทำเพื่อหยุดการยิงของกัมพูชา และจะพยายามเปิดเจรจาฝ่ายเดียวไม่ได้เพราะกัมพูชาจะยกไปกล่าวอ้างและบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เห็นว่าไทยตกเป็นฝ่ายเพลี้ยพล้ำและไม่ปิดโอกาสการเจรจาเพราะไทยไม่ได้เปิดฉากยิงก่อน
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า สรุปยอดการปะทะสองวันคือ วันแรก 12 ราย วันที่สอง 13 ราย รวม 25 ราย เสียชีวิต 2 รายคือ พลเรือน 1 ราย ทหาร1ราย ส่วนประชาชนที่อพยพจากตำบลเสาธงชัยนั้นตอนนี้ไปอยู่ในพื้นที่ส่วนหลังของอ.กันทรลักษ์ซึ่งปลอดภัย โดยฝ่ายกิจการพลเรือนประสานกับฝ่ายกครองและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดูแลประชาชนตามสถานการณ์ให้ปลอดภัยที่สุด เเละตำบลเสาธงชัยนั้นจะเหลือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านชุดละ 15 นายไปดูแล 13 หมู่บ้าน
ด้านนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรมว.ต่างประเทศ กล่าวชี้แจงว่า ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศขอสรุปการดำเนินงานที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มมีการปะทะกันที่ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยในวันที่ 5 ก.พ.นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตทั้งหมด 16 ประเทศ โดย 8 ประเทศเป็นสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศในสมาชิกถาวรคณะมนตรีแห่งความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และ 3 ประเทศซึ่งมีบทบาทในคณะกรรมการมรดกโลก คือ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และบาห์เรน
นายชวนนท์กล่าวว่า โดยนายกษิตได้ชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไมได้เป็นการรุกรานจากฝ่ายไทย ตรงกันข้ามเราถูกรุกรานอธิปไตย เพราะฉะนั้นการดำเนินงานเพื่อป้องกันตัวเองตามกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องดำเนินการ และเราได้ใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด ตอบโต้เท่าที่จำเป็น และเป็นการตอบโต้เป้าหมายที่เป็นทางการทหารเท่านั้น ซึ่งไม่มีเป้าหมายไปที่พลเรือนกัมพูชาแต่อย่างใด กระทรวงการต่างประเทศได้มีการเจรจาผ่านไปยังนายฮอร์ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา คือนายกษิตได้มีการโทรศัพท์พูดคุยกันเพื่อที่จะหาทางออกร่วมกัน โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันว่า ปัญหาชายแดนนั้นควรจะถูกหยิบยกขึ้นมาบนโต๊ะเจรจาผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือจีบีซี และเห็นตรงกันว่า ควรจัดมีการประชุมเจบีซีให้โดยเร็วที่สุด โดยเบื้องต้นสรุปกันได้จัดประชุมกันได้ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์
นอกจากนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในขณะนี้ก็ได้แสดงความห่วงใย และอยากเดินทางมาเพื่อรับทราบข้อมูล แต่ไม่ได้เดินทางมาเพื่อเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในกรณีดังกล่าว โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียจะเดินทางมาประเทศไทยในช่วงบ่ายของวันที่ 8 ก.พ.นี้ ส่วนช่วงเช้าเดินทางไปประเทศกัมพูชาก่อน
กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือไปยังประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หนังสือลงเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ตอนนี้หนังสือได้แจกไปถึงสหประชาชาติแล้ว โดยสาระหลักยึดมั่นในหลักการตามกฎบัตรสหประชาชาติ และเรายึดมั่นแก้ข้อขัดแย้งใด ๆ โดยสันติวิธี อย่างไรก็ดีเราก็ได้มีการย้ำว่า เมื่อมีการรุกล้ำอธิปไตยไทยของเราเข้ามาโดยทหารกัมพูชาแล้ว ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของทหารฝ่ายไทยที่จะต้องปกป้องพี่น้องประชาชน ปกป้องตนเอง และปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ
นอกจากนั้นจะมีหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศไปยังคณะกรรมการมรดกโลก รวมทั้งผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโก เพื่อชี้ให้เห็นว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกก็เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งขัดหลักการธรรมนูญของยูเนสโกเองที่ต้องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพื่อต้องการเสริมสร้างวัฒนธรรม เสริมสร้างสันติภาพในพื้นที่ในภูมิภาค
นายชวนนท์ กล่าวด้วยว่า กรณีนี้เนื่องจากพื้นที่ยังมีความขัดแย้ง มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่ เราก็ยืนยันกับยูเนสโกว่าไม่ควรให้มีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกให้สมบูรณ์ที่บาเรนในปลายปีนี้ ตรงกันข้ามควรมีการพิจารณาทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้ทั้ง 2 ประเทศได้กลับมาคุยกันก่อน โดยก่อนที่จะเดินหน้าในการนำตัวปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก หรือมีการเข้ามาของประเทศที่สาม หรือมีการเข้ามาของแผนบริหารจัดการ ซึ่งจะคาบเกี่ยวพื้นที่ที่ยังเป็นข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่
“นอกจากนั้นสถานการณ์ล่าสุดนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้มีจดหมายไปถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติช่วงเย็นของวันที่ 6 ก.พ.ตรงกับเวลา 06.00 น.ที่นิวยอร์ก เราก็จะมีจดหมายตอบกลับไปภายในช่วงเย็นวันนี้ โดยรายละเอียดเราจะยืนยันว่า เราได้รับการรุกราน การโจมตีจากทางฝั่งกัมพูชา นอกจากนั้นวันที่ 5 ก.พ.มีการตกลงกันที่จะมีการหยุดยิงกันระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งได้มีการพูดจากกันระหว่างผู้บังคับบัญชาทั้ง 2 ฝ่ายอย่างไรก็ดีมีการปะทะกันอีกเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา เวลา 18.30 น.ก็ชัดเจนว่า ทางกัมพูชาได้ก่อขึ้นมาก่อน และทำให้ข้อตกลงที่มีกันระหว่าง 2 ประเทศ และทำให้ข้อตกลงที่มีกันระหว่าง 2 ประเทศไม่ถูกนำมาปฏิบัติจริง เราจึงยืนยันว่า การปะทะกันเมื่อวันที่ 6 ก.พ.อาจจะมีเจตนาแอบแฝงของทางฝั่งกัมพูชา ที่ต้องการขยายผลเรื่องนี้ไปสู่เวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากจังหวะเวลาเดียวที่มีการปะทะกันนั้น กัมพูชาก็ได้มีหนังสือไปถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในเวลาเดียวกัน ซึ่งค่อยข้างแปลกใจที่หนังสือออกไปได้เร็ว ในขณะที่ยังไม่มีการหยุดปะทะด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นก็ตั้งข้อสังเกตไปยังคณะมนตรีความมั่นคงว่า นี้เป็นความขยายผลของกัมพูชาในการยกระดับเรื่องนี้ไปสู่เวทีนานาชาติ”นายชวนนท์กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นไทยก็ต้องยืนยันว่า เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ในกลไกทวิภาคี เราอดทน อดกลั้นอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ป้องกันตัวเองตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ และเท่าที่จำเป็น และเรายืนยันว่า เราจะปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มที่ ส่วนการปฏิบัติการประชุมเรื่องเจบีซีได้มีการแจ้งไปยังยูเอ็นเอชซีอาร์แล้วว่า จะมีการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาในสิ้นเดือนก.พ.นี้ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่า กลไกที่มีอยู่กลไกการทำงานทวิภาคีกรอบทำงานที่มีอยู่เดินหน้าต่อไป และคิดว่าคณะมนตรีความมั่นคงฯน่าจะมีความเข้าใจในประเด็นนี้
กต.เปิดหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเขมรปะทะไทย
กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยรายละเอียดจดหมายของ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงนางมาเรีย ลุยซา ริเบโร ไวอ็อตติ ประธานคณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงสหประชาชาติในวันนี้ โดยชี้แจงข้อเท็จจริง และแสดงจุดยืนของไทย ต่อเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร สรุปว่า
1.เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เวลาราว 15.20 น. ทหารฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีค่ายทหารของกองทัพไทย ที่ภูมะเขือ ด้วยอาวุธหนัก
2.เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เวลา 16.20 น. ทหารฝ่ายกัมพูชา โจมตีจากที่มั่นบริเวณปราสาทพระวิหาร มายังค่ายทหารไทย บริเวณผามออีแดง กระสุนปืนใหญ่ตกที่บ้านภูมิซรอล อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ เวลาราว 06.15 น. ทหารฝ่ายกัมพูชา เปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธหลายชนิด มีเป้าหมายที่ค่ายทหารไทย บริเวณภูมะเขือ
3.การโจมตีของกัมพูชา ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 1 ราย ทหารไทย 1 นาย ทหารไทยบาดเจ็บ 13 นาย อีกทั้งยังสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อทรัพย์สินของพลเรือน ประชาชนกว่า 6,000 คน ตามแนวชายแดน ต้องถูกอพยพ ถือเป็นการละเมิดกฎบัตรนานาชาติ
4.แม้ทางการไทยจะใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด แต่จำเป็นต้องตอบโต้ตามสิทธิ ในการป้องกันตนเอง พร้อมย้ำว่า ปฏิบัติตามกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ และกฎหมายสากลอย่างเคร่งครัด
5.ทางการไทยตั้งใจ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับกัมพูชา ผ่านกระบวนการทวิภาคี
6.ไทย-กัมพูชา ต่างเห็นพ้องให้จัดการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี ครั้งใหม่ โดยเร็วที่สุด
และ 7.ขณะนี้ได้ติดต่อระหว่างทั้งสองชาติในทุกระดับชั้น และประสานกันอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอความอนุเคราะห์ ให้เวียนหนังสือนี้ไปยังสมาชิก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ด้วย
พระราชทานหน่วยเคลื่อนที่ช่วยชาวกันทรลักษ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ จัดหน่วยสงเคราะห์เคลื่อนที่ ลงพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยสงคราม โดยจะออกเดินทางเวลา 16.30 น. ซึ่งนายดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ได้นำคณะลงพื้นที่ด้วยตัวเอง



