
เมื่อประชาชนก้าวข้ามกำแพงความหวาดกลัว
นางออง ซาน ซูจี ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าเคยเขียนบทความสอนหญิงบทหนึ่งว่าผู้หญิงจะต้องทลายกำแพงแห่งความหวาดกลัวลงให้ได้
ถ้านำมาตีความให้เข้ากับสถานการณ์โลกในขณะนี้ เท่ากับเธอสนับสนุนให้ประชาชนกล้าก้าวข้ามกำแพงแห่งความหวาดกลัว เพราะมีแต่พลังอันยิ่งใหญ่ของประชาชนเท่านั้นที่สามารถสยบรัฐบาลและกองทัพ ซึ่งแม้จะพร้อมด้วยสรรพกำลังและอาวุธ ก็คงไม่สามารถปราบปรามประชาชนนับแสนนับล้านคนได้
พลังของประชาชนที่นำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสแห่งฟิลิปปินส์ รัฐบาลประธานาธิบดีซูฮาร์โตแห่งอินโดนีเซีย การล้มบัลลังก์มยุรอาสน์ของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน การล้มสถาบันกษัตริย์ในเนปาล ล่าสุดการล้มรัฐบาลในตูนิเซียเมื่อเร็วๆ นี้ ฯลฯ ล้วนเป็นบทพิสูจน์อย่างดีถึงอมตวาจาของนางออง ซาน ซูจี และเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้กองทัพอียิปต์ต้องประกาศจุดยืนว่าจะไม่ทำร้ายประชาชน มีแต่จะยืนเคียงข้างประชาชนตลอดไป
ปฐมเหตุของการประท้วงครั้งใหญ่ในตูนีเซีย อียิปต์ก่อนจะลามไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาตอนเหนือ ไม่ว่าจะเป็นเยเมน จอร์แดน ซีเรีย แอลจีเรีย ซูดาน โอมาน มอริตาเนียและโมร็อกโก ล้วนมาจากปัญหาปากท้องของประชาชนแท้ๆ ทั้งปัญหาราคาอาหารที่แพงขึ้นจนทำให้เกิดภาวะอดอยากหิวโหยไปทั่ว ผสมผสานกับภาวะว่างงานที่มีแต่ทวีสูงขึ้นเช่นกัน
แต่ปัญหาร่วมของภูมิภาคนั้นก็ไม่ได้รับการแก้ไข แม้จะเคยมีการเดินขบวนหลายครั้งตลอดช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐเข้าควบคุมราคาขนมปังอันเป็นอาหารหลัก แต่รัฐบาลก็สามารถล้อมปราบได้อย่างง่ายดายเนื่องจากมีคนเข้าร่วมการชุมนุมเพียงหยิบมือเดียว
ความกล้าของประชาชนอิยิปต์ที่ก้าวข้ามความหวาดกลัวได้แล้ว นอกจากทำให้ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ซึ่งแม้จะยืนกรานไม่ยอมลาออกแต่ท่าทีก็อ่อนลงเมื่อประกาศจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยหน้า ยังทำให้รัฐบาลของหลายประเทศต้องรีบปรับตัวขนานใหญ่ก่อนจะสายเกินการณ์ ประธานาธิบดีเยเมนซึ่งปกครองประเทศมานานเกือบ 32 ปี และเคยผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งจนตาย ต้องรีบเปลี่ยนใจประกาศจะไม่ลงเลือกตั้งหลังครบวาระในอีก 2 ปีข้างหน้า ด้านกษัตริย์จอร์แดนต้องสั่งปลดคณะรัฐมนตรีหลังมีการชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีที่ไม่เร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันและอาหารพุ่งสูงขึ้น
เราเชื่อว่าบทเรียนที่เกิดขึ้นในตูนีเซียและอียิปต์จะสอนใจรัฐบาลทั่วโลกรวมถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้หันมาใส่ใจปัญหาปากท้องของประชาชนมากขึ้น โดยไม่มองว่าเป็นแค่ปัญหาการเมืองตามแรงกระพือของสื่อตะวันตก ไม่เช่นนั้นอาจสายเกินการณ์ก็เป็นได้



