ข่าว

ประณามโจรใต้ยิงทหารพรานหญิงดับ

ประณามโจรใต้ยิงทหารพรานหญิงดับ

04 ก.พ. 2554

ชาวปัตตานีประณามโจรใต้ก่อเหตุยิง อส.ทพ.หญิงเสียชีวิต -แฟนหนุ่มสาหัส รอง มทภ.4รดน้ำศพทหารพรานชุดรปภ.ครู ผบ.สส.ชี้ไฟใต้ไม่เอี่ยวปัจจัยภายนอก นักวิชาการใต้แฉยิงไทยพุทธรายวันแผนโจรใต้หยุดรัฐเข้าถึงปชช.เตือนจับตาแผนลวงเอาคืน

(4ก.พ.) จากกรณีที่เกิดเหตุกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบก่อเหตุยิงอาสาสมัครทหารพรานหญิงศันสนีย์ บูละ อายุ 28 ปี สังกัดกรมทหารพรานที่ 44 ประจำอำเภอสายบุรี จ.ปัตตานี เสียชีวิต ขณะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นายวรวุฒิ จันทร์ศรี อายุ 32 ปี พนักงานอนุรักษ์ป่าไม้ทรายขาว ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี แฟนหนุ่ม ที่ขี่มาตามถนนสายปัตตานี-หาดใหญ่ บริเวณพื้นที่ ม.7 บ้านดอนรัก ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 ก.พ.54 ที่ผ่านมา ซึ่งนายวรวุฒินั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส

 เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายภูริทัต (สงวนนามสกุล) ชาวบ้านรายหนึ่งใน จ.ปัตตานี กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ขณะที่ตนเองขับรถยนต์เดินทางกลับจากทำธุระต่างอำเภอผ่านเส้นทางสายปัตตานี-หาดใหญ่ เพื่อกลับบ้านในตัวเมืองปัตตานี แต่ระหว่าง ช่วงบริเวณพื้นที่ ม.7 บ้านดอนรัก ต.ตุยง ก็ประสบกับเหตุการณ์อาสาสมัครทหารพรานหญิงถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต ขณะเดียวกันพบว่ามีชายหนุ่มถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 คนด้วย ทราบภายหลังว่าเป็นแฟนหนุ่มของอาสาสมัครทหารพรานหญิงคนดังกล่าว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและฝ่ายเกี่ยวข้องจำนวนมากกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเข้าให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

 "หลังจากที่ผมผ่านมาประสบเหตุการณ์ดังกล่าว และเมื่อทราบว่าผู้ตายเป็นทหารพรานหญิง ทำให้รู้สึกหดหู่ สลดและสงสาร เพราะรายนี้ถือเป็นทหารพรานหญิงรายที่ 2 แล้วที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตใน จ.ปัตตานี ผมมองว่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุมีจิตใจที่โหดเหี้ยมเกินมนุษย์ กระทำได้แม้กระทั่งผู้หญิง แม้ว่าเขาจะเป็นทหารพรานหญิง แต่ก็ไม่น่าจะไปยิงเขา เพราะทหารพรานหญิงส่วนใหญ่แล้ว ไม่เคยที่จะไปออกรบ หรือร่วมวงต่อสู้ปะทะกับคนร้าย มีเพียงมาคอยอำนวยความสะดวกดูแลรักษาความสงบตามด่านตรวจและสถานที่ต่างๆ คอยเป็นกำลังเสริมในการเข้ามาช่วยตรวจค้นร่างกายชาวบ้านผู้หญิง หรือบุคคลต้องสงสัยที่เป็นผู้หญิง การที่กลุ่มคนร้ายก่อเหตุทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ มันก็แย่มากพอแล้ว แต่มากระทำกับผู้หญิง คิดว่าพวกมันไม่ใช่คนแล้ว เพราะฉะนั้นควรที่จะรุมประณามสาปแช่งกับการกระทำเช่นนี้ของกลุ่มคนร้าย" ชาวบ้านรายนี้ ระบุ

ผวจ.ปัตตานีสั่งเพิ่มจนท.คุ้มกันไทยพุทธ-มุสลิม

 พ.ต.ท.ต่วนเดร์ จุฑานันท์ รอง ผกก.สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี รับแจ้งมีเหตุคนร้ายกราดยิงชาวบ้าน ที่บริเวณ หน้าบ้านเลขที่ 26/1 ม.3 บ้านเกาะหวาย ต.วัด อ.ยะรัง จึงพร้อมกำลังตำรวจ หทาร เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหคุ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ผวจ.ปัตตานี,พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ วังสุภา รอง ผบก.ภ.จ.ปัตตานี ปรากฏว่าพบรองเท้าแตะจำนวนหลายคู่กระจัดกระจาย มีรถจักรยานล้มอยู่หลายคัน และมีรอยเลือดเป็นกองๆ ส่วนบนพื้นคนกรีต ผนังบ้าน มีรอยกระสุนปืนเป็นรูหลายรู และพบปลอกกระสุนอาก้าจำนวนเกือบ 10 ปลอก เจ้าหน้าที่วิทยาการจังหวัดจึงเก็บหลักฐานไว้

 ส่วนคนเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลยะรัง ทราชื่อว่า นายเริ่ม มีศรีสวัสดิ์ อายุ 78 ปี อยู่บ้านเลขที่ 410 ม.3, นายล่อง ไชยชนะ อายุ 72 ปี บ้านเลขทื่ 46/1 ม.3, และนายผลขัวญสุวรรณ อายุ 73 ปี บ้านเลขที่ 60 ม.3 ทั้งหมดมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงคราม ชนิดอาก้า เข้าบริเวณที่ขา และมือ บาดเจ็บนำตัวส่งโรงพยาบาลยะรัง และส่งต่อโรงพยาบาลปัตตานี ส่วนนายเริ่ม เนื่องจากอายุมาก และเสียเลือดมาก ประกอบกับมีโรคความดัน ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตหลังเกิดเหตุ 2 ชม.ที่ผ่านมา

                สอบสวนทราบว่าผู้ตายและผู้บาดเจ็บ รวม 3 คนได้ปั่นจักรยานมาจากบ้าน และมารวมนั่งคุยกัน ที่โต๊ะม้าหินอ่อนและนั่งเคี้ยวหมากกัน หน้าบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ริมถนนในหมู่บ้าน

                จากนั้นได้มีคนร้าย 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน และเมื่อถึงที่คนชราทั้งสามนั่งคุยอยู่ คนร้ายอีกคันชะลอ และคนร้ายที่ซ้อนท้ายใช้อาวุธอาก้ากราดยิง จากนั้น คนร้ายทั้ง 4 เร่งเครื่องหนีไป เป้นเหตุให้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว ส่วนสาเหตุเป็นการสร้างสถานการณ์ใต้  อนึ่งก่อนหน้านี้เมื่อเช้าวันที่ 3 ก.พ ที่ผ่านมา คนร้ายกราดยิงอาวุธสงคราม ในพื้นที่ชุมชนไทยพุทธที่บ้านใหญ่ ต.คอกกระบือ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ทำให้เสียชีวิต 5 บาดเจ็บ 4 มาแล้ว

                นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล  กล่าวว่า  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งนั้น ขอให้ประชาชนตั้งสติ และอย่าแตกแยก เป็นการกระทำที่ต้องการให้เกิดการแตกแยกระหว่างสองกลุ่ม เป็นการกระทำอุอาจ ทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะคนชรา

                "พวกเราขอประณามเป้นการกระทำที่ไม่มีมนุษยธรรม ตนได้สั่งการให้กำลังทั้ง 3 ส่วน ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร ให้จัดกำลังเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้านไทยพุทธ และไทยมุสลิม มากขึ้นกว่าเดิม โดยให้จัดกำลัง 24 ชั่ว สับเปลี่ยนกับกำลัง ชรบ. อรบ. ในพื้นที่ และให้ชาวบ้านช่วยเป้นหูเป้นตา มีอะไรผิดปรกติให้โทรบอกผู้ว่าฯเลยก็ได้" ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าว

รอง มทภ.4รดน้ำศพทหารพรานชุดรปภ.ครู

 เมื่อเวลา 14.00 น.  ที่ฌาปนสถานเทศบาลนครยะลา พลตรีจำลอง คุณสงค์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีรดน้ำศพและวางพวงหรีด สิบโทผดุงพงศ์ สงอาจินต์ อาสาสมัครทหารพราน ร้อย ทพ 4113 ที่เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบ โดยมี นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา รวมทั้งข้าราชการทหาร ตำรวจ ระดับสูง รวมทั้ง เพื่อนทหารพราน เข้าร่วมรดน้ำศพไว้อาลัย เป็นจำนวนมาก

ในการนี้ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบเงินช่วยเหลือและเหรียญบางระจัน แก่ตัวแทนครอบครัวของสิบโทผดุงพงศ์ นอกจากนี้ นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้ร่วมวางพวงหรีดเคารพศพ และมอบเงินช่วยเหลือจากศูนย์ปฎิบัติการเยียวยา จ.ยะลา แก่ ตัวแทนครอบครัวของ ผู้เสียชีวิต จำนวน 500,000 บาท

 โดยภายหลังพิธีรดน้ำศพ จะมีพิธีส่งศพ สิบโทผดุงพงศ์ สงอาจินต์ ที่ ศาลาพิณประเสริฐ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบ้านเกิดต่อไป

 สำหรับ ส.ท.ผดุงพงศ์ ได้เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายได้ลอบวางระเบิดในที่ ส.ท.ผดุงพงศ์ พร้อมพวกเดินเท้าลาดระเวนดูแลรักษาความปลอดภัยครูในเส้นทางบ้านฮูแตบาโงย หมู่ที่ 7 ต.เกะรอ กับ เขตร่อยต่อ ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา เหตุเกิดเมื่อเวลา 08.20 น.ที่ผ่านมา

ผบ.สส.ชี้ไฟใต้ไม่เอี่ยวปัจจัยภายนอก
 
 พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผบ.เหล่าทัพว่า ผบ.เหล่าทัพทุกคนทราบหน้าที่ไม่ต้องมีการเตือนเพราะทุกคนได้ทำไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว และขณะนี้ความเป็นปึกแผ่นของกองทัพ คือการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ และเป็นกองทัพของประชาชน นอกจากนี้งานที่สนับสนุนและให้ความสำคัญคือการปกป้องอธิปไตยของไทยและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทางกองอำนวยการรักษาความั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ได้ใช้กลไกที่มีอยู่ โดยเฉพาะกลไกของกอ.รมน.ภาค 4 ก็มีการรปรับปรุง ซึ่งการแก้ไขปัญหาภาคใต้ไม่ได้ดูเหตการณ์ในวันนี้

แต่ต้องมองย้อนกลับไป ซึ่งมันมีการพัฒนาในตัวของมันเอง มีทั้งการพัฒนาในการต่อสู้ สังคม การเมือง ซึ่งเหตการณ์จะคละเคล้ากันไป และผู้เสียชีวิตก็มีทั้งชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิม อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งตนเคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 และที่ผ่านมาได้ติดตาม และแก้ไขปัญหาด้วยความเป็นธรรมจากความร่วมมือของประชาชนที่มีมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันการพัฒนาในพื้นที่จัหวัดชายแดนภาคใต้จะเห็นได้ว่า ร้านทองและสิ่งก่อสร้างมีมากกว่าเดิม โดยเฉพาะร้านทองไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลรักษาความปลอดภัย

 เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ให้มีการปรับแผนในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า เป็นเรื่องขอกอ.รมน.ถือเป็นการปฏิบัติตามธรรมาติ และสภาพแวดล้อมอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่มีคนมองว่า ปัญหาในภาคใต้จะยืดเยื้อไป 30 - 40 ปีนั้น ตนไม่อยากให้มองอย่างนั้นแต่การแก้ไขปัญหา หากร่วมมือกันจะจบในเร็ววัน และต้องแยกประเด็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามาในประเทศ และเหตการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการคละเคล้าของปัญหาต่างๆ ทั้งยาเสพติด อิทธิพลอำนาจมืด ซึ่งต้องทำให้ปัญหาเหล่านี้ลดลง เหตุการณ์ต่างๆก็จะดีขึ้น

 พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกองทัพบก แถลงผลการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพว่า ในที่ประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้เล่าให้ที่ประชุมได้รับทราบถึงความคืบหน้าในการทำงานทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งสรุปยุทธศาสตร์ย่อย 6 ประการที่ได้มอบให้เป็นกรณีพิเศษ โดยข้อที่สำคัญคือปัญหาด้านข้าง เช่น ยาเสพติด อาชญากรรม และ อิทธิพลต่างๆ อันเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ในพื้นใต้ดีหรือไม่ดีขึ้น ทั้งนี้ได้ยืนยันถึงสิ่งที่ทุกหน่วยงานได้พยายามตั้งใจที่จะทำให้ปัญหาในพื้นที่คลี่คลายลง และ ได้เสนอให้เห็นถึงปัญหาความสำคัญของยาเสพติดในภาคใต้ โดยได้ประสานขอความร่วมมือและเสนอให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยกรุณาดูแลในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ปัญหายาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่น้อยลง เพื่อให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นเพราะว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวโยงกัน

 แหล่งข่าวทหารใน จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า ปัญหาในการทำงานที่สำคัญของทหารคือ เมื่อมีการจับกุม แกนนำขบวนการคนสำคัญแล้ว นักการเมืองในพื้นที่จะพยายามวิ่งเต้นให้ความช่วยเหลือ และช่วยประกันตัวให้ โดยกรณีล่าสุด พบว่า นักการเมืองคนดังในพื้นที่ “ น. ” กำลังช่วยประกันตัว แกนนำขบวนการ อาร์เคเค ซึ่งเมื่อ 23 ต.ค. 2553 ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้จับกุม นายต่วน อับดุล ยาลี ต่วนเง๊าะ ซึ่งเป็นแกนนำขบวนการอารณ์เคเคระดับสั่งการ ซึ่งจบหลักสูตรอาร์เคเคจากอินโดนีเซีย และเป็นครูฝึกหลักสูตรอาร์เคเค และเชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด ซึ่งทหารมีหลักฐานว่า ร่วมกับพวกยิงทหารนาวิกโยธิน ชุดรปภ.ครู ฉก.นราธิวาส เมื่อ 3 ส.ค. 2552 ทำให้ทหารเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 5 คน ที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ส่วน คนร้าย นายบัดโร เปาะกา เสียชีวิต 1 คน โดยขณะถูกจับกุมมีของกลางเป็นระเบิดแสวงเครื่องสังหารบุคคลแบบกดทับจำนวน 3 ลูก พร้อมด้วยสารประกอบวัตถุระเบิด อุปกรณ์ทางทหาร และผลทางนิติวิทยาศาสตร์ก็ตรวจพบสารระเบิดบนตัว และเสื้อผ้า

 แหล่งข่าวในพื้นที่จ.นราธิวาส ยังระบุอีกว่า นายต่วน อับดุล ยาลี ต่วนเง๊าะ นั้น มี หมายจับ ศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ จ. 826/2550 ข้อหา ร่วมกันก่อการร้ายอั้งยี่ ซ่องโจรฯ และหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ จ. 829/2550 ลงวันที่ 16 พ.ย. 2550 ข้อหา ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ แต่ตอนนี้ นักการเมืองในพื้นที่ “ น. ” พยายามช่วยเหลือ และจะยื่นประกันตัว โดยร่วมมือกับ กลุ่มทนายมุสลิม การทำอย่างนี้ทำให้ทหารทำงานยาก กว่าจะจับได้ มีหลักฐานฟ้องศาล แต่ก็จะมาช่วยแบบนี้ เมื่อไหร่จะแก้ปัญหาได้

นักวิชาการใต้แฉยิงไทยพุทธรายวันแผนโจรใต้หยุดรัฐเข้าถึงปชช.

 ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี นักวิชาการศึกษาเกี่ยวกับความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตานี  และผอ.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เปิดเผยว่า  ปฎิกิริยาของคนร้ายที่ก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่โดยมีชาวบ้านไทยพุทธเป็นเป้าหมาย เป็นแผนปฎิบัติการเพื่อปลุกเร้าและกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อีกครั้งในรอบ 7 ปีซึ่งแผนการดังกล่าวจะเป็นการตอบโต้ทางการเมืองของฝ่ายแนวร่วมเพื่อหยุดและหยับยั้งความร่วมมือและความสามัคคีของชาวบ้านในพื้นที่ หลังจากในช่วงที่ผ่านมารัฐได้พยายามเดินตามแนวทางสันติวิธีและสร้างความปรองดองจนประสบความสำเร็จระดับหนึ่งทำให้ชาวบ้านเริ่มให้การยอมรับมากขึ้น

  จนกลายเป็นประเด็นที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีในพื้นที่สูญเสียมวลชน ดังนั้นวิธีการที่จะยุติความร่วมมือในส่วนของหน่วยงานรัฐได้คือ ต้องเร่งจุดชนวนให้คนในพื้นที่ขัดแย้งและแตกแยกความสามัคคีกันเองซึ่งแนวทางดังกล่าวจึงนำมาสู่การลอบทำร้ายคนไทยพุทธอย่างโจ่งแจ้งเพื่อสร้างความเกลียดชัง โกรธแค้นให้กับคนต่างศาสนา ซึ่งประเด็นนี้น่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องหาแนวทางหยุดพฤติกรรมการทำร้ายชาวบ้านไทยพุทธโดยเร็วที่สุดก่อนที่อารมณ์และความรู้สึกของผู้ที่ถูกกระทำจะก่อเกิดเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงจนรัฐไม่สามารถเข้าไปเยียวยาทางความรู้สึกได้ทั้งสองศาสนาซึ่งเป็นแผนขั้นที่หนึ่ง

 นักวิชาการรายเดิม กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันก็ต้องระวังแผนขั้นที่ 2เรื่องการสร้างสถานการณ์ลอบทำร้ายชาวไทยมุสลิมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะรูปแบบการก่อเหตุที่อาจรุนแรงและกระชากความรู้สึกโกรธแค้นที่กระทบมวลชนในวงกว้าง โดยเรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอย่าให้เกิดเหตุการณืดังกล่าวขึ้น ซึ่งจะเข้าทางกลุ่มแนวร่วมฯออกมาสวมรอยและอ้างว่าเป็นการตอบโต้ หรือแก้แค้นเอาคืนจากชาวไทยพุทธ

 "การสร้างความแตกแยก โดยการนำความแตกต่างทางศาสนามาจุดชนวนความรู้สึกเกลียดชังซึ่งกันและกันของชาวบ้านทั้งไทยพุทธ-มุสลิมจะเป็นอาวุธสำคัญที่ห่ำหั่นและทำร้ายกันเองอีกทั้งเป็นตัวเร่งปฎิกิริยาในเชิงโครงสร้างและนโยบายตลอดจนแนวทางการพัฒนาผิดเพี้ยนไปจากกรอบการพัมนาตามแนวสันติวิธี ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่กลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบต้องการให้เกิดขึ้นในพื้นที่" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว

ผบ.ทบ.ยันดับไฟใต้ไม่ใช้รุนแรง

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดตรัง ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ว่า ได้สั่งการหลายเรื่องเพื่อแก้ปัญหา เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยปรับยุทธวิธี ใช้ทั้งการพัฒนา การสร้างความเข้าใจ การดูแลกฎหมาย ซึ่งเป็นงานที่รอบด้าน แต่ฝ่ายก่อความไม่สงบมุ่งสร้างความรุนแรงให้หวาดกลัวเพียงอย่างเดียว ดังนั้นถ้าทหารใช้วิธีรุนแรงเป็นเรื่องลำบาก วิธีการตั้งจุดสกัดเพิ่มในหลายจุดยอมรับว่าสร้างผลกระทบต่อคนในพื้นที่ แต่เจ้าหน้าที่ต้องทำเพื่อหลักการรักษาชีวิตและทรัพย์สิน เชื่อว่าคนในพื้นที่เข้าใจการทำหน้าที่ พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนทำทุกอย่างตามกฎหมายไม่ใช้ความรุนแรง

 “การทำหน้าที่เป็นเรื่องจังหวะ โอกาส เจ้าหน้าที่ทุกส่วนไม่ได้นิ่งนอนใจ ถ้ายกระดับความรุนแรงเกิดขึ้นในระดับสากล จะยิ่งทำให้การแก้ปัญหายิ่งลำบาก ปัญหาที่เกิดขึ้นมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งขบวนการยาเสพติด การรับจ้างก่อเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องจัดการให้เด็ดขาด ส่วนการเคลื่อนไหวยกระดับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นหน้าที่รับผิดชอบของตำรวจ ยังไม่มีการร้องขอกำลังจากทหาร หากมีขึ้นอยู่กับสถานการณ์และขั้นตอน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว