
เปิดโปงทุจริตดีกว่ากันเยอะ
การยกระดับการชุมนุมของ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ จะนำเนื้อหาโครงการของรัฐบาลที่ส่อว่าจะทุจริตมาปราศรัยบนเวที ซึ่งพันธมิตรอ้างว่าการคอรัปชั่นในรัฐบาลชุดนี้น่าจะเลวร้ายกว่ารัฐบาลไทยรักไทย
หากเป็นการนำข้อเท็จจริงมาพูดก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะประชาชนจะได้ประโยชน์
ก่อนหน้านี้ผลวิจัยสถานการณ์ทุจริตในประเทศไทยของ "ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์" จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ตั้งแต่ปี 2546-2551 ไทยยังไม่เคยผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำเรื่องภาพลักษณ์การปราบทุจริต โดยได้คะแนนเพียง 4 จากคะแนนเต็ม 10
และยังพบว่า 4 หน่วยงานหลัก คือ พรรคการเมือง รัฐบาล ทหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ มีการทุจริตทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจ ทำให้หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานปราบทุจริตอย่าง "สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.)
“เมธี ครองแก้ว” กรรมการ ป.ป.ช. บอกว่า ป.ป.ช.ไม่สามารถทำอะไรนอกหน้าที่ได้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทุจริตในประเทศไทยสูงขึ้น เนื่องจากทำผิดแล้วโอกาสถูกจับกุมน้อยมาก ขบวนการเอาผิดช้าหรือไม่เกิดขึ้น และโทษไม่รุนแรงมีช่องทางหลีกเลี่ยงได้ ขณะนี้มีคดีจำนวนมากที่ส่งมาให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเกือบหมื่นคดี จนทำไม่ทัน ทาง ป.ป.ช.จึงใช้อำนาจส่งเรื่องคืนไปให้ตำรวจดำเนินการแทน
"มีคดีแทรกแซงราคาพืชผล เช่น ลำไยในภาคเหนือ ทาง ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องคืนตำรวจ ปรากฏว่ามีชาวบ้านถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไปเซ็นชื่อแล้วรับเงินมา ซึ่งรู้สึกห่วงโครงการของรัฐมีช่องทางทำให้เกิดการทุจริตได้ ซึ่งทาง ป.ป.ช.ได้ชี้ช่องที่มีความเสี่ยงเพื่อให้รัฐบาลหาทางป้องกัน ส่วนที่ทำแล้วมีปัญหาก็มีการร้องเรียนเข้ามาเช่น โครงการไทยเข้มแข็ง เราทำงานตรงไปตรงมา ไม่ทำโดยไม่มีหลักฐานเลื่อนลอย”
"เมธี” กล่าวว่า ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเกรงว่าเมื่อมีเรื่องร้องเรียนแล้วไม่ปฏิบัติ แต่ไม่ใช่ใครฟ้องแล้วรับเรื่องทั้งหมดต้องมีวิจารณาณที่เหมาะสม ต้องหาจุดสมดุล เพราะจะทำให้คดีไปค้างอยู่เป็นหมื่นคดี บางเรื่องก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ควรจะพิจารณา ต้องดูเหตุผลในการร้องเรียนด้วยว่ามีมูลความผิดมากน้อยเพียงใด
"อยากเห็นการทำคดีของ ป.ป.ช.ในบางคดีมีความเหมาะมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะการรับคดีขณะนี้เพียงแค่ดูว่ากระบวนการร้องถูกต้องก็รับเรื่องไว้พิจารณาทั้งหมด บางเรื่องน้ำหนักในการพิจารณาคดีก็อ่อนเกินไป เจ้าหน้าที่ไม่มั่นใจที่จะปฏิเสธ ผมมองว่าถ้าเราใช้วิจารณาณในการรับคดีที่เหมาะ จะสามารถตัดคดีที่จะเข้าสู่กระบวนการไปได้มากกว่านี้ เพราะบางคดีฟ้องแก้เกี้ยว ฟ้องใส่ความกัน ไม่มีเหตุผลสมควร ผมอยากให้ใช้อำนาจในการพิจารณาจุดนี้ให้มากขึ้น เพื่อให้คดีที่ไม่สมควรเข้าสู่การพิจารณาลดน้อยลง” กรรมการ ป.ป.ช.กล่าว
"กรรมการ ป.ป.ช." ได้ยกตัวอย่างคดีการฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐทอนเงินขาดไป 50 สตางค์ มีการส่งเรื่องมายัง ป.ป.ช.กล่าวหาเจ้าหน้าที่มีเจตนาทุจริต และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาไต่สวนคดีนี้เป็นเวลา 2 ปี บางครั้งเรื่องลักษณะนี้สามารถดำเนินการไต่สวนโดยวิธีอื่นแทน ซึ่งเรื่องนี้คิดว่า ป.ป.ช.จะต้องทำหน้าที่เรื่องนี้ให้มากกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์กรทางยุติธรรมตามปกติจะได้ทำงานเร็วขึ้น
“เมธี” มองว่า ขณะนี้ดูเหมือนกฎหมายจะมารวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ ป.ป.ช.มากเกินไป เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับเมื่อทำผิดก็ส่งมาให้ ป.ป.ช.ไต่สวน เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ยังไม่มีคณะกรรมการจึงทำอะไรไม่ได้ ตั้งมา 3 ปีแล้ว ทาง ป.ป.ช.จึงช่วยโดยนำคนของ ป.ป.ท.มาฝึกอบรมเป็นเจ้าพนักงานไต่สวนที่ป.ป.ช. เมื่อผ่านโครงการฝึกอบรมก็จะมีอำนาจไต่ส่วนคดีได้ ขณะนี้เป็นร้อยคนแล้ว เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปได้ที่ ป.ป.ท.จะมารวมกับ ป.ป.ช. และอยากให้รวม เพราะแนวคิดเดิมการทำ ป.ป.ท.จะทำที่ ป.ป.ช.ก็ได้ แต่คงต้องการถ่วงอำนาจ ป.ป.ช. โดยให้ ป.ป.ท.ไปสังกัดอยู่กับกระทรวงยุติธรรมแทน
“ตามกฎหมายถ้าเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ซี 7 ถ้าทำผิดต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ท.แต่เมื่อ ป.ป.ท.ยังดำเนินการไม่ได้เรื่องจึงมากระจุกอยู่ที่ ป.ป.ช. ถ้าเป็นคดีระดับล่างเราจึงดึงเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.มาช่วยทำคดีเป็นการผ่องถ่ายคดี ส่วนหลักการหยิบคดีมาพิจารณา ทาง ป.ป.ช.จะถูกว่าคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญหรือไม่ เช่นการร้องเรียนรัฐมนตรี การเลือกเรื่องไหนขึ้นทางด่วนจะทำทุกสัปดาห์ เจ้าหน้าที่จะส่งเรื่องมาให้พิจารณาสัปดาห์ละประมาณ 40 เรื่อง โดยเรียงลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนควรอยู่ระดับใด” กรรมการ ป.ป.ช.กล่าว
เมื่อ ป.ป.ช.ว่ามาอย่างนี้ ถ้าหากพันธมิตรหยิบเรื่องนี้มาพูดเปิดโปงจริงๆ มันก็น่าจะดีกว่าการชุมนุมโดยใช้ประเด็นที่เรียกร้องในปัจจุบันนี้เป็นไหนๆ
สมถวิล เทพสวัสดิ์



