ข่าว

"เด็กเก่ง"..ต้องพัฒนาครูเสียงสะท้อนจาก"ครูตชด."

"เด็กเก่ง"..ต้องพัฒนาครูเสียงสะท้อนจาก"ครูตชด."

05 ก.พ. 2554

บริเวณลานกว้างของศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ศกร.ตชด.) บ้านตีนดอย ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ด.ต.ธนูภาส หวังข้อกลาง ครูใหญ่ ศกร.ตชด. กำลังยืนดูเด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันด้วยสายตาแห่งความอารี เมื่อเด็กเล็กชาวเขาคนหนึ่งหกล้มจากการวิ่งเล่นร้องไห้จ้า ครูใหญ่ก

กว่า14 ปีมาแล้วที่ ด.ต.ธนูภาส ผูกพันกับอาชีพครู เพราะนอกจากปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับความมั่นคงในพื้นที่แล้ว ยังต้องมีหน้าที่รับผิดชอบยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยกลุ่มหนึ่งให้มีโอกาสและความเท่าเทียมกับคนไทยในพื้นราบ ด้วยการเปิดศูนย์การเรียนแห่งนี้ขึ้นมา โดยในช่วง 2 ปีแรกนั้น ถือว่าหนักหนาพอสมควร เนื่องจากสภาพพื้นที่ ภาษาการสื่อสาร อีกทั้งชาวบ้านนั้น ยังไม่มีการยอมรับเจ้าหน้าที่ กลัวว่าเจ้าหน้าที่จะมาจับกุมหรือขับไล่พวกเขาออกจากพื้นที่  หากให้เปรียบเทียบแล้ว ดต.ธนูภาส ยอมรับว่า การรบกับเด็กๆ ก็ลำบากไม่แพ้การรบอยู่ในสนามรบเลยทีเดียว

 เด็กที่มาเรียนที่ศูนย์แห่งนี้ เป็นลูกหลานชาวกะเหรี่ยงบ้านตีนดอยแทบทั้งสิ้น ซึ่งมีนักเรียนที่มาอยู่ประจำและไปกลับรวม 50 คน มีครูผู้สอน 5 คน สอนเด็กตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6

 "ผมไม่ได้หวังอะไรมาก ขอให้เขาเรียนจบและเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี และออกมาประกอบอาชีพได้ แต่ตอนนี้ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน ตชด.ในเรื่องมาตรฐานของบุคลากรก่อนเรื่องอื่น ผมมองว่า เราต้องยกระดับครูก่อนถึงจะไปถ่ายทอดความรู้ ความสามารถให้เด็กได้ ที่ผ่านมาเด็กบนดอยมาตรฐานการศึกษาสู้เด็กพื้นราบไม่ได้"

 แม้ว่าโรงเรียนบนดอยจะเน้นสอนด้านภาษาที่ใช้ในการสื่อสารเป็นหลัก แต่ก็มีการส่งเสริมให้เด็กที่เรียนเก่งมีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นจนถึงในระดับปริญญาตรี และในเดือนมีนาคมนี้ เด็กนักเรียนรุ่นแรกของศูนย์ จะมีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จบการศึกษาเป็นรุ่นแรก หลังจากที่ได้เปิดทำการเรียนการสอนมานานกว่า 7 ปี

 "ถือเป็นความภาคภูมิใจของครู ตชด. ที่ช่วยกันเพาะบ่มต้นกล้าความรู้ให้เด็กๆ ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอีกอย่างหนึ่งของครูผู้สอนที่จะต้องปลูกฝังเรื่องการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมให้พวกเขาด้วย ที่ผ่านมาเคยมีเด็กลงไปเรียนต่อที่พื้นราบแล้วไม่สามารถใช้ชีวิตในสังคมนั้นได้ เรียนก็ไม่จบ ซึ่งผมจะดูว่าเด็กรุ่นแรกของผมจะเป็นอย่างไรบ้าง" ด.ต.ธนูภาสบอกด้วยแววตามีความหวัง

 สำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กและชาวบ้านแห่งนี้ถือว่ายากลำบากมาก เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนที่ลาดเชิงเขา มีลำห้วยสลับ พื้นที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิในการครอบครอง คนในพื้นที่จะเป็นชาวกะเหรี่ยง ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ และรับจ้างทั่วไป รายได้เฉลี่ยครอบครัวละ 4,000 บาทต่อปี

 "บ้านตีนดอยแห่งนี้แม้ว่าจะอยู่ใกล้ตัวเมืองมากที่สุด แต่ก็มีปัญหาเรื่องการสัญจรไปมา ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเดินเท้าไปมาหาสู่กัน การสัญจรโดยรถยนต์เป็นไปด้วยความยากลำบาก อย่างผมลงมาจากโรงเรียนเพื่อติดต่อกองกำกับการ ผมต้องเดินลัดเลาะเขา ผ่านห้วยน้ำลงมาจากโรงเรียนถึงถนนใหญ่ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วมาต่อรถที่ถนนใหญ่ หากเป็นหน้าฝนต้องใช้เฮลิคอปเตอร์หรือรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อติดโซ่เท่านั้น" ด.ต.ธนูภาสเล่าถึงความยากลำบากของสภาพพื้นที่ และภารกิจที่หนักอึ้งในช่วงบุกเบิกโรงเรียนจนแทบไม่มีโอกาสกลับบ้านเกิดที่ จ.นครราชสีมา เขาจึงพาแม่มาอยู่ด้วย เพื่อจะได้มีโอกาสดูแลท่านในวัยชราอย่างใกล้ชิด  

 สำหรับ ศกร.ตชด.บ้านตีนดอย เป็น 1 ใน 21 โรงเรียน ภายใต้การกำกับดูแลของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 34 (ค่ายพระเจ้าตาก) และเป็น 1 ใน 11 แห่งในพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี...โรงเรียนบนดอยสูงเช่นนี้ เด็กๆ ต้องเผชิญกับภัยหนาวแทบทุกปี "คม ชัด ลึก" จึงอาสานำผ้าห่มและสิ่งของต่างๆ มาบรรเทาความหนาวเย็นให้น้องๆ พร้อมไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของเรือจ้างบนดอยสูงให้รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาบ้าง

 "รู้สึกดีนะ ที่คนพื้นราบนั้นมีความเห็นอกเห็นใจชาวเขาชาวดอยด้วยการบริจาคสิ่งของมาช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา แต่บางทีสิ่งที่ผู้ใจบุญบริจาคมา กลับกลายเป็นขยะและสิ่งปฏิกูลอยู่บนดอย เพราะบางทีสิ่งของก็เน่าเสีย หรือใช้ประโยชน์ไม่ได้ ก็อยากให้คำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งานเป็นหลัก" ด.ต.ธนูภาสบอกทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม