
กษิตยันมีแนวแก้ปัญหาเขตแดนเขมร
"เจซีไทย-กัมพูชา" ครั้งที่ 7 เริ่มขึ้นแล้ว บรรยากาศชื่นมื่น ที่ประชุมหวังให้เจบีซีเป็นกลไกเจรจาแก้ไขปัญหาเขตแดน กษิตยันมีแนวแก้ปัญหาแล้วเตรียมพบวีระ-ราตรีหาทางช่วย
(3ก.พ.) ที่จ.เสียมราฐ นายธีรกุล นิยม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี(เจซี)ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 7 ร่วมกับนายอึง เซียน รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศกัมพูชาว่า การประชุมในช่วงเช้าได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อยคือกลุ่มการเมืองและความมั่นคง กลุ่มเศรษฐกิจ และกลุ่มสังคมและวัฒนธรรม โดยบรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยดีฉันท์มิตรเห็นได้จากความกระตือรือร้นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายกระทรวงที่เดินทางมาร่วมประชุม อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและเจตนารมย์ที่จะผลักดันความสัมพันธ์ให้ก้าวไปข้างหน้าและยกระดับความสัมพันธ์ให้เต็มเปี่ยมต่อไป
นายธีรกุลกล่าวว่า ในด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันและแสดงความคาดหวังว่าการเจรจาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นกลไกที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงให้เป็นเวทีหารือในเรื่องเขตแดนจะเริ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ดีฝ่ายกัมพูชาเข้าใจดีถึงกระบวนการภายในตามรัฐธรรมนูญไทยเช่นที่สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้บอกกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยระหว่างพบปะกัน ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ทวงถามใดๆ โดยไทยเป็นฝ่ายเล่าให้ฟังว่าพัฒนาการอยู่ที่ไหนเพราะเราไม่มีอะไรปิดบังแต่ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใสตามกรอบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังหารือกันถึงความร่วมมือเกี่ยวกับปัญหาข้ามพรมแดนซึ่งเป็นธรรมดาของประเทศที่มีชายแดนติดกัน อาทิ ปัญหายาเสพติด
นายธีรกุลกล่าวว่า ในส่วนของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ได้มีการพูดถึงความร่วมมือเกี่ยวกับการออกวีซ่า ร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นโครงการนำร่องภายใต้กรอบความร่วมมืออิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง(แอคเมค) ซึ่งได้มีการลงนามความตกลงสองฝ่ายไปแล้วโดยขณะนี้อยู่ในกระบวนการภายในของทั้งสองฝ่ายซึ่งอยากให้มีผลโดยเร็ว ขณะที่ในระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการจัดงานแสดงสินค้าไทยที่กรุงพนมเปญ โดยกระทรวงพาณิชย์ของไทยซึ่งถือเป็นงานใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า สำหรับความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือด้านการศึกษา โดยกัมพูชาสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงสนับสนุนการศึกษาทั้งด้านพื้นฐานและอาชีวะที่จ.กัมปงธม ซึ่งตรงกับความต้องการตของสังคมและเยาวชนกัมพูชา โดยทรงพระกรุณาขยายการให้ความช่วยเหลือไปถึงปี 2556 ทั้งนี้กัมพูชายังขอบคุณที่ไทยได้ให้ความช่วยเหลือเป็นทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยในปีนี้มีทุนระยะสั้น 300 ทุน และทุนระดับปริญญาโทอีก 15 ทุน ทุนการศึกษาเหล่านี้เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประชาชนให้ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน หากคิดได้เช่นนี้ก็จะเป็นพื้นฐานอันมั่นคงที่สุดที่จะทำให้ความสัมพันธ์ก้าวไปข้างหน้า
นายธีรกุลกล่าวว่า ฝ่ายกัมพูชายังได้ขอบุคณไทยที่ได้จัดการแก้ไขปัญหาแรงงานที่เคยอยู่ใต้ดินให้กลับขึ้นามาเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายถึงกว่า 26,000 คน นอกจากนี้ยังสามารถออกหนังสือสำคัญประจำตัว(ซีไอ)ให้ได้อีก 80,000 กว่าคน ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตของแรงงานกัมพูชาเหล่านี้ดีขึ้นและไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ฝ่ายกัมพูชายังได้ขอเพิ่มโครงการความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุขอีกด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการพูดถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้หรือไม่ นายธีรกุลกล่าวว่า เป็นความเข้าใจร่วมกันว่าเป็นธรรมดาของประเทศเพื่อนบ้านที่จะมีปัญหากันบ้างเป็นครั้งคราว แต่เราจะไม่ยอมให้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งมาหยุดยั้งความร่วมมือด้านอื่นๆ อะไรที่เราทำกันได้ ร่วมมือกันได้เราก็จะผลักดันต่อไป อย่าให้โอกาสของสองประเทศต้องเสียไปเพราะเรื่องๆเดียว
"ถ้าเขาไม่เข้าใจก็คงต้องพูด แต่ถ้าเข้าใจแล้วไม่ต้องพูดก็รู้ว่าเราจะเดินหน้าต่อไปในเรื่องที่เดินได้ การประชุมวันนี้ยังแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางภาวะที่แม้บางครั้งจะมีความกดดันบ้างแต่เราก็เดินหน้าไปได้ เพราะเราอยู่ด้วยกันถ้าไม่จับมือกันเดินมันก็อยู่กับที่หรือถอยหลัง" นายธีรกุลกล่าว
กษิตทวิต4ก.พ.พบวีระ-ราตรีหาทางช่วย
เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ส่งข้อความผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ในนาม @kasitpiromว่า ตอนนี้ "ผมเดินทางถึงเสียมราฐแล้ว ได้รับรายงานการประชุมคณะกรรมการร่วมฯระดับเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยดี และพรุ่งนี้ครึ่งวันเช้าผมจะประชุมร่วมกับรมต.ต่างประเทศกัมพูชาและในตอนบ่ายจะเดินทางไปพบนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ เพื่อจะหารือถึงการช่วยเหลือในการต่อสู้คดี"
ยันมีแนวแก้ปัญหาเขตแดนเขมร
นายกษิต ให้สัษภาษณ์ในช่วงค่ำวันเดียวกันว่า ในการหารือการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ไทย-กัมพูชา หรือเจซีไทย-กัมพูชา คงจะมีการพูดกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกฯ และรมต.ต่างประเทศกัมพูชา ในประเด็นปัญหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ และการปลดธง สิ่งที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองคนเคยให้คำมั่นกันคือ อย่าทำอะไรตลอดแนวชายแดนที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้า มีอะไรอะลุ้มอล่วยก็ให้บรรเทากันลงไป และไม่ต้องการให้มีสงครามสื่อ
“การปักธงอะไรต่างๆ เหล่านี้มันค่อนข้างจะไร้เดียงสา และทารก มันไม่ควรทำอย่างนั้น ที่จะบีบคั้นให้รัฐบาลทั้งสองต้องถอยไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อวันนี้กำลังประชุมเจซี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ ไฉนจะปล่อยให้ทหารบางคน หรือคนที่มีอารมณ์ไม่ค่อยดีไปปักธงเล่น ทุกคนมีหน้าที่ในการเสริมสร้างสันติภาพและความก้าวหน้า และไม่มีหน้าที่ที่จะไปยุยงให้ไปรบราฆ่าฟัน น้ำผึ้งหยดเดียวแล้วทำให้ทหารต้องเสียชีวิต ชาวบ้านต้องไปอยู่ในหลุมหลบภัย เพื่อความมันแล้วใครได้ประโยชน์ มันไม่ไปกับสภาพชีวิตในสมัยนี้” นายกษิต กล่าว
นายกษิต ยังกล่าวด้วยว่า ในการเดินทางไปพบกับนายวีระ หลังเสร็จสิ้นการประชุมเจซี จะพูดกันอย่างเปิดอกในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ว่าอยากให้วีระกลับมาช่วยประเทศชาติ การที่จะยึดมั่นถือมั่นว่าจะต่อสู้ในคุก บทบาทจะลดน้อยลง กลไกในการแก้ไขปัญหาเขตแดนมันมีอยู่แล้ว แต่ต้องใช้เวลาและใจร้อนไม่ได้ หากจะมีความเห็นต่างกันในเรื่องเอ็มโอยูก็ต้องว่ากันไป แต่ต้องแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกัน เพราะรัฐบาลนี้ไม่ประสงค์ให้มีการเผชิญหน้า หรือประหัตประหาร
“นายวีระจะอุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์ เราต้องหาวิธีเพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้นจากการจองจำ เมื่อกระบวนการยุติธรรมมาถึงจุดหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารจะเร่งให้ลดโทษหรือขอพระราชทานอภัยโทษ ขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมก็ว่ากันไป แต่คู่ขนานกันนั้น ก็จะไปจับเข่าคุยกับนายฮอร์ นัม ฮง ว่าฝ่ายการเมืองจะเข้าไปดำเนินการอย่างไร เพื่อช่วยเร่งรัดหรือปลดปล่อย แต่ทั้งหมดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของทั้งสองคนเป็นสำคัญ แต่คนไทยทุกคน อยากให้คุณวีระ และคุณราตรีกลับมา จึงอยากให้ญาติพี่น้องช่วยกันโน้มน้าวว่า ให้โอนอ่อนสักนิด อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมากนัก



