
กมธ.ชี้ข้อขัดแย้งเอ็มโอยูเริ่มตกผลึก
กมธ.เจบีซีแย้มข้อขัดแย้งประเด็นเอ็มโอยูเริ่มตกผลึก เล็งหาทางแก้ไขกัมพูชาล้ำแดนไทย ส.ว.สายพันธมิตร สวนทันที ประเด็นเจบีซีตกผลึกยาก แนะรัฐบาลปัดฝุ่นข้อเสนอประชาชน เรื่องแก้ไขกรอบเจบีซีใหม่ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย โฆษกเขมรติงรบ.ไทยไม่มีสิทธิ์ตำหนิศาล
(3ก.พ.) ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 13.30 น. นายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญร่วมพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) 3 ฉบับ ว่า ได้มีการหารือในหลายประเด็น ซึ่งได้เน้นสาระในบันทึกความเข้าใจระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ ซึ่งมีประเด็นถกเถียงเรื่องการปักธงชาติกัมพูชา หน้าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ และพื้นที่ที่ทหารกัมพูชารุกคืบเข้ามาแต่ทางการไทยกลับถอย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนของกมธ. ในการประชุมวันที่ 8 ก.พ. ได้เชิญ นายอัษฎาง ชัยนาม ประธานเจบีซี และพลโทธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาค 2 หรือตัวแทนเข้าชี้แจงในประเด็นดังกล่าว
ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. ฐานะกมธ.เจบีซี เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้ความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปที่ตกผลึกพอสมควรเกี่ยวกับประเด็นเอ็มโอยู 2543 ที่ขณะนี้กลายเป็นความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อพิจารณาสาระของเอ็มโอยู 43 ตามข้อ 5 ที่ห้ามหน่วยของ 2 ประเทศกระทำการใดๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน แต่ที่ผ่านมาทางการของกัมพูชาได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ
“ในการประชุมได้นำภาพพื้นที่รอบปราสาทเขาวิหารมาแสดงต่อที่ประชุม ซึ่งผมมองว่ามีการเปลี่ยนแปลงจริง คือ หลังจากลงนามเอ็มโอยู 43 แล้วรั้วลวดหนามและป้อมรักษาการที่เคยอยู่บริเวณบันไดทางขึ้นได้หายไป ซึ่งผมก็แปลกใจว่าทำไมทางการไทยถึงยอมถอยร่นออกไปจากพื้นที่ ” นายอรรถวิชช์ กล่าว
ส่วนนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา สายพันธมิตรฯ ฐานะกมธ.เจบีซี เปิดเผยว่า ในการประชุมตนไม่ได้นำข้อเสนอแนะของแกนนำพันธมิตรฯ มาเสนอต่อที่ประชุม เพราะทางแก้ไขปัญหาที่ขัดแย้งต้องไปสอบถามทางแกนนำพันธมิตรฯ ส่วนความเห็นที่รัฐบาลพยายามเรียกร้องให้มีการเจรจา เพราะจุดยืนของรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมตรงกันที่ว่าต้องการรักษาอธิปไตย คงไม่ใช่ เพราะก่อนหน้าที่จะนำเอ็นโอยู 43 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 ภาคประชาชนรวมถึงตนได้หารือกับรัฐบาลแล้ว หากรัฐบาลนำข้อห่วงใยของประชาชนมาปัดฝุ่นใหม่เชื่อว่าจะเป็นผลดี แม้สถานการณ์ตอนนี้พัฒนาไปไกลจากเดิมมาก
“ก่อนหน้านี้ภาคประชาชนได้แสดงความเห็นไปแล้ว เช่น เสนอกรอบการเจรจาแก้ไขในเอ็มโอยู 43 ด้วยการยืนยันว่ารัฐบาลไทยไม่รับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน แห่งเทือกเขาพนมดงรักไม่ว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นในเวทีใด รัฐบาลยืนยันจะใช้วิธีแก้ปัญหาภายหลังที่พบว่ากัมพูชาฝ่าฝืนเอ็มโอยู ข้อ 5 เรื่องการเปลี่ยนแปลงดินแดนไทย เพราะการที่รัฐบาลไม่ออกมาตอบโต้ใดๆ อาจทำให้เวทีโลกรับรู้ว่าประเทศไทยยอมรับกับการกระทำของกัมพูชา ” นายคำนูณ กล่าว
โฆษกเขมรติงรบ.ไทยไม่มีสิทธิ์ตำหนิศาลคดี7คนไทย
นายไพ ซีพาน โฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวถึงกรณีที่แกนนำรัฐบาลไทยหลายคนออกมาตำหนิคำพิพากษาของศาลกัมพูชาในคดี 7 คนไทย โดยตำหนิรัฐบาลไทยว่าไม่มีสิทธิ์ละเมิดกระบวนการยุติธรรมของกัมพูชา
ส่วนการวางกำลังตามแนวชายแดนนั้น นายไพ ระบุว่า เป็นความจำเป็น เพราะกองทัพไทยส่งสัญญาณมาก่อน และหวังว่า ไทยจะไม่ใช้กำลังทหารกดดันในเรื่องคดี พร้อมเห็นว่า การประชุมเจซีระหว่างไทยและกัมพูชา ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีในการแก้ปัญหาระหว่างกัน
กสม.ออกแถงการณ์กรณี2คนไทยถูกศาลเขมรสั่งจำคุก
ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กสม.ได้ออกแถลงการณ์กรณีการพิจารณาคดี นายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนไพบูลย์ ที่ศาลกรุงพนมเปญ ถูกพิพากษาจำคุกและถูกปรับเงิน โดยก่อนหน้านี้ กสม.ได้ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด และเมื่อวันที่ 1 ก.พ. นายปริญญา ศิริสารการ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนกสม. ได้เดินทางไปยังกัมพูชาเพื่อร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนไพบูลย์ ที่ศาลกรุงพนมเปญ และมีข้อสังเกตว่า นายวีระฯ และนางสาวราตรีฯ ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม เช่น การไม่ได้รับการสนับสนุนด้านเอกสาร และพยานจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ในการต่อสู้คดี นอกจากนี้ทนายความและล่ามไม่สามารถสื่อสารเข้าใจได้ ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อการที่บุคคลทั้งสองจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในแถลงการณ์ยังแสดงความเป็นห่วงต่อกรณีดังกล่าว โดยกสม. เห็นว่า ความไม่ชัดเจนของแนวเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชามีผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนของทั้งสองประเทศ หากมีการกระทบกระทั่งในพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิเหนือดินแดนที่เป็นเขตโต้แย้ง การแก้ไขปัญหาควรดำเนินไปตามหลักสันติวิธี และอย่างเป็นมิตรในเจตนารมณ์ของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และไม่ควรใช้กระบวนการทางศาลของประเทศใดประเทศหนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าว เขตอำนาจของศาลยังไม่มีความชัดเจน ในขณะที่กระบวนการทางศาลยังดำเนินต่อไป กสม. เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาดูแลคนไทยที่ยังอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดี ให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมตามพันธกรณีในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และได้รับสิทธิในการเตรียมเอกสารข้อมูลที่จำเป็นในการต่อสู้คดีตามที่ร้องขอ สิทธิที่จะสามารถเลือกทนายความในการต่อสู้คดีตามความประสงค์ และการจัดหาล่ามที่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ประชาคมโลกกำลังติดตามกระบวนการพิจารณาคดีทางศาลดังกล่าวว่าเป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศ หรือไม่
แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า ในระหว่างที่การเจรจาเขตแดนยังไม่บรรลุผล ขอให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาหารือเพื่อกำหนดมาตรการในการดูแลพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิเหนือดินแดน และเคารพข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้และเพื่อให้ประชาชนไทยและกัมพูชาดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข
"ไชยวัฒน์"ประกาศตัดความสัมพันธ์"ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ"
เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทยและสมัชชาประชาชนภาคอีสาน เลขที่ 16 / 2-3 ถ.มนัส อ.เมือง นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย เปิดแถลงข่าวที่ จ.นครราชสีมา ถึงการต่อสู้ของประชาชนกรณีปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชาว่า ขณะนี้รัฐบาลพยายามทุกวิถีทางที่จะหยุดการต่อสู้ของภาคประชาชน และคืนที่ผ่านมากรณีนายการุณ ใสงาม ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับกุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตนยืนยันว่า นายการุณได้เข้าออกสุวรรณภูมิมาหลายครั้ง เพื่อไปยังกัมพูชาในการปรึกษาคดีให้นายวีระ สมความคิด และคณะก็ไม่มีการจับกุมอะไร ซึ่งเราได้รับข้อมูลยืนยันมาว่า คนที่สั่งให้จับนายการุณคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง คนใดคนหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นความจริงก็อยากจะให้ทั้งสองคนแถลงความจริง แต่ประเด็นยืนยันว่ารัฐบาลกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดขบวนการต่อสู้ภาคประชาชน
ส่วนการแถลงข่าวที่จังหวัดนครราชสีมา มาจากนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.ปาตี้ลิสต์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ติดต่อมายังนางสารภี บุญประตูชัย รองเลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ขอให้หยุดการใช้ตึกอาคารที่ทำการหลังนี้ที่โคราชในการทำวิทยุชุมชน ในการโจมตีรัฐบาล ถ้าออกอากาศขอให้ชมรัฐบาลได้เท่านั้น ถ้าทำไม่ได้ อ.ไกรศักดิ์ ระบุว่า ให้ขนของออกจากตึกหลังนี้ทางสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทยและสมัชชาโคราช จึงตัดสินใจออกจากตึกที่ทำการ โดยจะดำเนินการหาสถานที่แห่งใหม่ เมื่อดำเนินการติดตั้งเรียบร้อยก็จะออกอากาศชี้แจงความจริงกับประชาชนต่อไป
นายไชยวัฒน์ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯว่า ได้ยื่นคำร้องขออุทธรณ์ต่อศาลกัมพูชา เหตุผลการพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะไม่ใช่เขตอำนาจศาลกัมพูชา รวมทั้งบรรยากาศการพิจารณาคดีนั้นศาลกัมพูชาละเมิดแม้แต่สิทธิมนุษยชนขั้นต้น นายวีระขอเปลี่ยนล่ามเพื่อสื่อภาษาตรงถึงศาลให้ถึงความจริง แต่ศาลปฏิเสธ และหลักฐานเอกสารข้อมูลที่เราเตรียมไปเสนอต่อศาลกัมพูชาในฐานะผู้ถูกกล่าวหาศาลกัมพูชาก็ปฏิเสธ
"เราจึงยื่นอุทธรณ์และขอประกันตัวไปพร้อมกัน แต่เราจะฟ้องร้องต่อศาลระหว่างประเทศ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันเข้าข่ายทหารกัมพูชาลักพาตัวนายวีระฯและคณะไปจากราชอาณาจักรไทย เราคงจะต้องฟ้องทั้งประเด็นอาญาและเรียกค่าเสียหายให้กับนายวีระฯและคณะด้วย" นายไชยวัฒน์ กล่าว
ขณะนี้คณะที่ปรึกษากฎหมายเครือข่ายเรากำลังเตรียมคำฟ้องอยู่ ส่วนการฟ้องต่อศาลไทยต่อรัฐบาลไทยก็อยู่ในประเด็นที่จะต้องดำเนินการด้วย เพราะการกระทำของรัฐบาลเข้าข่ายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะรัฐบาลประกาศว่ายึดถือ เอ็มโอยู 2543 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศกระทบต่ออธิปไตยของดินแดนไทย รัฐบาลไม่เคยคิดจะเอาเข้าให้รัฐสภาเห็นชอบ ล่าสุดกลับคิดถึงจะแก้ รธน.มาตรา 190 ซึ่งเรากำลังตามอยู่ว่า ถ้าการยกมือของสมาชิกรัฐสภาในวาระที่ 3 ผ่านการแก้มาตรา 190 สมาชิรัฐสภาก็จะกระทำความผิดสำเร็จในการสบคบกับรัฐบาลเพื่อให้เกิดผลการแบ่งแยกราชอาณาจักร
นี่คือมาตรการตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งมาตรการเหล่านี้กำหนดเงื่อนไขเวลาไม่ได้เลย ตนไม่สามารถกำหนดได้ว่า ศาลแต่ละระดับไมว่า ศาลในกัมพูชา ศาลประเทศไทยหรือศาลต่างประเทศจะมีข้อยุติเมื่อไหร่ ฉะนั้นจึงเดินคู่กับประชาภิวัฒน์ที่พยายามสร้างความเข้าใจและความจริงถึงพี่น้องคนไทยที่ลุกขึ้นมาแสดงตนเชิงปริมาณ เพื่อขับไล่รัฐบาล เรามั่นใจว่าขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ฯไปเมื่อไหร่ รัฐบาลใหม่จะสามารถนำนายวีระกลับคืนได้ภายใน 7 วัน ด้วยมาตรการต่างๆที่จะต้องเดินคู่กันไป ได้แก่มาตรการทางการทูต , มาตรการทางด้านเศรษฐกิจ และมาตรการทางด้านการทหาร ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่ใช้เลย
ฉะนั้นที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่าการใช้มาตรการทางข้อเรียกร้องของภาคประชาชนจะก่อให้เกิดสงคราม แต่เรากลับเห็นว่า ปล่อยให้นายอภิสิทธิ์ฯลากยาวไปนั่นแหละจะเกิดสงคราม เพราะใช้มาตรการอ่อนแอจนคนไทยเริ่มขุ่นข้องหมองใจมาก ถ้าถึงวันนั้นอารมณ์คนไทยขึ้นมาในระดับที่จะลุกฮือขึ้นมาคนที่ที่รับผิดชอบอำนานรัฐก็ต้องตัดสินใจประกาศสงคราม เพื่อตัดอารมณ์พี่น้องประชาชน อันนั้นแหละจะเป็นเรื่องที่เกิดสงครามเพราะนายอภิสิทธิ์



