
ระวัง !!!ช่องทางมังกรผ่าน(1)
จากการประชุม อาเซียน-จีน บิสิเนส ฟอรั่ม 2011 ครั้งแรกใน ไทย เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมครั้งนี้
เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการค้า รวมไปถึงการลงทุนระหว่างกันและเพื่อเป็นการขยายความสัมพันธ์ทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างในการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางการค้าและเศรษฐกิจที่แนบแน่นมากขึ้นระหว่าง “อาเซียน” และ “จีน” (10+1) หลังจากที่ความตกลง “เขตการค้าเสรี” (เอฟทีเอ) ระหว่าง “อาเซียน” กับ “จีน” ได้มีผลบังคับใช้แล้วก่อนหน้านี้ได้ส่งผลให้การค้า “อาเซียน” - “จีน” ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2552 มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายต่ง หงฉี ประธานบริษัท “อาซือหม่ากรุ๊ป” ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจเอกชนรายใหญ่ทางตอนใต้ของ “จีน” และเป็นเจ้าของศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ “ไทย”- “จีน” (Thai-China International Products City) ที่ใหญ่ที่สุดของ “อาเซียน” ได้เปิดตัวโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการและได้กล่าวถึงรายละเอียดของโครงการว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างบนพื้นที่กว่า 65 ไร่ ริมถนนบางนา-ตราด กม.10 ซึ่งจะใช้เงินลงทุนกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท
ในภาพรวมของโครงการ “เมกะโปรเจกท์” นี้ แบ่งออกเป็น 3 เฟส โดยมีแผนการลงทุนเฟสละ 1.5 หมื่นล้านบาท บนพื้นที่ใช้สอยรวมกันถึง 2 ล้านตารางเมตร ซึ่งคงไม่ต้องวิเคราะห์ให้เปลืองสมองถึงบรรดาลูกค้าหลักก็คืออาเจ๊ก, อาเฮีย, อาม่า, อาซิ้ม, อาซ้อ, อาตี๋, อาหมวย ที่กำลังจะผนึกกำลังแบบ “โต๊ะจีน” ร่วมกันบุก “ไทย” ทั้งจากบนดิน โดยผ่านโครงข่าย “รถไฟความเร็วสูง” ของ “จีน” และจากบนอากาศผ่านโครงข่าย “โลว์คอสต์แอร์ไลน์” จาก “จีน” ที่บุกสนามบินสุวรรณภูมิรวมๆ กันแล้วก็ปีละหลายล้านคนครับ
การรุกคืบเข้ามาของกลุ่มทุนใหญ่จาก “จีน” ครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลกับผู้ประกอบการ “เอสเอ็มอี” น้อยใหญ่ของ “ไทย” ที่เกรงว่า ภายหลังโครงการนี้แจ้งเกิดแล้วจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนที่มีราคาถูก (ซึ่งบางรายการก็อาจจะมีราคาต่ำกว่าทุน) ไหลล้นทะลัก ที่จะเข้ามาทำตลาดได้
จริงอยู่ถึงแม้ในทางหลักการโครงการดังกล่าวจะเป็น “ศูนย์ค้าส่ง” ของบรรดาสินค้าทั้ง “ไทย” และ “จีน” อันเปรียบเสมือน “หัวหอก” ในการรุกคืบเข้าไปในตลาด “อาเซียน” และจะเป็น “สปริงบอร์ด” ที่จะออกไปสู่ตลาดโลก นอกจากนั้นฝ่าย “ไทย” เองก็น่าจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการค้าจาก “จีน” ที่เป็นผู้นำทางธุรกิจขายส่งสินค้าราคาถูกป้อนตลาดโลก ซึ่งจากข้อตกลงจะทำให้ผู้ประกอบการโรงงานผลิตสินค้าต่างๆ ของ “ไทย” มากกว่า 3,000 ราย ได้มีหน้าร้านในการขายส่งสินค้า
จะว่ากันไปแล้วรูปแบบการจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าในครั้งนี้ ไม่ใช่อะไรแปลกใหม่ เป็นอีกหนึ่งก้าวในการรุกคืบเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจของประเทศที่อ่อนด้อยกว่า ซึ่ง “จีน” ได้มีความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ในลักษณะดังกล่าวในภูมิภาคอื่นๆ อาทิ ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา ตลอดไปจนถึงหลายประเทศในแอฟริกา ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการขยายช่องทาง “มังกร” ผ่าน ในการขยายเครือข่ายขายส่งของสินค้ากระจายออกไปในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก
ในระบบ “การค้าเสรีเชิงอุดมคติ” ดูเผินๆ อาจจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ “เอสเอ็มอี” ของ “ไทย” ที่จะรุกเข้าสู่ตลาด “จีน” รวมถึงตลาด “อาเซียน” และตลาดโลกจากการใช้ช่องทางดังกล่าวในการทำตลาดโดยอาศัยพึ่งพาช่องทาง “มังกร” ผ่าน แต่ในโลกความเป็นจริงแล้วดูจะยากถึงยากที่สุดหากคาดหวังไว้ว่า “ไทย” จะได้อะไรจากโครงการนี้ ขอแค่ไม่เจ็บตัว ประคองตัวให้รอดแบบ “เท่าทุน” ก็ถือว่าโชคมีมากแล้วครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



