ข่าว

กระแสMOU43-แค่ขำๆ

กระแสMOU43-แค่ขำๆ

06 ก.พ. 2554

หลังจากที่ 2 ดอกเตอร์สาว “ดร.ผุสดี ตามไท-ดร.รัชดา ธนาดิเรก” ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อาสาเป็นแม่งาน “รวบรวมเรียบเรียง-MOU43 ทำประเทศไทยเสียดินแดนจริงหรือ ?” แจกจ่ายคนทั่วไป

 ไม่ครบ 5 วันดี...ก็เรียกฮือฮาจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 คนได้ยินได้ฟัง...แอบเล่าให้ฟังว่า แรง ! ถึงขึ้นเปลี่ยน คำว่า ดร.(ดอกเตอร์) เป็น “โง่”

 สองสาว...ได้ยิน...ก็หัวเราะคิก คิก ไม่คิดตอบโต้ เพราะชื่นใจ...ที่มีคนตอบรับ

 อย่าง “ดร.รัชดา” บอกกลับว่า “ต้องขอบคุณ ที่เวทีพันธมิตรช่วยเรียกกระแสให้ ช่วงที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง และคนทั่วไปสนใจอยากอ่านหนังสือ MOU 43 มากขึ้น”

 แต่มีที่มากกว่า “ใช้คำหยาบบนเวทีชุมนุม” คือ การส่งจดหมายอิเล็กทรอกนิกส์ หรืออีเมล ติฉินมากกว่าชม

 งานนี้ “ดร.รัชดา” บอกว่า ได้อ่านก็ตกใจ เพราะไม่เคยถูกใครว่ารุนแรง แต่ก็ว่าไปก็ขำๆ ไม่เหนือความคาดหมายสักเท่าไร

 แบบนี้....คงต้องเรียกว่า “ของเขาดีจริง” 55 วางแจกไปไม่กี่วัน...ได้รับเสียงด่าขรมกลับมาอื้อ

“เด็จพี่”งานเข้า

        พูดถึงเรื่องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแล้ว คนไทยยังน้อยคนที่จะรู้จักพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ของตัวเอง จะมีก็แต่ “เด็จพี่” พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ใช้เป็นเครื่องมืออยู่บ่อยๆ

 สำนักนายกรัฐมนตรีคงจะเล็งเห็นแวว จึงจัดสัมมนาทางวิชาการ “13 ปีพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร” ขึ้น ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

 แต่ไฮไลท์อยู่ที่การอภิปรายในหัวข้อ “การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในทัศนะของฝ่ายการเมือง” ที่เชิญตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคขึ้นเวทีอภิปรายด้วย

 คิดไปคิดมาหลายรอบกว่าพรรคเพื่อไทยจะตอบกลับไปว่าไม่ขอเข้าร่วม ให้เหตุผลว่า ไม่เหมาะสม เพราะขณะนี้มีม็อบเสื้อเหลืองกำลังล้อมทำเนียบรัฐบาลอยู่

 แต่สำนักนายกฯ ชี้แจงแกมสั่งกลับมาว่า ในฐานะพรรคฝ่ายค้านต้องส่งตัวแทนไปร่วมด้วย แกนนำพรรคเพื่อไทยจึงมีมติฟ้าผ่ามอบหมายให้ “เด็จพี่” ไปฉายเดี่ยว

 “พร้อมพงศ์” ถึงกับชะงัก เพราะวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์นั้น มีคิวเดินสายบรรยายให้บริษัทธุรกิจของเอกชนฟังที่จ.ชลบุรี เจ้าตัวเลยต้องขอให้พรรคมอบหมายคนอื่นไปทำหน้าที่แทน

 แต่เสียงส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันว่า “เด็จพี่” มีดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์ โผล่ไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่ทำเนียบก็หลายครั้ง ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่แท้ๆ ก็ไม่เคยหวั่น

 งานนี้ “พร้อมพงศ์” เลยต้องทำใจดีสู้เสือ รับทั้งงานราษฎร์และก็งานหลวง เจ้าตัวเล่าว่า “ทำเนียบรัฐบาลใครๆ ก็อยากเข้า แต่ถ้าต้องเข้าไปในลักษณะนี้ ในเวลาที่เป็นฝ่ายค้านอยู่ ม็อบก็ล้อมอยู่ ก็ไม่อยากจะเข้า” แหม ! ก็พรรคคงจะเล็งเห็นว่า “เด็จพี่” มีคอนเนกชั่นสูง แถมม็อบพันธมิตรก็ยังสนิทกับ “สุริยะใส กตะศิลา”ด้วย ยังไงก็น่าจะเอาตัวรอดออกมาได้ เลยต้องเสียสละซะหน่อย

 เอ้า ! ดูแลให้ดีๆ กันหน่อย เพราะถ้า “เด็จพี่” เป็นอะไรไป เดี๋ยวไม่มีใครไปเที่ยวร้องนายกฯ ให้รับผิดชอบนะเอ้อ

เตี๊ยมก่อนสิ

 ในการซ้อม "กระชับพื้นที่" หรือเตรียมพร้อมสลายการชุมนุมของเหล่าตำรวจสารพัดหน่วยบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล นัยหนึ่งก็เป็นการเตรียมพร้อมให้เกิดการตื่นตัวของเจ้าหน้าที่ในยามที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตอนหน้าสิ่วหน้าขวานจริงๆ

 แต่อีกนัยก็เป็นการ "เรียกแขก" ให้ผู้ชุมนุมเขาเข้าใจไปว่าจะมีการสลายการชุมนุมจริงๆ แทนที่จำนวนผู้ชุมนุมจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ก็กลายว่ามากันทะลักล้นพื้นที่ แต่ค่ำวันพฤหัสฯ การซ้อมคืนที่สอง กระจอกข่าวก็ไปยืนชมการสาธิตสลายชุมนุมที่ด้านหน้าทำเนียบด้วย ก็มีทั้ง "ผบ.ตร.-ผบช.น." บิ๊กตำรวจมาชมลูกน้องซ้อมกันอย่างพร้อมเพรียง

 ปรากฏว่าในการซ้อมก็มีการสอนการรับ-การรุก-การสวมหน้ากาก โดยมีการ "จัดตั้งม็อบ" ที่เป็นตำรวจหนุ่มๆ มาตะโกนเย้วๆ ปาขวดน้ำ ผลักดันโล่เบาๆ และเมื่อถึงขั้นของ การกลิ้ง!!กระป๋องแก๊สน้ำตาของจริงเข้ามาโดยที่การซ้อมไม่ได้บอกว่าจะกลิ้งตอนไหน ก็ทำเอาม็อบกระเจิง และตำรวจจำนวนหนึ่งก็วิ่งกระเจิงเช่นกัน

 หลังควันแก๊สจางลง ก็พบว่ามีตำรวจนครบาล 2 นาย นั่งเหงื่อแตกตาแดงหมดสภาพอยู่ที่ฟุตบาท "ผบ.ตร." และ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.เดินไปดูลูกน้อง ก็พบว่า ลูกน้องรีบใส่หน้ากากจึงไม่แน่น ทำให้แก๊สรั่วเข้าปะทะหน้าอย่างจัง นิทานเรื่องนี้เลยสอนให้รู้ว่า "เตี๊ยมกันให้ดีก่อน เพราะอีตอนเจ็บมันเจ็บจริง"