ข่าว

ป้อมปราการแดง สวรรค์บนแผ่นดินอินเดีย

ป้อมปราการแดง สวรรค์บนแผ่นดินอินเดีย

05 ก.พ. 2554

เมื่อเครื่องบินแอร์เอเชียร่อนลงบนพื้นสนามบินอินทิรา คานธี กรุงนิวเดลี ผมได้สัมผัสกับประเทศเก่าแก่อายุมากว่า 5,000 ปี ที่เป็นต้นกำเนิดของเชื้อชาติศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม กระจายไปสู่ทุกภูมิภาคบนแผ่นดินเอเชีย ผมจึงคุ้นเคยกับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายอินเดีย ที่ขาย

  ประชากรกว่า 1,100 ล้านคน ทำให้นิวเดลี และเมืองใหญ่ๆ ของอินเดีย ดูแออัด พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจำนวนมาก แต่เป็นสีสันของชีวิตที่หาดูได้ยากในเมืองไทย ผมถาม คุณวรุณ กานนา ผู้เชี่ยวชาญเมืองอินเดีย จาก บริษัท ลุคอีสต์ ว่า เมื่อหลายพันปีก่อน ชาวอินเดียใช้อูฐและม้าในการขนส่ง เหมือนที่เราเห็นริมทางหรือไม่
 
 คุณวรุณ เฉลยเมื่อพาพวกเราไปชม ป้อมปราการแดง (RED FORT) อัครสถานที่สร้างด้วยหินทรายแดงเป็นป้อมปราการใหญ่ อายุกว่า 350 ปี โดย พระเจ้าซาห์ เจฮัน กษัตริย์ในราชวงศ์โมกุล ผู้สร้าง ทัชมาฮาล ต้องใช้อูฐและม้าไปขนหินทรายแดงมาจากดินแดนที่ห่างไกลกว่า 300 กิโลเมตร เพื่อสร้างป้อมและพระราชวังส่วนพระองค์

 ป้อมปราการแดงมีการสร้างเป็นประตูกล มองจากภายนอกจะไม่เห็นประตูทางเข้า จะเห็นแต่เชิงเทินสูงบังประตูไว้ ก่อนจะเข้าถึงบริเวณพระราชวัง ต้องเดินผ่านช่องทางเนินสูงทอดยาว 80 เมตร ไปจนถึงหอกลองที่เรียกว่า เนาปัตคะบา ซึ่งเป็นตึกสองชั้นที่ตั้งกองกำลังรักษาพระราชวัง

 การเดิน หรือขี่ม้า เข้าป้อมปราการแดง จึงเหมือนการคลี่สาหรี่ของสาวอินเดีย เป็นการป้องกันข้าศึกศัตรูที่จะยกกำลังเข้าโจมตีพระราชวังแห่งนี้ ภายในมี พระที่นั่งชั้นในดิวันอิขาส สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว เพดานประดับด้วยเพชรและทองคำ และเป็นที่ประดิษฐาน ราชบัลลังก์นกยูงทอง (PEACOCK THRONE) ทำด้วยทองคำแท้ฝังเพชรนิลจินดาล้ำค่า แต่ถูกกองทัพเปอร์เซียยึดไปไว้ที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน

 เมื่อ เยาวหราล เนรูห์ เข้าร่วมกับ มหาตมะ คานธี เรียกร้องเอกราชจากการยึดครองของอังกฤษจนสำเร็จ เยาวหราล เนรูห์ นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ได้ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ และชักธงชาติอินเดียบนเชิงเทินป้อมปราการแดง เพื่อประกาศอิสรภาพของอินเดียต่อคนทั้งโลก

 ดังนั้น ทุกวันที่ 15 สิงหาคมของทุกปี นายกรัฐมนตรีอินเดียทุกท่านจะต้องขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ และทำพิธีชักธงอินเดียขึ้นสู่ยอดเสา บนเชิงเทินของป้อมปราการแดง เป็นการฉลองเอกราชของประเทศอินเดียอย่างยิ่งใหญ่ แอร์เอเชียบินสู่ กรุงนิวเดลี และโกลกาตา วันละ 1 เที่ยวบิน

เพชอรี ทันดูรีมื้อละ 5,000 บาท
 ไปอินเดียครั้งนี้ คุณกฤติยาวดี พงษ์พาณิชย์ และทีมงานแอร์เอเชีย จัดให้ผมนอนคนเดียวในห้องวีไอพีสุดหรู จิตต้องแข็ง และสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน ผมจึงหลับสบายในโรงแรมที่เคยเป็นพระราชวังสุลต่าน แต่ก็มีบางคืนที่ผมแอบหนีออกไปเดินเที่ยว สัมผัสชีวิตอินเดียยามค่ำคืน จึงรู้ว่า ชาวอินเดียมีน้ำใจต่อนักท่องเที่ยวมาก

 อาหารอินเดียที่ คุณว่าว จัดให้พวกเราชิม ต้องเป็นมื้อพิเศษหนึ่งเดียวในอินเดีย ร้านเพชอรี (PESHAWRI) ขายอาหารอินเดีย แบบทันดูรี (เตาย่าง) ซึ่งเป็นอาหารชั้นสูงที่เตรียมไว้ต้อนรับแขกเมืองในสมัยโบราณ การไปกินอาหารที่ร้านเพชอรีต้องจองไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ทางร้านเตรียมเนื้อสัตว์หมักเครื่องเทศ เอาไว้ย่างให้ลูกค้าได้ชิม

 ทันดูรี จึงมีเนื้อสะโพกไก่หมักเครื่องเทศ เสียบเหล็กย่างในเตาถ่านร้อนๆ เนื้อแพะสับละเอียดผสมเครื่องเทศและเกลือ ปั้นเนื้อแพะบนเหล็กแหลมย่างไฟถ่านร้อนๆ จนสุก และเนื้อแพะหมักมาซาล่า (พริกป่นเครื่องเทศอินเดีย) ย่างในเตาถ่าน ฉีกเนื้อแพะให้เป็นฝอยจนไม่มีกลิ่นสาบแพะ

 การกินทันดูรี ที่ร้านเพชอรี ทางร้านไม่มีช้อนส้อม หรือมีดหั่นเนื้อให้ พวกเราต้องเปิบอาหารด้วยมือแบบโบราณ จากนั้นพนักงานจะนำทันดูรีย่างร้อนๆ มาเสิร์ฟให้กินถึงโต๊ะ มีเครื่องเคียงเป็นพริกแกง (น้ำจิ้มอินเดีย) สามรสชาติ พร้อมด้วยนาน (โรตีอินเดีย) ที่นวดแป้งเสร็จ นำไปนาบในเตาทันดูรีจนแป้งพองสุก กินกับแกงอินเดียอร่อยมาก

 ที่ขาดไม่ได้สำหรับการกินทันดูรีคือ เนยแพะหั่นเป็นชิ้นใหญ่ให้กินไม่อั้น แต่ผมสู้กลิ่นเนยแพะไม่ไหว จึงไม่ขอสัมผัสกับเนยแพะ ที่ชาวอินเดียชอบเหลือเกิน ร้านเพชอรีจัดผ้ากันเปื้อนให้ลูกค้าทุกคน เพื่อกันไม่ให้อาหารเลอะเปื้อนเสื้อผ้าขณะที่ใช้มื้อเปิบอาหารอย่างเอร็ดอร่อย

 อิ่มกับไก่ย่าง เนื้อแพะ ย่างจนผมต้องเรอออกมาดังๆ แล้ว ผมแอบถามพนักงานเก็บเงินจึงรู้ว่า อาหารมื้อนี้ไม่แพงมาก คิดเป็นเงินไทยคนละ 5,000 กว่าบาท คุณกฤติยาวดีและทีมงานแอร์เอเชียยังมีน้ำใจชวนผมไปชิมอาหารอินเดียในเมืองไทยที่ อินดัส สุขุมวิท 26 อร่อยขนาดไหนสัปดาห์หน้าผมจะมาเล่าให้ฟังครับ