ข่าว

"เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ"หมอตำรวจรุก...โรงพัก

"เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ"หมอตำรวจรุก...โรงพัก

06 ก.พ. 2554

ตำรวจไทยจำนวนไม่น้อยล้วนมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผิดๆ อันเป็นมูลสาเหตุสำคัญของการเชื้อเชิญโรคร้ายต่างๆ เข้ามาสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว จนส่งผลกระทบต่อการทำงานดูแลทุกข์สุขโดยรวมของประชาชน และการจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานนั้น

 ต้องเกิดจากสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ.8) โรงพยาบาลตำรวจ ในฐานะหน่วยงานด้านสุขภาพของตำรวจทั่วประเทศ กำลังทำงานเชิงรุกสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ด้านสุขภาพของตำรวจไทย

 -สุขภาพโดยรวมของตำรวจไทย

 ผลการตรวจสุขภาพประจำปีของตำรวจส่วนใหญ่ จะพบว่าเป็น "โรคอ้วน" ซึ่งก่อให้เกิดโรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ทั้ง 3 โรคนี้ ถ้ารวมกันจะเรียกว่า
"Metabolic syndrome" และจากผลการสำรวจยังพบว่า "โรคเครียด" ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโรคยอดฮิตที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพประจำปีของตำรวจนั้น จะเน้นที่โรคทางร่างกาย แต่ไม่มีการสำรวจในเรื่องของโรคทางสุขภาพจิตเลย

   -ตำรวจสังกัดใดที่เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรค

  คงเป็นตำรวจจราจร ซึ่งน่าเห็นใจมากที่สุด เพราะเขาต้องอยู่กับมลพิษอยู่ทุกๆ วัน จึงมีความเสี่ยงเกิดโรคจากการทำงานสูง ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ จากการสูดดมควันพิษ หรือก๊าซไม่ดีจากควันรถยนต์ บางพื้นที่มีมลพิษทางเสียงสูง เสียงดังจากแตรรถยนต์อาจทำให้เกิดอาการโรคหูตึง ส่วนตำรวจสังกัดอื่นๆ ก็อาจจะมีปัจจัยเสี่ยงอยู่บ้างแต่ตำรวจจราจรชัดเจนที่สุด อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะมีการจัดกลุ่มเสี่ยงของโรคจากการทำงานของตำรวจ ซึ่งจะได้ให้คำแนะนำแบบเจาะจงได้ แต่ก็ยังพบปัญหาอีกว่า ตำรวจมีการโยกย้ายบ่อย ทำให้มีผลต่อการตรวจรักษาอย่างต่อเนื่อง

 -จึงต้องมีปฏิบัติการเชิงรุกในการป้องกันโรคให้แก่ตำรวจ

 ใช่ หลังจากเริ่มโครงการ "ตำรวจไทย พลังใจเข้มแข็ง" เพื่อให้ตำรวจไทยลดความเครียดและลดการเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว ยังมีอีก 2 โครงการ คือ "ตำรวจไทยไร้พุง" แม้ว่าจะมีการพูดกันมานานแล้วแต่ยังไม่ชัดเจน ต่อนี้ไปจะทำให้ชัดเจนและต่อเนื่อง จะมีการติดตามประเมินผลไปตามสถานีตำรวจต่างๆ ด้วยการจับตำรวจมาวัดพุง วัดค่า BMI เพื่อวัดความอ้วน ตอนนี้ องค์การอนามัยโลก ถือว่าความอ้วนเป็นโรคแล้ว เพราะก่อให้เกิดโรคความดันเลือดสูง โรคไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวาน เป็นต้น พร้อมกันนี้ ยังมีคำแนะนำสำหรับผู้ที่เข้าข่ายเป็นโรคอ้วน และติดตามเป็นระยะว่าลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ และโครงการ "ตำรวจไทยไม่สูบบุหรี่" จะเป็นการขจัดบุหรี่ออกไปทีละโรงพัก ด้วยการทำสื่อเผยแพร่ภาพพิษภัยของการสูบบุหรี่ จนทำให้เป็นโรคมะเร็งปอด โดยเริ่มจาก กทม.ก่อนแล้วค่อยขยายไปทั่วประเทศ

 -ส่วนใหญ่การสูบบุหรี่ หรือ ดื่มเหล้า มักจะอ้างว่าเครียด

 บางคนมีความเครียด มักจะดื่มเหล้าให้เมาเพื่อลืมความเครียด แต่พอตื่นนอนมาก็เครียดอีก ก็ดื่มเหล้าอีก หรือบางคนสูบบุหรี่ เพื่อต้องการความสดชื่น แต่พอสูบนานๆ ไปก็เสพติด ประกอบกับไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่มีเวลาดูแลสุขภาพ ก็จะพาตัวเองเข้าไปสู่วงจร ที่เรียกแบบไทยๆ ว่า "วงจรอุบาทว์" (vicious cycle) พอเครียดก็หาทางออกและหาทางออกที่รวดเร็ว ก็คือ อบายมุข กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน แต่สิ่งเหล่านี้ อาจทำให้เครียดมากยิ่งขึ้น พอเครียดก็กลับไปหาวงจรพวกนั้นอีก การแก้ปัญหาอันดับแรกต้องกำจัดความเครียดเสียก่อน เพื่อตัดวงจรที่จะหันไปพึ่งอบายมุขเพื่อคลายเครียด

 -คาดหวังเพียงใดต่อการเปิดแนวรบเชิงรุกด้านสุขภาพของตำรวจทั้ง 3 โครงการนี้

 หากบอกว่าหวังผลสัก 100 เปอร์เซ็นต์คงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าได้ผลสัก 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าพอใจแล้ว ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้ ต้องออกปฏิบัติการเชิงรุกพร้อมๆ กัน ถ้าโรงพักใดเจ้านายเห็นลูกน้องมีความเครียด มีอาการเก็บตัว ไม่พูดไม่จา ตาเริ่มขวาง บางทีเขาอาจไม่รู้ตัว แต่คนใกล้ชิดสามารถจะบอกถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ให้รีบโทรศัพท์มาแจ้งได้ทันที เพราะเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์

 -ปกติโรงพยาบาลตำรวจจะตั้งรับมากกว่าทำงานเชิงรุก

 ผมยึดนโยบาย 2 อย่าง คือ "ป้องกันดีกว่ารักษา" เหมือนเป็นมะเร็งแล้วมาป้องกันกับไม่ให้เป็นมะเร็งจะเลือกแบบใด ก็ต้องเลือกไม่ให้เป็นจะดีกว่า ซึ่งโรคทางกายและจิตใจบางโรคเป็นโรคที่ป้องกันได้  และ "เชิงรุกดีกว่าเชิงรับ" ถ้ามัวแต่นั่งรออยู่ที่โรงพยาบาล รอให้ผู้ป่วยมาหาอย่างเดียวมันก็ไม่ใช่ ต้องมีการออกไปหาเขาด้วย ยกตัวอย่าง ถ้าจะให้ตำรวจที่เครียดให้เดินเข้ามาโรงพยาบาลคงไม่มีใครมาหรอก เพราะเขาอาจไม่รู้ตัวว่าเครียด ต้องส่งหมอไปตรวจดู คัดกรอง สัมภาษณ์ สังเกตพฤติกรรม ตลอดอาการต่างๆ ของเขาเสียก่อน

 -ข้อแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันโรค

 ตอนนี้ทุกคนในประเทศต้องเริ่มใส่ใจว่าพฤติกรรมแบบใดเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งในฐานะของโรงพยาบาลตำรวจ ไม่มีอำนาจพอที่จะจัดการได้ทั้งหมด จึงต้องเริ่มต้นที่ข้าราชการตำรวจก่อน ให้มี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ (health behavior) โดยทีมแพทย์จะพยายามบอกว่าสิ่งใดที่กำลังเขาทำอยู่เป็นอันตรายต่อตัวเขา และเริ่มให้เขาตระหนักถึงพิษภัยและอันตรายในระยะยาว หรืออาจเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อมหรือไม่ เมื่อเขาตระหนักได้แล้ว ก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี และเป็นผลดีต่อตัวเขา และทางทีมแพทย์โรงพยาบาจะติดตามประเมินผลให้เขา  เพราะเมื่อเขายังต้องอยู่ในภาวะเดิมๆ ทำงานแบบเดิมๆ เขาก็มีโอกาสที่จะกลับไปมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดีได้อีก

 สุดท้ายนี้ ก็อยากฝากให้ตำรวจ ตลอดจนประชาชนทุกคน ให้เวลากับตัวเองได้ทบทวนพฤติกรรมด้านสุขภาพกันสักนิด ว่า วันหนึ่งๆ เราทำสิ่งใดที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพบ้าง ทั้งการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ตลอดจนการดูแลเรื่องอาหารการกินต่างๆ แล้วหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เวลามีปัญหาต้องปรึกษาแพทย์ เมื่อมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ก็ปลอดจากโรคภัยต่างๆ ได้