ข่าว

 ฉันค้นคว้าหาคำตอบ

ฉันค้นคว้าหาคำตอบ

06 ก.พ. 2554

สัปดาห์ที่แล้ว ได้รับอีเมลจากผู้อ่าน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” สอบถามเรื่องการผ่อนบ้าน ซึ่งจริงๆ ดิฉันได้ตอบผ่านอีเมลเป็นการส่วนตัวไปแล้ว แต่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านท่านอื่น จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้ได้อ่านผ่านคอลัมน์ในวันนี้อีกครั้ง

 คุณผู้อ่านท่านนี้ ชื่อคุณขวัญตาค่ะ ปัจจุบันนี้คุณขวัญตามีภาระส่งบ้าน ซึ่งธนาคารกำหนดให้ผ่อนเดือนละ 10,600 บาท แต่เธอส่งเดือนละ 15,000 บาท คำถามคือ เงินส่วนที่ผ่อนเกินจากธนาคารกำหนด 4,400 บาทต่อเดือน จะเป็นการลดเงินต้นทั้งหมด โดยธนาคารไม่ได้คิดดอกเบี้ยจากเงินส่วน 4,400 บาทถูกต้องหรือไม่ และอีกคำถาม คือ คิดว่าควรจะเอาเงินที่มีในแต่ละเดือนมาส่งบ้านให้ได้มากที่สุด (ตัวเองไม่มีหนี้อื่นค่ะ นอกจากส่งบ้าน) หรือควรออม เช่น ซื้อกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ)

 เธอบอกว่า สับสนค่ะว่าจะจ่ายหนี้บ้านให้หมดเร็วที่สุด หรือควรออมมากน้อยแค่ไหน จึงจะมีอิสรภาพทางการเงินเร็วที่สุด

 ดิฉันตอบตามข้อเท็จจริงว่า คุณขวัญตาเข้าใจถูกต้องแล้วว่า ค่างวดที่ผ่อนชำระเพิ่มเดือนละ 4,400 บาทนั้น จะถูกตัดเป็นเงินต้นทั้งจำนวน

 ส่วนที่ถามว่า จะชำระหนี้ให้หมดเร็วที่สุดดี หรือจะไปลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ หรืออาร์เอ็มเอฟนั้น ต้องพิจารณารายได้ในแต่ละเดือนของคุณขวัญตาด้วย เพราะการผ่อนชำระค่าบ้านเดือนละ 15,000 บาท ถ้าไม่ทำให้มาตรฐานการใช้ชีวิตที่มีความสุขของคุณขวัญตาเปลี่ยนแปลงไป ดิฉันว่า ก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มค่างวด ซึ่งจะกลายเป็นการกดดันตัวเองมากเกินไป

 ส่วนของเงินที่เหลือจากการผ่อนบ้าน หากต้องการนำไปลงทุน ต้องเข้าใจก่อนว่า แอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ เป็นกองทุนที่เน้นเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งหากในแต่ละปีคุณขวัญตามีค่าใช้จ่ายอื่นในการหักภาษีเพียงพออยู่แล้ว และไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุน แต่ถ้าคุณขวัญตามีภาระต้องเสียภาษี ก็สามารถลงทุนได้

 จริงๆ แล้ว กรณีของคุณขวัญตา ระหว่างการชำระหนี้ให้หมดเร็วๆ กับการลงทุนหรือการออม ควรบาลานซ์ทั้ง 2 ฝั่ง หนี้ของคุณขวัญตาที่ปัจจุบันผ่อนชำระมากกว่าที่แบงก์กำหนด ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนเงินที่เหลือ บางส่วนเก็บไว้เป็นเงินออม เพราะบางทีอาจมีเงินฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็อาจจะนำไปลงทุน ถ้ามีภาระภาษีก็ลงทุนแอลทีเอฟหรืออาร์เอ็มเอฟ แต่ถ้าไม่เสียภาษี ก็สามารถลงทุนในกองทุนเปิดที่มีนโยบายลงทุนตามที่เราต้องการ ซึ่งเรื่องนี้ขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ได้เลย

 ดิฉันมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่า การทำควบคู่กันไปแบบนี้ ทั้งผ่อนชำระหนี้ ออมและลงทุน โดยไม่กดดันตัวเองมากเกินไป แล้วใช้ชีวิตให้มีความสุขไปด้วย น่าจะดีที่สุด

 ระหว่างที่ให้คำแนะนำกับคุณขวัญตา ดิฉันก็ทำตัวเสมือนว่า เป็นผู้มีฐานะ คอยสอดส่อง ซอกแซกหาที่พำนักเงินก้อนน้อยๆ ด้วยเห็นว่า บรรดาธนาคารพาณิชย์กำลังออกโปรโมชั่นเงินฝาก เพื่อระดมเงินกันขนานใหญ่ ซึ่งเท่าที่เห็นก็มีอยู่ 3 ธนาคารที่ได้รับความนิยม นั่นคือ เงินฝากประจำได้กับได้ ของธนาคารไทยพาณิชย์ กรุงไทยอั่งเปา ของธนาคารกรุงไทย และ เงินฝากดอกเบี้ยสวยเลือกได้ ของธนาคารกสิกรไทย

 แต่ละแบงก์ต่างให้ดอกเบี้ยเป็นขั้นบันไดจนผู้ฝากลายตาและตาลาย งงว่าผลตอบแทนเฉลี่ยจริงๆ แล้วอยู่ประมาณไหน วันนี้จึงขออนุญาตแยกแยะให้พิจารณาค่ะ ซึ่งขอบอกว่า ระหว่างทางจะยังไงไม่ทราบ แต่ปลายทางแล้ว แทบไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย

 เริ่มจาก เงินฝากประจำได้กับได้ ของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มีระยะเวลาฝาก 15 เดือน เดือนที่ 1-5 ดอกเบี้ย 1.25% ต่อปี เดือนที่ 6-10 ดอกเบี้ย 2.25% ต่อปี และ เดือนที่ 11-15 รับอัตราดอกเบี้ย 4.25% ต่อปี ฝากขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 10,000 บาท จนถึง 15 มีนาคม 2554 ซึ่งเบ็ดเสร็จแล้ว แคมเปญนี้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 2.58% หักภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 15% เท่ากับผลตอบแทนสุทธิอยู่ที่ 2.19% ต่อปี

 ขณะที่ เงินฝาก “กรุงไทยอั่งเปา” อายุ 18 เดือน รับฝากตั้งแต่วันที่ 1-15 ก.พ. ให้อัตราดอกเบี้ยขั้นบันได โดยเดือนแรกให้ดอกเบี้ย 10% ต่อปี เดือนที่ 2-18 เดือนเท่ากับ 2.20% ต่อปี ฝากขั้นต่ำ 10,000 บาท เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 2.63% ต่อปี ถ้าหักดอกเบี้ยเงินฝาก 15% ก็จะอยู่ที่ 2.24% ต่อปี

และ เงินฝากดอกเบี้ยสวยเลือกได้ ของธนาคารกสิกรไทย เป็นเงินฝากประจำ 14 เดือน วงเงินฝากขั้นต่ำ 10,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดทุกๆ 3 เดือน โดยเดือนที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 1.25% ต่อปี เดือนที่ 4-6 อัตราดอกเบี้ย 1.75% ต่อปี เดือนที่ 7-9 อัตราดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี เดือนที่ 10-12 อัตราดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี และเดือนที่ 13-14 อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี เฉลี่ยออกมาแล้วดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.57% ต่อปี หักภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 15% เท่ากับดอกเบี้ยสุทธิ 2.18% ต่อปี

 คราวนี้ลองจับมาเรียงใหม่ เทียบเคียงกันช็อตต่อช็อต จะพบว่า แบงก์กสิกรไทย ฝากสั้นสุด 14 เดือน ดอกเบี้ยสุทธิ 2.18% ต่อปี แบงก์ไทยพาณิชย์ ฝาก 15 เดือน ดอกเบี้ยสุทธิ 2.19% และแบงก์กรุงไทย ฝากยาวสุด 18 เดือน ดอกเบี้ย 2.24% มากกว่าแบงก์กสิกรไทยอยู่ 0.06% และมากกว่าไทยพาณิชย์ 0.05% ต่อปี

 เทียบให้เห็นเป็นตัวเงิน สำหรับเงินฝาก 100,000 บาท ฝากกสิกรไทยได้ดอกเบี้ย 2,180 บาท ไทยพาณิชย์ดอกเบี้ย 2,190 บาท และกรุงไทย ได้ดอกเบี้ย 2,240 บาท มากกว่ากสิกรปีละ 60 บาทต่อเงินฝาก 1 แสนบาท และมากกว่าไทยพาณิชย์ปีละ 50 บาทต่อเงินฝาก 1 แสนบาท หมายความว่า หากฝากเงินหลักล้าน ดอกเบี้ยก็มากกว่ากันแค่ 500-600 บาทต่อปี ขณะที่ไทยพาณิชย์มากกว่ากสิกรแค่ปีละ 100 บาทต่อเงินฝาก 1 ล้านบาท

 นี่แหละค่ะ ที่บอกว่า “ฉันค้นคว้าหาคำตอบ”...พากเพียรเพื่อให้รู้ว่า ฝาก 1 ล้านบาท ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยต่างกัน 100, 500 และ 600 บาท แล้วฝากหลักหมื่นบาทอย่างดิฉัน จะซัดส่ายไปทำไม !!