
พันธมิตรกระชับพื้นที่"อภิสิทธิ์"
การแถลงข่าวนัดชุมนุมของ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" นำโดย "พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" แกนนำพันธมิตร "ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์" โฆษกพันธมิตร และ "ประพันธ์ คูณมี" โฆษกการชุมนุมรวมพลังปกป้องแผ่นดิน เตรียมนัดรวมพลครั้งใหญ่ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ ที่บริเวณส
ถือเป็นยกระดับการชุมนุมครั้งใหญ่ เพื่อขับไล่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากบริหารราชการล้มเหลว แต่เป้าหมายของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ "จำลอง" ยังไม่ยอมเปิดเผยว่าจะเคลื่อนพลไปยังจุดไหนหรือสถานที่แห่งใด
สำหรับสถานที่เป้าหมายที่จะเคลื่อนไปนั้น ทางแกนนำพันธมิตรจะประกาศให้ผู้ชุมนุมรู้พร้อมกันในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 น. "ปานเทพ" เปิดเผยว่า สถานที่ที่จะเดินทางไปทางแกนนำหวังจะทำให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายการชุมนุมที่จะให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพิจารณาตัวเอง
มีคำถามเกิดขึ้นทันทีทำไม "พันธมิตร" ต้องเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ และสถานที่เป้าหมายของการเคลื่อนไปรวมพลคือสถานที่แห่งใด และการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะเป็นเงื่อนไขสำคัญทำให้ "รัฐบาลอภิสิทธิ์" ต้องลาออกจากตำแหน่งหรือไม่
ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เป็นวันสำคัญทางการเมืองอย่างหนึ่งคือ เป็นวันประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 ในวาระ 3 ส่วนมาตรา 190 นัดพิจารณาวาระ 3 ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554
ดังนั้นสถานที่เป้าหมายการเคลื่อนพลของ "พันธมิตร" ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ "ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา"
การประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ต้องมีเสียงสมาชิกรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิก ซึ่งขณะนี้มี ส.ส. 475 คน ส่วน ส.ว.มี 150 คน รวมสมาชิกรัฐสภา 625 คน เกินกึ่งหนึ่งคือ 314 คนขึ้นไป
ที่สำคัญขั้นตอนการลงมติวาระ 3 กฎหมายกำหนดให้ใช้วิธี "ขานชื่อ" และลงคะแนนโดยเปิดเผยต้องใช้เวลาในการพิจารณานาน
หาก "พันธมิตร" มีเป้าหมายการนัดรวมพลอยู่ที่รัฐสภา เชื่อว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 ในวาระ 3 ย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ส่วนจะถึงขั้นปิดล้อมรัฐสภา เพื่อไม่ให้มีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 เกี่ยวกับที่มา ส.ส.วาระ 3 หรือไม่คงต้องติดตามดู
เพราะหากเป็นเช่นนั้นภาพการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ปิดล้อมรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ช่วงที่ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" อดีตนายกรัฐมนตรี จะแถลงนโยบายรัฐบาล จนเกิดเหตุการณ์บานปลายจากการสลายผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากอาจเป็นภาพที่เวียนกลับมาอีกครั้ง
การยกระดับการชุมนุมของพันธมิตรครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบการใช้ "อำนาจ" ของ "นายกฯ อภิสิทธิ์" โดยเฉพาะความเข้มข้นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่ปล่อยให้การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนแต่ละกลุ่มออกมา "ละเมิดสิทธิ" ของประชาชนทั่วไปโดยไม่มีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหา แถมโยนเรื่องให้ประชาชนกลับไปแก้ไขปัญหาเอาเอง
การเคลื่อนไหวของ "พันธมิตร" ในครั้งนี้ก็เช่นกันเป้าหมายหลักไม่ใช่อยู่ที่สถานที่ "ทำเนียบ" หรือ "รัฐสภา" เพราะทั้งสองแห่งแม้ว่าจะบุกยึดปักหลักได้แล้วก็ใช่แสดงว่าผู้ยึดจะ "มีอำนาจ" เพราะอำนาจทั้งหมดอยู่ที่ตัวบุคคลคือ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ดังนั้นจุดประสงค์หลักของพันธมิตรคือต้องการทำให้ "นายกฯ อภิสิทธิ์" พ้นจากอำนาจ หรือเสื่อมอำนาจ โดยพยายามลดความน่าเชื่อถือของการเป็น "ผู้นำประเทศ"
แต่คนหรือกลุ่มคนที่จะเปลี่ยนรัฐบาลได้ต้องเป็นคนมีดุลอำนาจ เช่น กองทัพ ส่วนพันธมิตร, ประชาชนไทยหัวใจรักชาติ และกลุ่มอื่นๆ เป็นเพียงกลุ่มกดดันทางการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่กลุ่มที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เป็นเพียงเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง
การเคลื่อนของ "พันธมิตร" ครั้งนี้มีจำนวนลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ที่เคยสนับสนุนพันธมิตรก็เป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเช่นกัน และการปราศรัยบนเวทีบางครั้งใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมทำให้ทำลายแนวร่วมบางส่วนไป
หากดูความสัมพันธ์ระหว่าง "กองทัพ" กับ "รัฐบาล" วันนี้กองทัพกับรัฐบาลเดินไปด้วยกัน แต่เป้าหมายต่างกัน!
เป้าหมายของ "กองทัพ" คือความอยู่รอดของสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ขณะที่เป้าหมายของ "รัฐบาล" คือการอยู่ในอำนาจต่อไป สถานการณ์ขณะนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่ารัฐบาลจะทำให้ชาติล่มจม แต่ตราบใดถ้ารัฐบาลทำให้ผู้นำในกองทัพรู้สึกว่ารัฐบาลเดินหน้าเพื่อรักษาอำนาจของตนเองต่อไป โดยไม่สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญเรื่องเอกราชของชาติ, การทุจริตคอรัปชั่น และความแตกแยกของคนในชาติ ก็อาจมีการทบทวนท่าทีต่อรัฐบาลใหม่ก็เป็นได้
แม้ว่า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผู้บัญชาการทหารบก มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รมว.กลาโหม และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แต่ก็แยกแยะระหว่างเรื่องชาติบ้านเมือง กับเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว
ดังนั้นต้องจับตาดูการยกระดับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ จะเกิดเหตุการณ์บานปลายหรือไม่ แต่เชื่อว่าตราบใด "รัฐบาล" กับ "กองทัพ" ยังเดินไปด้วยกันภายใต้เงื่อนไขและเป้าหมายของ "กองทัพ" ก็น่าจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้อีกนาน
สมถวิล เทพสวัสดิ์



