ข่าว

ทหารจวกสื่อไทยแพร่ข่าวชี้เป้าให้เขมร

ทหารจวกสื่อไทยแพร่ข่าวชี้เป้าให้เขมร

07 ก.พ. 2554

ทหารจวกสื่อไทยเสนอข่าวชี้ชัดจนเกินไป กลายเป็นข้อมูลให้เขมรยิงถล่มเป้าหมาย บ้านเรือนได้รับความเสียหายจำนวนมาก บาดเจ็บล้มตาย ขณะที่ว่าฯสั่งนายผู้ใหญ่บ้านนำงบไปจัดเตรียมรถอพยพชาวบ้านหนีกระสุนเขมร แม่ทัพภาคที่4ยันไม่โยกกำลังจาก3จว.เสริมแดนเขมร

 (7ก.พ.) พ.อ.ทินกาจ รัตนกิตติ ผู้อำนวยการกองกำลังกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 2 กล่าวภายหลังการแถลงสรุปสถานณ์ยิงปะทะที่บริเวณชายแดนไทย จ.ศรีสะเกษ ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอ จ.ศรีสะเกษว่า ไม่เข้าใจทางฝั่งของกัมพูชาเป็นอย่างมากที่เปิดฉากยิงปะทะกับทหารไทยขึ้นอีกที่บริเวณชายแดนใกล้กับเขาพระวิหาร ทั้งๆที่เมื่อวานนี้ทางแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางไปเจรจากับนายทหารระดับสูงจากฝังกัมพูชา จนเป็นที่เข้าใจและตกลงกันแล้วว่า จะมีการหยุดยิงปะทะเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา

 ขณะเดียวกัน หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายคุยกันเป็นที่เรียบร้อย จนเข้าใจกันดีว่าจะหาแนวทางร่วมกันแก่ไขปัญหาชายแดน พร้อมทั้งให้ทหารทุกฝ่ายหยุดยิง เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย พอตกเย็นวันที่ 6 ก.พ.กลับไม่เป็นเช่นนั้น ถือว่าการเจรจาล้มเหลว หรือเกิดจากความไม่เข้าใจของทหารกัมพูชา เพราะจู่ๆกัมพูชากลับเป็ดฉากยิงปืนใหญ่เข้ามาถล่มทหารและพื้นที่บ้านเรือนประชาชนยังฝั่งไทย จนทำให้บ้านเรือนประชาชนถูกกระสุนปืนตกใส่เสียหายอีกหลายหลัง

 เรื่องนี้ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาในกรุงเทพฯทราบแล้ว ซึ่งก็ไม่มีใครที่จะให้คำตอบได้ว่าสาเหตุการยิงปะทะหลังจากทั้งสองเจรจาให้หยุดยิงเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกันคืออะไร  เมื่อสถานการณ์เกิดความตึงเครียดหรือมีการยิงปืนใหญ่ตกเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ทหารที่ตั้งฐานปืนใหญ่ตามจุดต่างๆจึงได้รีบยิงตอบโต้โดยด่วน จนเกิดเหตุการณ์ยิงปะทะจนบานปลายขึ้นจากเวลา 18.00 น.ไปจนถึงเวลา 22.00 น.

 พ.อ.ทินกาจ กล่าวว่า เมื่อทางฝั่งกัมพูชายิงมาทางฝั่งเราก็จำเป็นต้องยิงตอบโต้ให้สมน้ำสมเนื้อ ขณะเดียวกันสาเหตุที่ทหารฝั่งกัมพูชายิงปืนใหญ่เข้ามาตกใส่บ้านเรือนประชาชนจนได้รับความเสียหายจำนวนมากนั้น ความจริงมีอยู่ว่าส่วนหนึ่งเป็นการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไทย ที่พยายามเสนอข่าวชัดเจนเกินไปถึงจุดที่กระสุนปืนของฝั่งตรงข้ามตกใส่บ้านเรือนของชาวบ้าน และกระสุนปืนตกจุดไหนของฝั่งไทยบ้าง จนทำให้กัมพูชารู้ที่ตั้งของหมู่บ้านต่างๆที่อยู่ใกล้ชายแดนว่า อยู่ห่างจากกระสุนปืนของตนเองที่ยิงตกไปเท่าไร เข้าเป้าหรือไม่เข้าเป้า กัมพูชาจึงได้ปรับพิกัดปืนใหญ่จนพบจุดยิงถล่มทำให้หลายหมู่บ้านได้รับความเสียหายจำนวนมาก

 ขณะเดียวกัน สื่อทางฝั่งกัมพูชา ไม่เสนอข่าวชัดเจนว่าทหารไทยยิงถูกหมู่บ้านหรือไม่ ทำให้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าจุดที่ยิงไปนั้นเป็นจุดไหนที่มีทหารกัมพูชา จุดไหนมีบ้านเรือนประชาชนอยู่ เมื่อสื่อมวลชนไทยเสนอข่าวละเอียดแบบนี้ ก็ถือว่ากลายข้อมูลทางทหาร ชี้จุดให้เขาหมุนปืนใหญ่ยิงถล่มไทยได้ ดังนั้นจึงอยากให้สื่อเสนอข่าวอย่างระมัดระวังด้วย

 ขณะที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงการอพยพและให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ยังไม่มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ เบื้องต้นได้ประสานไปยัง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยเป็นผู้จัดหารถยนต์เพื่ออพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ หวั่นสถานการณ์รุนแรงขึ้น จะอพยพชาวบ้านหนีไม่ทัน ซึ่งที่พักและและศูนย์อพยพชั่วคราวที่จะนำชาวบ้านไปอยู่อาศัยหลักๆนั้นมีอยู่ 3 แห่ง  คือที่ตัวอำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งสามรถรองรับคนได้นับหมื่นคน ส่วนที่เหลืออีก 2 ที่นั้น จะเป็นสถานที่ราชการซึ่งตั้งอยู่ใกล้ตัวเมือง จ.ศรีสะเกษ คาดว่าจะเพียงพอต่อการอพยพชาวบ้านทั้ง 4 ตำบลตามแนวตะเข็บขายแดน จ.ศรีสะเกษ หากมีการสู้รบรุนแรงเกิดขึ้น ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ทางจังหวัดได้นำงบประมาณจัดทำข้าวกล่อง มาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนผู้อพยพทุกวัน พร้อมทั้งรับบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆเป็นจำนวนมาก คาดว่าเพียงพอต่อการของประชาชนผู้อพยพแน่นอน

แม่ทัพภาคที่4ยันไม่โยกกำลังจาก3จว.เสริมแดนเขมร

 พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัช  แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ยืนยันไม่มีการโยกกำลังจากพื้นที่ 3 จังหวัดเข้าไปเสริมในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2  เนื่องจากกองทัพภาคที่ 2 มีกำลังเพียงพอ  ไม่จำเป็นต้องโยกกำลังจากพื้นที่ 3 จังหวัดเข้าไปเสริม ไม่ว่าจะเป็นกำลังของกองทัพภาคที่ 4 ที่รับผิดชอบพื้นที่จ.ปัตตานี  หรือกองทัพภาคที่ 4

 "ยืนยันว่าไม่มีอย่างแน่นอน กองทัพภาคที่ 2 เป็นกองทัพที่ใหญ่ มีกำลังเพียงพอ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร  กองกำลังกองทัพภาคที่ 2 ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ใน จ.ปัตตานี ยังปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม ไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังใดๆทั้งสิ้น"  แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว

ชวรัตน์บินด่วนไปศรีสะเกษตรวจสถานการณ์

 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ในวันที่ 7 - 8 ก.พ.นี้ ตนจะลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ เพื่อให้กำลังใจข้าราชการที่อยู่ชายแดน และไปเยี่ยมประชาชนที่อพยพเข้ามา พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเขาตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ จากที่ตนได้รับรายงานสถานการณ์ ตั้งแต่เวลา 21.30 น. ของวันที่ 6 ก.พ.ก็มีการหยุดยิงแล้วทั้งสองฝ่าย โดยที่มีการตกลงระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย ส่วนกระแสข่าวการยิงปะทะอีกครั้งในช่วงเช้าวันที่ 7 ก.พ.นั้น ตนยังไม่ได้รับรายงาน ส่วนที่ว่าการยิงปะทะอีกครั้งจะต้องเคลื่อนย้ายมวลชนอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการประเมินของฝ่ายทหาร ทั้งนี้ ตัวเลขประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมีประมาณ 1 หมื่นคน ซึ่งก็ได้มีการเบิกจ่ายเงินสำรองฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยไปบ้างบางส่วน แต่ถ้าไม่พอก็สามารถขอให้กระทรวงมหาดไทยจัดงบประมาณเพิ่มเติมขึ้นไปได้

 เมื่อถามว่า ที่ จ.สระแก้วและสุรินทร์ มีการรายงานสถานการณ์สุ่มเสี่ยงมาบ้างหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ทั้ง 2 จังหวัดยังไม่มีอะไร ซึ่งจุดที่มีรายงานสถานการณ์ไม่สงบ อยู่ที่ภูมะเขือ และ อ.กันทรลักษ์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันได้ว่า หากมีการเกิดเหตุอะไรขึ้นมา จะสามารถดูแลประชาชนในพื้นที่ได้ เพราะเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้สั่งให้ผู้ว่าฯ และจังหวัดใกล้เคียง ช่วยกันระดมมาให้ความช่วยเหลือศรีสะเกษ กระทรวงมหาดไทยมั่นใจว่า ดูแลความปลอดภัยประชาชนได้ร้อยเปอร์เซนต์ และมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนในกรณีที่เกิดเหตุเร่งด่วน ซึ่งตนจะลงไปในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบว่า เขาขาดอะไร และจะได้ลงไปให้กำลังใจเขา ทั้งนี้ การที่ประชาชนยังกลับที่อยู่อาศัยไม่ได้นั้น ต้องอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว แต่เป็นห่วงทรัพย์สินนั้น ก็จะมีชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ( ชรบ.) ดูแลให้

 เมื่อถามว่า ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปะทะกันของไทยกัมพูชาอย่างไร นายชวรัตน์ กล่าวว่า ถ้าเป็นในขณะนี้ ก็ยังไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ก็คงจะหยุดได้ เพราะทั้งสองข้าง ก็คงชั่งดูแล้วว่า รบกันไปก็คงจะลำบาก ซึ่งประเมินว่า ความเสียหายยังไม่น่าจะมาก ส่วนกรณีที่ทางกัมพูชาทำเรื่องร้องเรียนไปยังสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และสมาชิกอาเซียน นั้น ตนมองว่า นายกรัฐมนตรีของเรา ไม่ต้องการขยายให้ไปถึงยูเอ็น ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศ เมื่อถามย้ำว่า เชื่อว่า จะมีการเจรจาทวิภาคีได้ นายชวรัตน์กล่าวว่า ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
               
 ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานในวันที่ 7 ก.พ.ของนายชวรัตน์ ในช่วง 16.00 น.ที่จะถึงนี้ จะประชุมร่วมกับผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ผู้ว่าฯ อุบลราชธานี นายอำเภอที่มีพื้นที่ติดต่อกับชายแดนกัมพูชา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจะมอบถุงยังชีพแก่ราษฎร และในวันที่ 8 ก.พ. นายชวรัตน์จะประชุมร่วมกับผู้ว่าฯ สุรินทร์ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ผู้ว่าฯ สระแก้ว จากนั้น จะตรวจเยี่ยม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และเดินทางกลับ