ข่าว

พันธมิตรจุดไฟฟืนเปียก

พันธมิตรจุดไฟฟืนเปียก

07 ก.พ. 2554

ความเคลื่อนไหวของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่อยู่ใต้ร่มเงาพรรคการเมืองใหม่วันนี้ มีนัยสำคัญที่แตกต่างจากการเคลื่อนไหวโค่นล้มระบอบทักษิณ ก่อนหน้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เพียงจำนวนไพร่พลที่ลดน้อยถอยลงอย่างน่าใจหายเท่านั้น หากเมื่อแกนนำยก

 ด้วยถ้อยคำเลือดเดือดในระนาบเดียวกับที่เคยใช้กับทักษิณ ชินวัตร สมัคร, สุนทรเวช รวมทั้งสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มวลชนก็เริ่มถอยห่าง และดูเหมือนสร้างแนวร่วมมุมกลับให้แก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมากขึ้นด้วย ที่เป็นเช่นนี้ หาใช่เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์ดำเนินนโยบายไทย-เขมรถูกต้องเหมาะสมแล้วไม่ แต่เพราะต้นทุนความเป็นอภิสิทธิ์ที่แตกต่างจากทักษิณ ชินวัตร และบรรดานอมินีของเขานั่นเอง ถ้อยคำของอภิสิทธิ์เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ จึงเชิญชวนให้คล้อยตามอย่างยิ่ง

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความแปลกใจที่พันธมิตรเคลื่อนไหวกดดันเขา ทั้งที่จุดยืนและท่าทีของรัฐบาลก็เป็นไปในแนวทางเดียวกับพันธมิตร นั่นคือปกป้องอธิปไตยของชาติ เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารสองฝ่ายเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นคำยืนยันว่ารัฐบาลมิได้เพิกเฉย นายอภิสิทธิ์ฝากคำถึงพันธมิตรว่า ไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นการเมือง และขอให้ประชาชนฟังข้อมูลจากทั้งฝ่ายรัฐบาล และพันธมิตร นำมาประมวลความเชื่อ นี่นับว่าเป็นทางที่เป็นประชาธิปไตย และเคารพในวิจารณญาณของคนอื่น แน่นอนว่า ความรักชาตินั้นเป็นสิ่งที่ดี การหวงแหนแผ่นดินเกิดยิ่งเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน แต่ถ้ารักจนถึงคลั่งชาติ ไม่ฟังเหตุผลคนอื่น เอาแต่เหตุผล ข้อมูลของหมู่คณะตนแต่ฝ่ายเดียว ก็มีแต่หายนะเท่านั้น

 หาใช่ว่ากลุ่มคนที่เรียกกันว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเป็นตะเกียงที่ไร้น้ำมันเสียทีเดียว อย่างน้อยการรวมตัวกันเป็น “สารตั้งต้น” สร้างกระแสกดดันจนกระทั่งระบอบทักษิณ และเครือข่ายของเขาล้มลง แม้จะไม่ถึงขนาดขุดรากถอนโคนจนสิ้นซาก ก็นับเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงของประเทศนี้ และแม้จนกระทั่งการเคลื่อนไหว คัดค้านไม่เห็นด้วยในนโยบายด้านความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของพันธมิตร หากแต่ท่าทีในการแสดงออก การผูกขาดความรักชาติ และพยายามสถาปนาบทบาทความเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้อง ดีงามในสังคมเสียแต่ฝ่ายเดียว นี่กลับจะเป็นสนิมกัดกร่อนเนื้อในของเครือข่ายพันธมิตรเอง

 พันธมิตรเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะลาออกในทันที ดุจเดียวกับการยื่นเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1.ให้รัฐบาลยกเลิก เอ็มโอยู 2543 ๒.ให้ถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก และ 3.ผลักดันทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ทับซ้อน โดยต้องปฎิบัติตามในลักษณะเคร่งครัดฉับพลันทันใด คำถามก็คือ พันธมิตรเป็นใคร? มีฐานะทางสังคมแตกต่างหรือเหมือนกับกลุ่มอำนาจและผลประโยชน์กลุ่มอื่นๆ ในสังคมนี้หรือไม่ ยกเว้นแต่ว่า พันธมิตรจะเลือกมิติของความเป็นพรรคการเมืองเข้ามาต่อสู้กันตามกติกาประชาธิปไตย นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง น่าสนใจในคำเรียกร้องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้ฟังความรอบด้าน เพราะเมื่อฟังความรอบด้าน และใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบถี่ถ้วนแล้ว ความเคลื่อนไหวของพันธมิตรก็เป็นเพียงเกมการเมืองพื้นๆ เกมหนึ่งเท่านั้นเอง