ข่าว

ไฟสงครามโหมเผาหัวใจชาวภูมิซรอล

ไฟสงครามโหมเผาหัวใจชาวภูมิซรอล

07 ก.พ. 2554

ช่วงบ่ายวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ชาวบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ต่างสาละวนกับการจัดเตรียมอาหารไว้มื้อเย็นของวัน แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงปืน เสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว อากาศที่กำลังเริ่มหนาวเย็น กลับร้อนวูบ

สะเก็ดระเบิดแตกกระจายไปทั่วทุกทิศ ไฟเริ่มลุกไหม้บ้านเรือน ท่ามกลางความตื่นตระหนกของชาวบ้าน ที่แม้จะได้รับการแจ้งเตือนมาล่วงหน้าว่าให้ระวังอาจมีการปะทะกันของทหารทั้งสองประเทศ มีการซ้อมแผนอพยพกันมาหลายครั้ง แต่เมื่อถึงเวลาเกิดเหตุจริงต่างก็ทำอะไรไม่ถูก ทั้งเป็นห่วงชีวิต ทรัพย์สิน และสัตว์เลี้ยง   

 ชาวภูมิซรอลต่างเร่งจูงมือลูกหลาน วิ่งหนีเอาตัวรอด มุ่งหน้าสู่หลุมหลบภัยที่อยู่กลางหมู่บ้าน ขณะที่ครู นักเรียนซึ่งยังมีการเรียนการสอนอยู่ ก็วิ่งอพยพเข้าหลุมหลบภัยที่สร้างอยู่ภายในโรงเรียน

 "ทวี งามสุด" หญิงชาวบ้านภูมิซรอล เล่าว่า ช่วงเวลานั้นกำลังนั่งทำหญ้าคา ได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดรู้สึกตกใจอย่างมาก แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติหรือทำอะไร มีกระสุนตกใส่หลังคาบ้าน สะเก็ดระเบิดกระจายไปทั่ว หลายชิ้นพุ่งเฉียดข้ามหัวทะลุกำแพงบ้านไปตกใส่ที่นอนจนไฟลุกไหม้ ด้วยความเป็นห่วงทรัพย์สิน จึงวิ่งเข้าไปลากที่นอนออกมาจากบ้าน เพื่อไม่ให้ไฟลุกลาม ก่อนที่จะวิ่งไปหาหลุมหลบภัยที่อยู่กลางหมู่บ้านห่างไปประมาณ 40 เมตร เมื่อมาถึงเห็นชาวบ้านต่างกรูกันมาที่หลุมหลบภัยด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเช่นกัน ลูกเด็กเล็กแดงร้องไห้จ้าละหวั่น คนเฒ่าคนแก่ถูลู่ถูกังกันมา รอจนเสียงปืนสงบ ทุกคนจึงออกจากหลุมหลบภัยมาสำรวจความเสียหาย

 "หลายคนเป็นลมล้มพับไป เมื่อเห็นบ้านตัวเองกำลังถูกไฟเผา แสงเพลิงแดงฉานไปทั่ว บ้านฉันก็ถูกไฟไหม้หลังคา คนที่เสียชีวิตก็อยู่บ้านติดกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากที่สุด แม้แต่ช่วงที่กัมพูชาแยกออกเป็น 3 ฝ่ายต่อสู้รบกันก็ไม่รุนแรงเหมือนครั้งนี้ เขาไม่ได้ยิงกระสุนปืนใหญ่ถล่มบ้านเรือนประชาชนเลย แต่ครั้งนี้กระสุนและระเบิดกลับพุ่งเป้าสู่ประชาชนตาดำๆ" นางทวีกล่าว

  ความรู้สึกสูญเสีย ตกใจ สิ้นหวัง เกิดขึ้นกับชาวภูมิซรอลทุกครอบครัว แม้แต่ "สัมฤทธิ์ แสนประดับ" ชาวบ้านที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าคนอื่น บ้านถูกไฟเผาจนหมด ทรัพย์สินวอดไปในกองเพลิง ที่สำคัญข้าวเปลือกนับสิบกระสอบจากน้ำพักน้ำแรงคนในครอบครัว ช่วยกันทำนาเก็บข้าวไว้กิน ก็ถูกไฟเผาเรียบ

 สัมฤทธิ์ เล่าว่า ครอบครัวยากจน หาเช้ากินค่ำ เมื่อหมดฤดูทำนาก็ต้องอพยพไปขายแรงงาน ช่วงหลังปีใหม่ได้เดินทางไปหางานทำในกรุงเทพฯ พร้อมกับสามี เขาได้งานกรรมกรแบกหามในบริษัทส่งสินค้า ส่วนตนได้ไปสมัครงานแม่บ้านไว้ แต่ยังไม่มีที่ไหนเรียกเข้าไปทำงาน ก็ทราบข่าวว่า มีการปะทะกันของทหารกัมพูชาและทหารไทย ระหว่างนั้นได้รับการติดต่อจากพ่อและญาติๆ ทางบ้านว่า บ้านถูกกระสุนปืนใหญ่ของทหารกัมพูชายิงถล่มตกใส่บ้านเกิดไฟลุกไหม้เผาวอดหมดทั้งหลัง ถึงกับตกใจมากทำอะไรไม่ถูก น้ำตาไหลออกมา รีบไปสถานีขนส่งตีตั๋วเดินทางกลับบ้านทันที ระหว่างอยู่บนรถคิดตลอดทางภาวนาว่าขอให้ทุกคนปลอดภัย อย่าให้ทรัพย์สินเสียหายมาก

 แต่ทันทีที่ถึงหมู่บ้าน เหลือบสายตามองดูบ้าน เห็นเหลือแต่เสา ส่วนอื่นดำไหม้เป็นตอตะโก ควันไฟยังคุกรุ่นอยู่ ถึงกับเข่าอ่อนเกือบเป็นลม น้ำตาไหลพรากออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย มันบีบอยู่ในหัวใจ เพราะบ้านหลังนี้ไช้เงินที่หามาทั้งชีวิตรวบรวมได้กว่า 2  แสนบาทสร้างขึ้นมา กลับถูกไฟสงครามเผาไม่เหลือแม้แต่จานชามสักใบ

 " ที่สำคัญข้าวเปลือกหลายสิบกระสอบในยุ้งฉางที่ติดกับบ้านก็ถูกไฟเผาจนวอดหมด บางส่วนถูกแรงระเบิดจากกระสุนปืนใหญ่กระจายอยู่เต็มพื้นบ้านที่ไฟลุกลามไปไม่ถึง รู้สึกหมดหวังท้อแท้ ไม่เหลืออะไรแล้วในชีวิต และไม่รู้อนาคตจะทำอย่างไรต่อไปดี" สัมฤทธิ์กล่าวทั้งน้ำตา

 ความสูญเสียไม่ใช่เกิดกับชาวบ้านภูมิซรอลเท่านั้น แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ปลิดชีวิต ส.อ.วุธชรินทร์ ชาติคำดี หัวหน้าชุดยิง ร.16 พัน.2 ค่ายบดินทร์เดชา จ.ยโสธร หน่วยเฉพาะกิจที่มาปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนเขาพระวิหาร ที่ถูกซุ่มยิงภูมะเขือในการปะทะรอบ 2 ช่วงเช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์

 "น้องแอน " สุปราณี มาตเนตร ชาวยโสธร แฟนสาววัย 20 ปีของ ส.อ.วุธชรินทร์ เล่าทั้งน้ำตาว่า วันที่ 23 พฤษภาคมนี้ จะครบ 3 ปีที่สองคนคบกัน และได้คุยกันว่าจะแต่งงานกัน เตรียมไว้ว่าพ่อเขาจะมาสู่ขอในเดือนหน้า จากนั้นจะช่วยกันทำงานหาเงินเก็บไว้แต่งงาน ไม่เคยทำใจไว้ก่อนว่าจะมีวันนี้ วันที่ไม่มีพี่เขาอีกแล้ว มันกะทันหันเกินไป

 น้องแอน เล่าว่า วันที่ 4 กุมภาพันธ์ แฟนหนุ่มได้โทรศัพท์มาพูดคุยตามปกติ แต่ครั้งนี้ระหว่างการสอบถามสารทุกข์สุกดิบ เขาบอกว่า “พี่รักแอนนะ ต้องวางสายก่อนมีภารกิจเร่งด่วน” แล้วนัดว่าจะโทรมาใหม่เวลา 22.00 น.

 เมื่อถึงเวลา "แอน" พยายามโทรหาแฟนหนุ่มตามนัด แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พยายามติดต่ออีกแต่ติดต่อไม่ได้ กระทั่งตอนสายแม่โทรมาบอกว่าให้ทำใจดีๆ พี่เขาไปจากพวกเราแล้ว

 "คำพูดของแม่ก้องในหัวตลอดว่า พี่เขาจากพวกเราไปแล้ว สลับกับคำพูดที่พี่เขาเพิ่งบอกก่อนวางสายว่า พี่รักแอนนะ มันก้องสลับกันไปมา สับสนไปหมด ทำอะไรไม่ถูก ตอนนี้ไม่มีคำพูดอะไร มันตันไปหมด พูดไม่ออก เสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น อยากให้เหตุการณ์สงบ อยากให้คนไทยปรองดองกัน อยากให้สองประเทศปรองดองกัน จะได้ไม่ต้องเกิดความสูญเสียขึ้นอีก" แอนเล่าทั้งน้ำตาที่ไหลพรากไม่หยุด

สมโภชน์ สมบัติ
 มนูญ มุ่งชู