ข่าว

มาร์ควอนไทยสามัคคีให้กำลังใจทหาร

มาร์ควอนไทยสามัคคีให้กำลังใจทหาร

06 ก.พ. 2554

นายกรับมนตรีย้ำเสียใจเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ยืนยันรักษาอธิปไตยลั่นหากคิดที่จะทำให้ไทยเสียอธิปไตยไม่ใช่แค่ขับไล่ออกจากรัฐบาลต้องไล่ออกนอกประเทศด้วย พร้อมเรียกร้องทุกฝ่ายสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพ ถูกชายสูงอายุตะโกนขับไล่ ระหว่างเป็นประธานเป

(6ก.พ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์ เช้านี้ถึงเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร ทั้งภูมะเขือ ผามออีแดง และพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษ นะครับ ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบ และมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อยากจะเรียนโดยสรุปอย่างนี้นะครับว่า ตามที่ท่านผู้บัญชาการทหารบกก็ดี ทางโฆษกกองทัพบกก็ดีได้ลำดับเหตุการณ์แถลงข่าวให้กับพี่น้องประชาชนนั้น ผมคิดว่าค่อนข้างสมบูรณ์ครับ

ประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือว่า เมื่อมีการยิงโจมตีเข้ามาในบริเวณที่เป็นดินแดนของไทย ทางฝ่ายไทยนั้นก็มีความจำเป็นในการที่จะปกป้องอธิปไตย และมีการยิงตอบโต้ ซึ่งการยิงตอบโต้ของฝ่ายไทยนั้นเป็นการยิงตอบโต้ไปยังที่หมายที่เป็นการทหารทั้งสิ้น พูดง่าย ๆ ก็คือว่ายิงมาจากตรงไหนเราก็ตอบโต้ไปตรงนั้นครับ และนั่นก็เป็นนโยบายซึ่งทางรัฐบาลได้มอบ และทางกองทัพได้นำไปปฏิบัติด้วยความเห็นที่สอดคล้องต้องกันครับว่า ในส่วนของประเทศไทยนั้นเราไม่เคยคิดที่จะไปรุกรานใครครับ แต่เมื่อใดก็ตามมีการล่วงล้ำละเมิดอธิปไตยของเรานั้น เราก็ต้องปกป้องอย่างถึงที่สุด เราก็รู้สึกเสียใจครับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของราษฎรไทย ในส่วนของทหารของไทย ขณะเดียวกันก็ขอยืนยันครับว่าการตอบโต้ของเรานั้นไม่เคยมีการตอบโต้ไปยังเป้าหมายที่เป็นเป้าหมายพลเรือนเลย   แม้ว่าวันนี้จะมีรายงานข่าวความสูญเสียที่เกิดขึ้นในฝั่งกัมพูชา อย่างที่พี่น้องประชาชนอาจจะรับทราบจากหนังสือพิมพ์ แต่ก็ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าประเทศไทยนั้นได้ดำเนินการตามหลักการของสากล และเคารพในกฎบัตรของสหประชาชาติ เรื่องนี้ทางกัมพูชาเองก็มีการออกแถลงการณ์นะครับ และเราก็ได้มีการออกแถลงการณ์เช่นเดียวกัน

ผมได้ให้ทางกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญคณะทูตในประเทศที่มีบทบาทมีความสำคัญทั้งในสหประชาชาติ ทั้งในส่วนของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งผมจะได้พูดในเรื่องนี้ต่อไป แล้วขณะเดียวกันก็จะได้มีการยืนยันข้อเท็จจริงทั้งหมดให้เห็นว่าประเทศไทยนั้นไม่ได้เป็นฝ่ายที่ไปรุกรานใครครับ แต่ว่ารักษาสิทธิ์ของตนเองในการปกป้องอธิปไตย และได้ดำเนินการตอบโต้ไปสมควรแก่เหตุการณ์เท่านั้น ซึ่งการทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น และขณะเดียวกันครับ ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ ในระหว่างทหารของทั้งสองฝ่าย ที่จะทำให้ขณะนี้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาในเรื่องของเขตแดน ชายแดนนั้น จะต้องดำเนินการด้วยสันติวิธี ซึ่งผมถือว่าเป็นแนวทางซึ่งถูกต้อง และจะเป็นประโยชน์ทั้งกับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว เป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนที่สุด

พี่น้องที่เคารพครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันนะครับว่ารัฐบาลไม่เคยละเลยต่อการทำหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย ก่อนหน้านี้มีบางฝ่ายไปพูดนะครับว่า รัฐบาลได้มีการไปดำเนินการถอนกำลังออกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เสมือนกับว่าจะปล่อยให้ทางกัมพูชาหรือใครก็ตามนี้รุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผลที่ออกมา ยืนยันได้อย่างชัดเจนนะครับว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น และทางรัฐบาลกับกองทัพมีความเป็นเอกภาพ และรัฐบาลสนับสนุนกองทัพในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ครับ ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งนะครับว่า ไม่มีกรณีใดหรอกครับที่รัฐบาลจะปล่อยให้เรื่องของการสูญเสียอธิปไตย สูญเสียดินแดน หรือการรุกล้ำนั้นเกิดขึ้นได้จริง และรัฐบาลได้รักษาสิทธิ์ของประเทศ และปกป้องอธิปไตยของเราตามแนวทางที่พึงจะกระทำ ในฐานะที่เป็นประเทศซึ่งอยู่ในประชาคมโลก และเคารพในเรื่องของกติกาของสากล

พี่น้องที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามนะครับ ขณะนี้ก็มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้วก็ได้มีการยกระดับโดยขณะนี้ก็บอกว่าเป้าหมายอยู่ที่การขับไล่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งความจริงแล้วผมต้องเรียนว่าไม่ได้แปลกใจนะครับต่อการประกาศที่เกิดขึ้นเมื่อค่ำคืนวานนี้ เพราะว่าก็คาดตั้งแต่ต้นครับว่าการยื่นเงื่อนไขต่าง ๆ และการประกาศที่จะไม่พูดคุยเจรจากับผมนี้ก็ต้องนำมาสู่สถานการณ์ของการประกาศยกระดับการชุมนุมเช่นนี้ แต่สิ่งที่อยากจะย้ำก็คือว่า ขณะนี้ขอให้พี่น้องประชาชนรับฟังข้อมูลทุกด้าน เปิดใจกว้างกันจริง ๆ ครับ เหมือนกับที่รัฐบาลก็เปิดใจกว้างมาโดยตลอดในการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มพันธมิตร จะเห็นได้ว่าการดำเนินการของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเขตแดน หรือคนของรัฐบาลที่เข้าไปเกี่ยวข้องนี้ พยายามที่จะรับฟังความห่วงใยของพันธมิตรมาโดยตลอด จะเป็นในการที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการในเรื่องของการดูแลบันทึกการประชุมของการเจรจาของ JBC ที่มีการตั้งที่ปรึกษาภาคประชาชนเข้าไป ให้เกิดการมีส่วนร่วม แม้กระทั่งกรณีของ 7 คนไทยที่ ส.ส. พนิช วิกิตเศรษฐ์ เข้าไปเพื่อที่จะไปดูปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับราษฎรในพื้นที่ ก็เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะฟังข้อมูลมาโดยตลอด

ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ข้อมูลที่มีการนำเสนอในการชุมนุมบนเวที หรือผ่านสื่อ ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากครับมีความเข้าใจว่ารัฐบาลนี้ไม่ยึดผลประโยชน์ของประเทศไทย ซึ่งผมก็ต้องขอเรียนนะครับว่าถ้าผมเชื่อข้อมูลเหล่านั้น ผมก็คงจะโกรธและผมก็คงจะมาไล่รัฐบาลเช่นเดียวกัน แต่ปัญหาก็คือว่าข้อมูลทั้งหลายที่มีการนำเสนอนั้นมีความคลาดเคลื่อน และผมก็ได้พยายามนะครับถึงขั้นเคยเปิดรายการโทรทัศน์ให้มานั่งพูดคุยกันเป็นชั่วโมง เพื่อที่จะนำสิ่งเหล่านี้มา อยากจะชี้ให้เห็นง่าย ๆ นะครับ ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของทางกลุ่มพันธมิตร เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ ที่มีการเรียกร้องอย่างไร และขณะเดียวกันก็ขอชี้แจงข้อเท็จจริงนะครับ เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนสับสนไขว้เขวครับ

เริ่มต้นจากเรื่องแรกครับ เรื่องของมรดกโลกครับ เรื่องของมรดกโลกต้องเข้าใจนะครับว่ารัฐบาลนี้ต้องเข้ามาตามแก้ปัญหาครับ เพราะว่าในช่วงหนึ่งขณะหนึ่งนี้ มีรัฐบาลที่ไปเซ็นข้อตกลงทำนองที่ว่ายินยอมให้ทางกัมพูชาสามารถที่จะไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารได้เพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าต่อมาศาลจะชี้นะครับว่าเป็นโมฆะ และรัฐบาลก็ได้แจ้งไปยังทางกัมพูชาว่า ประกาศหรือแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวใช้ไม่ได้ก็ตาม แต่ว่าเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามารับตำแหน่งนั้น การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในนามของกัมพูชานั้นได้ผ่านขั้นตอนของการขึ้นทะเบียนไป สิ่งที่รัฐบาลนี้ได้ทำตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาก็คือเดินหน้าในการคัดค้านครับ ว่าการขึ้นทะเบียนดังกล่าวมีความผิดปกติ ไม่สมบูรณ์ ที่สำคัญที่สุดครับ เมื่อมีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้วจะต้องมีการนำเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่บริเวณรอบ ๆ สิ่งที่เป็นมรดกโลก ซึ่งกรณีของปราสาทพระวิหารก็ชัดเจนครับว่าพื้นที่รอบ ๆ โดยเฉพาะที่อยู่บนเขานั้น เป็นพื้นที่ที่อยู่ด้านนี้ของสันปันน้ำ ซึ่งเป็นดินแดนของประเทศไทย รัฐบาลเดินหน้าคัดค้านมาเป็นเวลา 2 ปี แล้วก็ประสบความสำเร็จในการที่ทำให้กัมพูชายังไม่สามารถที่จะเสนอแผนบริหารดังกล่าว เพื่อให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมรดกโลกได้ แล้วเราก็ได้ประกาศชัดเจนว่าเราจะไม่ยินยอมให้มีคณะกรรมการ จะประกอบด้วยกี่ชาติก็แล้วแต่เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราถือว่าเป็นดินแดนของเรา นี่คือจุดยืนของรัฐบาลตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับในที่สุดแล้วนี้การจัดทำแผนที่ประกอบการบริหารพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ทางกัมพูชาก็ได้ยอมรับในเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลกว่าไม่สามารถที่จะจัดทำแผนที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่เป็นทิศเหนือกับทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหารได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าปัญหาในเรื่องของการจัดทำหลักเขตแดนตรงนี้ ยังไม่มีข้อยุติ ที่ยังไม่มีข้อยุติ กัมพูชาได้มาเซ็น MOU ปี 2543 และก็มีกลไกที่เราเรียกว่า JBC ทำหน้าที่ในการเจรจา ตรงนี้ละครับที่ผมอยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การมี MOU ตรงนี้เสมือนกับเป็นการมัด ผูกมัด ทางกัมพูชาไว้ครับว่า ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการในการที่จะให้มีการบริหารจัดการพื้นที่รอบ ๆ บริเวณปราสาทที่เป็นพื้นที่ ที่เราถือว่าเป็นดินแดนของเรา

ผมจึงมีความรู้สึกแปลกใจครับว่าข้อเรียกร้องของทางกลุ่มพันธมิตร ต้องการให้เราถอนตัวจากมรดกโลก และต้องการที่จะให้ยกเลิก MOU ทันทีนี้จะเป็นประโยชน์กับเราจริงหรือไม่ เพราะว่าสิ่งแรกก็อยากจะเรียนนะครับว่า 2 ปีที่ผ่านมา ผมและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมก็ดี ได้เดินสายชี้แจงบรรดาประเทศที่เป็นสมาชิกของมรดกโลก ให้เห็นถึงอันตรายของการที่จะเดินหน้าต่อ ในการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารในฐานะที่เป็นมรดกโลกของกัมพูชาฝ่ายเดียว และได้ย้ำตลอดครับว่า อันนี้นอกเหนือจากจะไม่ถูกต้องแล้ว ยังเป็นอันตรายเพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการปะทะกัน ต่อการทำให้เกิดความสูญเสีย และในที่สุดแทนที่ปราสาทพระวิหารจะเป็นสถานที่ที่พี่น้องประชาชนทั้ง 2 ประเทศ หรือประเทศอื่น ๆ ได้มาท่องเที่ยว ได้มาชื่นชมมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของมรดกโลก กลับกลายเป็นว่าจะทำให้เกิดปัญหาที่นำไปสู่เรื่องของการปะทะกัน และการปะทะกันในช่วงที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นจากปัจจัยตรงนี้มีส่วนอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าในส่วนของการดำเนินการของทั้ง 2 ฝ่ายก็มีความพยายามในการที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่ตามมุมมองของตนเอง ก็จึงเป็นที่มาของการปะทะ ซึ่งผมก็ได้ยืนยันนะครับว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่าเราเดินหน้าในการที่จะรักษาประโยชน์และปกป้องอธิปไตยของเรา

ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าการจะถอนตัวจากมรดกโลกขณะนี้ก็เท่ากับเราปล่อยให้บรรดาประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในมรดกโลกซึ่งมีมาก และประชาคมโลกฟังความจากกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว จะไม่เป็นประโยชน์เลยครับเพราะว่าถ้าไม่มีคนไปคัดค้าน เดินสายคัดค้านอย่างที่เราทำอยู่ในขณะนี้ ก็หมายความว่าต่อไปกัมพูชาก็จะได้รับความเห็นชอบในการที่เสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่บริเวณรอบปราสาท ถึงเวลานั้นก็จะมีชาติต่าง ๆ เข้ามายุ่งวุ่นวายในบริเวณนี้มากขึ้น แล้วก็ผลักให้คนเหล่านั้นกลับมาเป็นปฏิปักษ์กับประเทศไทย ผมจึงยอมไม่ได้ครับ ผมไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเลยในการที่จะบอกว่าเป็นสมาชิกมรดกโลกในขณะนี้ แต่ผมยอมไม่ได้เพราะผมไม่ต้องการที่จะทำให้เราเสียเปรียบมากยิ่งขึ้นในเรื่องที่เป็นดินแดนและอธิปไตยของเรา แต่แน่นอนครับถ้าในการประชุมมรดกโลกในเดือนมิถุนายนนี้ มีการดึงดันที่จะพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป เราก็มาพิจารณาทบทวนท่าทีของเราได้ แต่การถอนตัวในขณะนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์เลย ไม่ได้มีส่วนอะไรเลยที่จะทำให้เราได้เปรียบมากยิ่งขึ้น อันนี้ก็คือเป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะเรียน แล้วก็อยากจะย้ำครับว่ารัฐบาลนี้ก็เป็นรัฐบาลแรกที่เดินสายอย่างจริงจัง ในการชี้แจงกับมรดกโลกเพื่อปกป้องสิทธิและอธิปไตยของเรา แม้แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อ 2 วันก่อน ขณะนี้เราก็ได้ทำหนังสือถึงทางคณะกรรมการมรดกโลก ว่าเหตุการณ์นี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ยืนยันครับว่าไม่สมควรที่จะมีการเดินหน้าในการให้มีการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลกฝ่ายเดียวของกัมพูชาต่อไป

ทีนี้ก็กลับมาดูเรื่องของ MOU ครับ นอกเหนือจากประโยชน์ในการที่เราใช้ในการดำเนินการในเรื่องของมรดกโลก ข้อห่วงใยของพี่น้องประชาชน รวมทั้งนักวิชาการ และรวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย ซึ่งบางท่านผมก็ได้มีโอกาสพูดคุยด้วยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และก็มีความเข้าใจตรงกัน นั่นก็คือว่ามีความวิตกกังวลครับว่า MOU นี้ไปยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือแผนที่ระวางดงรัก ที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหาร ผมขอเรียนนะครับว่าผมเป็นคนที่ต่อต้านการยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ระวางดงรักมาโดยตลอด ผมเป็นคนที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านที่ได้มีการเจรจากับกระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่มีการเสนอกรอบการเจรจา เมื่อเดือนตุลาคมปี 2551 จนกระทั่งทางกระทรวงการต่างประเทศนั้นไม่เอาแผนที่ 1 ต่อ 200,000 เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการเจรจา ผมก็ยืนยันจุดยืนตรงนี้มาโดยตลอดครับ แล้วก็ในช่วงที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งแรกที่เราได้ยืนยันอย่างชัดเจนครับว่า MOU 2543 ซึ่งได้กล่าวถึงแผนที่ ถ้อยคำใน MOU ปี 2543 คือแผนที่ที่เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน

ระบุ"ไทย-กัมพูชา"ไม่ต้องถึงเวทีอาเซียน

 เมื่อเวลา 09.45 น.ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง11กรมประชาสัมพันธ์  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ว่าขณะนี้การแก้ไขปัญหาอยู่ในระดับทวิภาคี ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้เวทีอาเซียนเพื่อหาข้อยุติ แต่หากสมาชิกในอาเซียนเป็นห่วงเรื่องดังกล่าวก็สามารถที่จะแจ้งมาได้ ซึ่งตนพร้อมจะรับฟังข้อมูล อย่างไรก็ตามการเจรจาขณะนี้ตนมองว่ายังเป็นหน้าที่ที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศหารือตามกรอบของเจบีซี

 “ส่วนจะให้ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศคุยกันหรือไม่ ผมว่าคงต้องดูสถานการณ์ อย่างไรก็ตามขณะนี้ผมคิดว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และอยากย้ำว่าขณะนี้ปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกกลายเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ดังนั้นเราต้องเดินหน้าคัดค้าน จนถึงขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้ทั่วโลกเข้าใจความเป็นจริง ที่ไทยคัดค้านมาโดยตลอด ” นายกฯ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะระหว่างชายแดนสองประเทศได้อีก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูอีกทีว่าจะทำอย่างไร ส่วนที่ประเทศกัมพูชาขอให้มีการถอนทหาร ตนยืนยันว่าทำไม่ได้ เพราะต้องรักษาสิทธิ์ การตรึงกำลังในพื้นที่พิพาท แม้จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ ก็ต้องหาวิธีประสานงาน
 
 เมื่อถามว่าขณะนี้ประเทศกัมพูชาได้ทำหนังสือร้องยูเอ็นไปแล้ว นายกฯ กล่าวว่าตนยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการก่อน แต่สิ่งที่ทำทั้งหมดเป็นการปกป้องกและตอบโต้ไปตามเป้าหมาย ส่วนการคงเอ็มโอยู 43 ไว้ทำให้ปัญหาการปะทะน้อยลง ซึ่งหากไม่มีก็เชื่อว่าจะมีการปะทะกันตลอดแนวและตลอดเวลา เมื่อถามว่าเอ็มโอยู 43 ไม่มีมีกรอบระยะเวลาที่ต้องทำให้แล้วเสร็จ ทำให้ปัญหาการปะทะยังคงมีอยู่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องอยู่ที่ดำเนินการ เพราะเราคงไม่สามารถบังคับให้จบ เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ยอมรับในผลที่เห็นต่าง ซึ่งในต่างประเทศก็เป็นแบบนี้ ดังนั้นต้องค่อยๆ ดำเนินการ และตนเชื่อมั่นว่าเอ็มโอยู 43 เป็นสิ่งที่รั้งให้ 2 ประเทศไม่ใช้กำลังต่อกัน

 “การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นสิ่งที่เราย้ำว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ประเทศกัมพูชาขอขึ้นเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าวันนี้ทางยูเอ็นหรือกรรมการมรดกโลกเห็นชัดเจนว่าการให้ขึ้นทะเบียนดีงกล่าวนำไปสู่ความตึงเครียด และผมคาดว่าหากเขาหยุดกระบวนการตรงนี้ได้ จะทำให้การแก้ปัญหาง่าย ไม่เช่นนั้นกัมพูชาหรือต่างชาติที่จะเข้ามาตรงนี้ อาจจะใช้แรงกดดันทำให้วุ่นวายและกระทำหลายอย่างที่เป็นการละเมิดเอ็มโอยู” นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวกดดันของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีฉันทามติต้องการให้ ครม.ลาออกทั้งคณะนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องฉันทามติ ก็คนอยู่ตรงนั้น เขาก็เห็นด้วยกันอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ไปอยู่ด้วยกัน ซึ่งการเรียกร้องให้ตนลาออกก็เป็นสิทธิ์ แต่ตนก็แปลกใจทำไมถึงต้องขับไล่รัฐบาลแรกที่คัดค้านเรื่องการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และเป็นรัฐบาลแรกที่แจ้งกับกัมพูชาว่าไม่เอาแผนที่ 1:2 แสนตร.กม. เมื่อถามถึงการแก้ไขปัญหากลุ่มผู้ชุมนุม นายกฯ กล่าวว่า ต้องเดินหน้าให้ข้อมูล ส่วนการประสานหรือเจรจากับแกนนำนั้นมีความคืบหน้าโดยคนของรัฐบาลก็พูดคุยกับแกนนำพันธมิตร แต่ขณะนี้ความเห็นยังไม่ตรงกัน แต่จะไปห้ามให้กลุ่มผู้ชุมนุมตัดสินใจเกี่ยวกับเป้าหมายชุมนุมคงไม่ได้ และตนขอเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมรับรับฟังข้อมูลทุกด้าน รัฐบาลก็พร้อมที่จะบอกข้อมูลข้อเท็จจริง แต่ตนไม่เข้าใจว่าการปฏิเสธการเจรจานั้นมีวัตถุประสงค์ใด นอกจากเป็นเรื่องทางการเมือง

 “ผมจริงใจจะคุย แต่เขาไม่ยอมคุย ผมเห็นว่าบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการหลายคนที่ให้ข้อมูลก็ยินดี ที่จะคุย ผมก็เชิญมาคุยและพยายามจะคุยต่อ ส่วนประเด็นดีเบตนั้น ที่ผ่านมาก็เคยมี หากมาผมก็ยินดี อย่างที่บอก ผมก็แปลกใจเพราะขณะนี้มีการกล่าวหาอย่างรุนแรง เป็นเรื่องเท็จหลายเรื่อง” นายกฯ กล่าว  เมื่อถามว่ากระบวนการยุติการชุมนุมที่ถึงขั้นสลายเป็นไปได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้หารือกับทาง ผบ.ตร. ยังคงต้องพบยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมายและขอเรียกร้องผู้ชุมนุมเคารพกฎหมาย

จำลองเผย11ก.พ.พธม.เคลื่อนขบวนกดดัน

 ที่กระทรวงศึกษา เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายประพันธ์ คูณมี และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษก ได้ร่วมกันแถลงข่าวระบุว่า ในวันที่ 11 ก.พ. 2554 เวลา 09.00 น. กลุ่มพธม.จะรวมตัวกันบริเวณที่ชุมนุม โดยจะเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่สำคัญ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยสถานที่ที่จะเดินทางไป โดยการเคลื่อนไหวครั้งนี้เพื่อจะกดดันเรียกร้องนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลได้ให้พิจารณาตนเอง ด้วยการลาออก อย่างไรก็ตามในขณะนี้พธม.ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมพลังปกป้องแผ่นดิน เพื่อจะเข้ามาดูแลข้อเรียกร้องของกลุ่มพธม.ที่มีต่อรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ถูกชายสูงอายุตะโกนขับไล่ระหว่างเปิดงานเดิน-วิ่งการกุศล

นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปเป็นประธานเปิดงานเดิน-วิ่งการกุศล ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดอนบอสโก มินิมาราธอน เพื่อการศึกษา ซึ่งจัดขึ้นภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวเชิญชวนประชาชนมาออกกำลังกายให้บ่อยครั้ง เพราะการออกกำลังกายมีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพกายและใจ โดยนายกรัฐมนตรีได้ร่วมเดินการกุศลกับประชาชน และผู้บริหารโรงเรียนดอนบอสโก เป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร
 
ทั้งนี้ ก่อนการเปิดงาน มีชายอายุประมาณ 50 ปี ในชุดเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น ซึ่งใช้ลงแข่งขันเดิน-วิ่งการกุศล ตะโกนขับไล่นายกรัฐมนตรี แต่เจ้าหน้าที่ได้ไปเจรจาจนเหตุการณ์เรียบร้อย