
เร่งเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มแก้ขาดแคลนปั้นทำเลทองภาคกลางนำร่องทุ่งรังสิต
สถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มที่ยังพุ่งสูงต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับปัญหาปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอ จนทำให้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์จากประเทศมาเลเซีย 3 หมื่นตันในรอบแรก และเพิ่งอนุมัติให้นำเข้าอีก 1.2 แสนตันในรอบสอง
โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันขยับสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดลดลงประมาณ 30% ประกอบกับในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โรงงานแปรรูปปาล์มน้ำมันกว่า 60% ได้ขยายกำลังการผลิตรองรับพื้นที่การปลูกปาล์มและความต้องการบริโภคในประเทศ ทำให้ความต้องการวัตถุดิบเพิ่มขึ้นตาม
นอกจากนี้ เป็นผลมาจากนโยบายการส่งเสริมไบโอดีเซลของภาครัฐ ทำให้ในหลายพื้นที่หันไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตไบโอดีเซลหรือบี 100 รวมแล้วกว่า 20 โรง ขณะที่ผลผลิตของปาล์มที่ไทยปลูกได้เองยังเพิ่มตามไม่ทัน แม้กระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งขยายพื้นที่ปลูกปาล์มอีก 2.5 ล้าน จากเดิมที่มี 3 ล้านไร่ ตามแผนยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมันใน 5 ปี (2551-2555) หรือทำให้ได้ปีละ 5 แสนไร่ แต่ปรากฏว่าขณะนี้ยังทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนหนึ่งที่ขยายพื้นที่เพาะปลูกได้ยากเนื่องจากการปลูกปาล์มทำได้แค่บางพื้นที่ ซึ่งต้องมีปริมาณน้ำเพียงพอและส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคายางดีทำให้เกษตรกรภาคใต้หันไปปลูกยางมากกว่า
ขยายพื้นที่เป้าหมายสู่ภาคกลาง
ก่อนหน้านี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นปาล์มน้ำมันให้ได้ปีละ 5 แสนไร่ โดยเร่งวิจัยหาพันธุ์ปาล์มที่ให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีมาทดลองปลูกและกำหนดพื้นที่เป้าหมายในภาคใต้และภาคตะวันออก ที่เป็นพื้นที่รกร้าง เสื่อมโทรม และมีดินเปรี้ยวอยู่มาก ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและพื้นที่ปลูกพืชชนิดอื่นโดยเฉพาะข้าว โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 23 จังหวัดครอบคลุมจังหวัดในภาคใต้เกือบทั้งหมด ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ ลงไป ภาคตะวันออก 7 จังหวัด ตั้งแต่ตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และภาคอีสานที่จังหวัดหนองคาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการปลูกปาล์มได้ขยายพื้นที่เป้าหมายอีก 4 จังหวัดให้ครอบคลุมจังหวัดในภาคกลางด้วย คือ สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครนายก รวมเป็น 27 จังหวัด ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนอกจากหนองคายที่เป็นพื้นที่เป้าหมายแล้วยังพบว่ามีเกษตรกรเริ่มหันมาปลูกปาล์มที่หนองคาย เลย และ อุบลราชธานี มากขึ้นหลังจากที่เห็นว่าปาล์มราคาดี รวมกว่า 6 หมื่นไร่ ทำให้กระทรวงเกษตรฯ ออกมาเตือนว่าปาล์มภาคอีสานถือว่าให้ผลผลิตน้อยหากเทียบกับปาล์มภาคใต้เพราะว่าน้ำไม่เพียงพอ และสภาพดินไม่เหมาะสมรวมทั้งต้องลงทุนสูงกว่า
สำหรับใน 4 จังหวัดภาคกลางที่ขยายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มนั้น จะเน้นเฉพาะสวนส้มร้าง โดยกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าจะไม่ไปแย่งพื้นที่นาข้าวอย่างเด็ดขาด เพราะข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ 1 ของไทยที่ต้องสงวนที่นาเอาไว้ ซึ่งจากการทดลองปลูกปาล์มบริเวณสวมส้มร้างรังสิต จ.ปทุมธานี ที่ทิ้งไว้นานนับสิบปีกว่าแสนไร่พบว่า เป็นพื้นที่ไม่เหมาะปลูกข้าวหรือพืชเกษตรเนื่องจากดินเปรี้ยว แต่จากการพัฒนาปรับสภาพดินและทดลองปลูกปาล์มมากว่า 6 ปีพบว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดี
นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า สวนส้มร้างรังสิตมีศักยภาพในการปลูกปาล์มน้ำมัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีระบบชลประทานที่ดี ให้ผลผลิตไม่แพ้ภาคใต้ จึงน่าจะพัฒนาเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางได้
“ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ชอบน้ำ ต้องใช้น้ำถึงวันละ 200 ลิตรต่อต้น การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มในบริเวณทุ่งรังสิต จึงน่าจะเป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่ซับน้ำในฤดูน้ำหลากเพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ได้ด้วย”
ขณะนี้มีเกษตรกรที่สนใจทดลองปลูกปาล์มบริเวณนี้แล้วกว่าหมื่นไร่ ถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่รกร้างกว่า 2 แสนไร่ ส่วนหนึ่งเกษตรกรอาจไม่มั่นใจว่าจะได้ผลผลิตดี หรือมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีเงินลงทุน เนื่องจากสวนส้มร้างดังกล่าวส่วนใหญ่ยังมีภาระหนี้สินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จึงต้องดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมมือกันเพื่อก้าวไปสู่การขยายพื้นที่บริเวณนี้ให้เป็นสวมปาล์ม โดยเฟสแรกตั้งเป้าไว้ 5 หมื่นไร่ก่อน หลังจากนั้น 3 ปีหากได้ผลดีก็จะผลักดันขยายให้เต็มพื้นที่
ดันตั้งศูนย์พัฒนาปาล์มทั้งระบบ
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันผลักดันการปลูกปาล์มในพื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะทุ่งรังสิต โดยบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาอาสาจัดตั้งศูนย์ศึกษาและพัฒนาพื้นที่สวนส้มร้างทุ่งรังสิตเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ธ.ก.ส. โดยบางจากจะลงทุนและบริหารจัดการแปลงปลูกปาล์มต้นแบบในศูนย์ดังกล่าวพื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ ซึ่งเช่าต่อมาจาก ธ.ก.ส. ในอัตราไร่ละ 500 บาท เนื่องจากเป็นที่ดินของเกษตรกรที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ธ.ก.ส. แล้ว และ ธ.ก.ส.ก็ยินดีจะให้ความร่วมมือนำที่ดินไปใช้ประโยชน์
สำหรับศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่ตั้งแต่ศึกษาวิจัย เพาะพันธุ์ ทดลองปลูก การพัฒนาระบบน้ำ การใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว กระบวนการผลิตเป็นไปโอดีเซล เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจเข้ามาศึกษาและยังแจกจ่ายพันธุ์ให้เกษตรกรที่สนใจลงทุนทำสวนปาล์มด้วย โดยมีกระทรวงเกษตรฯ เข้ามาให้ความรู้และสนับสนุนเรื่องกล้าพันธุ์
นายเฉลิมพรกล่าวว่า ปาล์มเป็นพืชอุตสาหกรรมยืนยาว จึงต้องมีการศึกษาอย่างจริงจัง และทุ่งรังสิตเป็นพื้นที่ภาคกลางขนาดใหญ่จึงมีความเหมาะสมที่สุด โดยมีทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงพลังงานเข้ามาร่วมศึกษาพัฒนา มีธ.ก.ส.เข้ามาสนับสนุนเงินทุน และมีบางจากเข้ามาลงทุนและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทั้งหมด เชื่อว่าในอนาคตน่าจะช่วยพลิกฟื้นฐานะของเกษตรกรที่ล้มละลายจากสวนส้มให้กลับมาประกอบอาชีพได้อีกครั้ง
“ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามาทดลองปลูกปาล์มบริเวณทุ่งรังสิตเริ่มจากการปรับปรุงบำรุงดินก่อนเพราะเป็นดินเปรี้ยว แต่ดินซึมซับน้ำได้ดีทำให้ได้ผลผลิตออกมาใกล้เคียงกับภาคใต้ ในระยะยาวจึงมองว่าเป็นทำเลทอง ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรเริ่มสนใจปลูกแล้วกว่าหมื่นไร่”
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากฯ กล่าวว่า ถือเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์ม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีราคาดีและยังช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกตามนโยบายของรัฐบาล การเลือกตั้งศูนย์บริเวณนี้เนื่องจากบางจากมีศูนย์ผลิตไบโอดีเซลที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่แล้วทำให้สะดวกในการขนย้ายผลผลิตที่รับซื้อจากเกษตรกร เพราะเดิมโรงงานผลิตไบโอดีเซลต้องใช้ผลผลิตปาล์มจากภาคใต้ หากในภาคกลางคือปทุมธานี นครนายก สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา รวมพื้นที่กว่า 2 แสนไร่ที่เป็นสวนส้มร้างหันมาปลูกปาล์มทั้งหมด บางจากก็จะรับซื้อผลผลิตทั้ง 100% ตามราคาตลาด
ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตให้ได้ 4 แสนลิตรต่อวันและต้องใช้ปาล์ม 4 แสนตันต่อปี รวมทั้งในอนาคตยังมีแผนลงทุนสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มอีกประมาณ 350 ล้านบาท หากมีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มในปริมาณมากพอ เพื่อรองรับการเปลี่ยนมาใช้ไบโอดีเซล บี 5 เกรดเดียวทั่วประเทศและยังเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย
สำหรับแนวทางการส่งเสริมให้เกษตรกรเจ้าของพื้นที่หันมาปลูกปาล์มมีทั้งการอบรมให้ความรู้เพื่อให้เกษตรกรไปลงทุนทำเอง หรือหากไม่อยากทำเองก็ให้บางจากเช่าพื้นที่เพาะปลูกแทนได้ หรือหากอยากปลูกแต่ไม่พร้อม เพราะเป็นหนี้ ธ.ก.ส. อยู่ก็ให้บางจากลงทุนปลูกให้ก่อน 12 ปีระหว่างนี้บางจากจะเก็บเกี่ยวผลผลิตและรับความเสี่ยงทั้งหมดเอง แต่หลังจากนี้จะคืนสิทธิให้เจ้าของที่ดินได้เก็บเกี่ยวผลผลิตขายเอง ซึ่งจะมีอายุการเก็บเกี่ยวถึง 25-30 ปี แนวทางที่เสนอแนะนั้นขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเกษตรกร
ขณะที่ ธ.ก.ส.ก็พร้อมจะสนับสนุนด้านเงินทุนโดยนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ส่วนใหญ่เกษตรกรใน 4 จังหวัดภาคกลางที่ทิ้งสวนส้มรกร้างจะเป็นลูกค้าของธนาคารประมาณ 1.5 แสนไร่ หรือกว่า 6,000 ราย คิดเป็นหนี้คงค้าง 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้เสียทั้งหมดเพราะไม่ได้จ่ายหนี้มานานเกินกว่า 5 ปีแล้ว
“หากเกษตรกรต้องการหันมาปลูกปาล์ม ธนาคารก็พร้อมจะดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ แฮร์คัดทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นบางส่วนเพื่อให้มีกำลังใจ พร้อมทั้งให้สินเชื่อสำหรับการเพาะปลูกใหม่ 1.5 หมื่นบาทต่อไร่ โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะให้การสนับสนุนด้านกล้าพันธุ์ ซึ่งภายใน 3-4 ปีก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก็น่าจะช่วยให้เกษตรกรพลิกฟื้นกลับมามีรายได้และแก้ปัญหาหนี้สินและมีอาชีพที่มั่นคงในระยะยาวได้”



