ข่าว

ศาลให้ประกันตัวการุณด้วยเงิน2แสน

ศาลให้ประกันตัวการุณด้วยเงิน2แสน

03 ก.พ. 2554

ศาลอนุญาตให้ประกันตัว “การุณ ใสงาม” คดีร่วมกับพันธมิตรฯชุมนุมสุวรรณภูมิ–ดอนเมือง “วัลย์วิภา” ระบุ ยื่นอุทธรณ์-ขอประกันตัว “วีระ-ราตรี” 11 ก.พ. พร้อมชงหลักฐานสู้ยิบตาถูกจับในแดนไทย “ไชยวัฒน์” โวย”ทักษิณ” ขวางแดงรวมเหลือง ไม่นึกถึงชาติปล่อยให้คนขายชาติลอยน

 เมื่อเวลา 13.15 น.วันที่ 3 ก.พ.พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผกก.สส.บก.น.9 พนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควบคุมตัว นายการุณ ใสงาม อายุ 59 ปี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดบุรีรัมย์ แนวร่วมเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ผู้ต้องหาคดีร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 2386/2553  ลงวันที่ 27  ต.ค. 53 มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 ก.พ.นี้ เนื่องจาก การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอผลการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และเสนอสำนวนต่อ ผบ.ตร. เพื่อมีความเห็นทางคดีตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนิน คดีอาญา พ.ศ.2523 ข้อ 9.1.5

 ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนระบุด้วยว่า ไม่ขอคัดค้านการประกันตัว หากผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวแล้วจะไม่เข้าไปร่วมการชุมนุม หรือ กิจกรรมทางการเมืองอื่นใด อันมิใช่การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารหรือให้สัมภาษณ์ต่อสารณชนในทางที่เป็นอุปสรรคต่อการ สืบสวนสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้
 
 คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อ วันที่ 20 พ.ย.- 3 ธ.ค. 51 นายการุณ ผู้ต้องหา ได้ร่วมกับกลุ่มพันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยได้กล่าวปราศรัยพูดปลุกระดมให้กำลังใจผู้ชุมนุม บนเวทีหน้าทำเนียบรัฐบาล และ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง และสุวรรณภูมิ หลายครั้ง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยพฤติการณ์ดังกล่าวผู้ต้องหาได้ทำหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากกลุ่มพันธมิตร ฯ ให้เป็นผู้พูดปราศรัยโดยมีข้อความที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนถึงขนาดจะก่อความ ไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร จึงถือได้ว่าผู้ต้องหาทั้งสอง ได้ร่วมกระทำผิดลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำกับผู้ต้องหาอื่นๆ ในคดีนี้ซึ่งได้ละเมิดกฎหมายหลายฉบับ หลายฐานความผิด โดยผู้ต้องหารู้ถึงกระทำที่เล็งเห็นผลในการกระทำนั้น

 ทั้งนี้ผู้ต้องหาถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญา เมื่อเวลา 00.10 น.วันที่ 3 ก.พ. ซึ่งผู้ต้องหา ถูกกล่าวโทษรวม 4 ข้อหาประกอบด้วย  1.มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง 2. เข้า ไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข หรือ ไม่มีเหตุอันควรเข้าไปในอาการหรือสำนักงานที่อยู่ในการครอบครองของผู้อื่น 3. กระทำด้วยประการใดๆ ให้ทางสาธารณะอยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจลาจล 4. กระทำด้วยประการใดๆ ให้การสื่อสารสาธารณะ ทางไปรษณีย์ขัดข้อง 8. ทำ ให้เสียหาย ทำลายทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215,229,235,364,395(1)(2)ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

        ศาลรับคำร้องไว้พิจารณา โดยสอบถามผู้ต้องหาแล้วคัดค้านการฝากขัง พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เนื่องจากเชื่อว่าการฝากขังของพนักงานสอบสวนมิชอบด้วยกฎหมาย

  ด้าน นายณฐพร โตประยูร  ทนายความผู้ต้องหา กล่าวว่า ทีมทนายความได้ยื่นคำร้องขอคัดค้านการฝากขังของพนักงานสอบสวน เนื่องจากเห็นว่าผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีเพียง 4 ข้อหา โดยมีโทษหนักสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142 (3) ระบุว่า เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นให้ลงความเห็น โดยไม่ต้องส่งสำนวนให้กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พิจารณาขอความเห็นทางคดี จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องฝากขัง ทั้งนี้หากศาลเปิดไต่สวนคำร้องนายการุณ ขึ้นเป็นพยานเบิกความด้วยตัวเอง

ศาลให้ประกันตัว"การุณ"ด้วยเงิน2แสน 

ต่อมาเวลา14.30 น. ศาลอาญา เปิดห้องพิจารณา 614 ไต่สวนคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวน โดย พ.ต.อ.เอกรักษ์ขึ้นเบิกความเป็นพยานต่อศาลเพียงปากเดียว ขณะที่นายการุณทำหน้าที่เป็นทนายถามค้านด้วยตัว  เสร็จแล้วศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า กระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จเนื่องจากยังอยู่ระหว่างขั้นตอนส่งสำนวนการสอบสวนให้ ผบ.ตร.มีความเห็นชี้ขาด พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจฝากขังผู้ต้องหาได้ตามกฎหมาย จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา และให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ต้องหา  

  ต่อมา พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีต รองปลัดกระทรวงกลาโหม และสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.)ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 2 แสนบาท ขอประกันตัวนายการุณ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยตีราคาประกัน 2 แสนบาท

กลุ่มรักชาติขอประกันตัววีระ-ราตรี11ก.พ.

 ที่ประตู 4 ด้านข้างทำเนียบรัฐบาล นายไชยวัฒน์ สินสุวงษ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ที่ปรึกษาเครือข่ายฯ   นายทศพล แก้วพิมาย กรรมการผู้รับใช้เครือข่ายฯ ร่วมกันแถลงถึงการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องถามหาอธิปไตยเหนือดินแดนไทยและ ปกป้องคนไทย ว่าเราได้ต่อสู้มา 43 วัน หลังศาลกัมพูชาพิพากษาสุดท้ายรัฐบาลไทยไม่เอาใจใส่ที่จะต่อสู้เพื่อรักษา อธิปไตยและปกป้องคนไทย เครือข่ายฯจะเดินหน้าสัญจรต่างจังหวัดลงพื้นที่ 16 จ.ภาคใต้ วันที่ 5 ก.พ.ที่จังหวัดตรัง หน้าศาลากลางหลังเก่า วันที่ 6 ก.พ.หน้าตลาดสถานีรถไฟละแมร์ จ.ชุมพร ทั้งนี้กรณีนายการุญ ใสงาม เดินทางกลับสนามบินสุวรรณภูมิเรียน พร้อมกับ ม.ล.วัลย์วิภา ได้ถูกจับข้อหาผู้ก่อการร้าย เครือข่ายฯได้ประสาน พล.ร.อ.บรรณวิทย์  เก่งเรียน ประธานเครือข่ายฯยื่นขอประกันตัวแล้ว ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมนายการุญ ถึงมาถูกจับช่วงเวลานี้ มั่นใจว่ามีคำสั่งจากผู้นำรัฐบาลทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ต้องการสลายกำลังของเครือข่ายและตัดตอนการช่วยเหลือสองคนไทย เพราะนายการุญ เป็นกำลังสำคัญที่พูดภาษาเขมรได้ เป็นประเด็นปัญหาที่ความยุติธรรมที่นักการเมืองไทยพยายามแทรกแซง ในวันศุกร์และเสาร์ที่ 4 ก.พ.และ 5 ก.พ.   นี้จะระดมคนมาร่วมต่อสู้กับพันธมิตรฯเพราะการต่อสู้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งวันจันทร์ที่ 7 ก.พ.นี้จะประชุมคณะกรรมการเครือข่ายชุดใหญ่เพื่อกำหนดแนวทางต่อสู้ชัดเจนมากขึ้น 

 นายไชยวัฒน์ กล่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกทักษิณ ทวิตเตอร์ชี้นำการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงไม่ให้เข้าร่วมกับการชุมนุมของเครือ ข่ายฯและพันธมิตรฯ ซึ่งก่อนตนถูกจับติดคุกพี่น้องเสื้อแดงออกมาขึ้นเวทีประกาศร่วมต่อสู้เพื่อ รักษาประเทศไทย ตนเข้าเรือนจำไปเจอแกนนำเสื้อแดง หารือกันว่าน่าจะใช้แนวทางสามัคคีประชาชาติขับไล่รัฐบาลออกไป แต่พ.ต.ท.ทักษิณ กลับปฏิเสธพลังสามัคคีประชาชาติ และให้กลุ่มเสื้อแดงระวังการรัฐประหาร เรื่องนี้สะท้อนจุดยืนจริงของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไม่เคยคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศแต่ทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ตัวเองเท่า นั้น และถือว่าพ.ต.ท.ทักษิณ กำลังกล่าวหากองทัพแห่งชาติ รวมทั้งพ.ต.ท.ทักษิณทำลายกระบวนการต่อต้านรัฐบาล จึงให้เกิดเส้นแบ่งของประเทศเป็นความขัดแย้งของกระบวนการขายชาติกับพี่น้อง ที่รักชาติเท่านั้น ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างสีอีกต่อไป การเดินหน้าอภิวัฒน์ประเทศต้องทำต่อไปเพื่อหยุดขุดรากถอนโค่นขบวนการขายชาติ กรณีนายวีระและนางสาวราตรี จะกลับบ้านเมืองได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับไล่นายอภิสิทธิ์ออกไปเร็วหรือช้า ให้คนไทยตัดสินใจอยากให้รัฐบาลอยู่ต่อไปเพื่อสมคบนายฮุนเซน ขายชาติหรือไม่

 ม.ล.วัลย์วิภา กล่าวว่าการพิพากษาศาลกัมพูชาทำหน้าที่เป็นผู้กล่าวหาอีกหน่วยงานร่วมกับ รัฐบาลกัมพูชาแต่สองคนไทยมีหลักฐานข้อมูลทั้งหมดแต่ไม่ได้นำขึ้นต่อสู้เพราะ ทางการไทยโดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ไม่ลงนามยืนยันให้ทำให้ ของไทยไม่มีหลักฐานอะไรเลย ซึ่งตนขอแฉหลักฐานข้อมูลที่จะทำให้รัฐบาลจนมุมเรื่องนี้ว่ารัฐบาลมีหลักฐาน อยู่ในมือทั้งหมดแต่ไม่ทำอะไรและสามารถปฏิเสธอำนาจศาลกัมพูชาได้ ซึ่งหลักฐานสำคัญที่รัฐบาลไทยสามารถยันขึ้นโต้แย้งต่อศาลกัมพูชาได้และให้ ปล่อยตัวคนไทยโดยไม่มีเงื่อนไขได้ทันที  

 หลักฐานที่สำคัญก็คือภาพถ่ายทางอากาศยืนยันการใช้ที่ดินเมื่อปี พ.ศ. 2498 ของคนไทยชาวนาไทยมาถึงปัจจุบันแต่รัฐบาลไม่หยิบไปต่อสู้ ซึ่งเมื่อเห็นภาพถ่ายทางอากาศฉบับนี้ไม่ต้องมาพูดว่าเป็นเขตแดนใครเพราะ ชัดเจนว่าเป็นของไทยทั้งหมดไม่ใช้พื้นที่พิพาทที่ต้องเจรจาปักปันในคณะ กรรมการเจบีซี และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ   ขณะนี้เดินทางไปประชุมคณะกรรมการเจบีซี ที่เสียมราฐ นั้นกับทำผิดต่อเขตแดนเรื่องนี้จะหยิบยกไปฟ้องร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนไทยและยกฟ้องศาลโลกในเรื่องปัญหาเขตแดนด้วยที่ รัฐบาลไทยไม่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ ทั้งนี้เครือข่ายฯจะยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวนายวีระและนางสาวราตรีในวันที่ 11 ก.พ.เข้าเยี่ยมนานวีระ นางสาวราตรี

 “ปัญหาที่จะขึ้นศาลต่อองค์กรระหว่างประเทศ เพราะเรื่องนี้มีการยอมรับแล้วในเอ็มโอยู 43 รัฐบาลไทยรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนแล้วทำให้เกิดปัญหาทุกพื้นที่ที่ไทยเสียเปรียบกัมพูชาทั้งหมด มั่นใจว่าเป็นจุดอ่อนของกัมพูชาคือเรื่องแผนที่กับภาพถ่ายทางอากาศเช่นกัน ซึ่งเราทำให้พร้อมหมดแล้วที่จะให้รัฐบาลลงนามรับรองเป็นเอกสารทางราชการแต่ รัฐบาลไม่ทำคือความไม่จริงใจรัฐบาลที่จะยอมจำนนอย่างเดียว เราฟ้ององค์กรระหว่างประเทศว่ารัฐบาลไทยละเมิดสิทธิประชาชนไทยด้วย”

 ต่อจากนั้นผู้ชุมนุมเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ เดินทางไปให้กำลังใจที่กองปราบเวลา 12.00 น.และเดินทางต่อไปศาลอาญาเพื่อให้กำลังใจนายการุญได้รับการประกันตัว

"รองเลขาฯ"ศาลยธ.ชี้ศาลเขมรตัดสินจำคุกคนไทยมีผลผูกผันไทย

 นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ให้ความเห็นกรณีศาลกัมพูชาลงโทษจำคุกนายวีระ สมความคิด ผู้ประสานงานเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ เป็นเวลา 8 ปี และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ เป็นเวลา 6 ปี จะมีผลผูกพันตามกฎหมายไทยอย่างไร ว่า รัฐแต่และรัฐย่อมมีอำนาจอธิปไตยในทางศาล การที่คำพิพากษาของศาลต่างประเทศจะมีผลในอีกประเทศหนึ่งหรือไม่ ต้องดูหลักกฎหมายและหลักปฏิบัติระหว่างประเทศ ก็คือหลัก “บุคคลจะไม่ถูกพิจารณาคดีซ้ำสองในความผิดเดียว” เทียบกฎหมายอาญา มาตรา 10 ที่ว่า ผู้กระทำผิดนอกราชอาณาจักร ถ้าศาลต่างประเทศได้พิพากษาถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น หรือพิพากษาให้ลงโทษ และผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว ศาลไทยจะไม่สามารถลงโทษผู้นั้นเพราะการกระทำนั้นได้อีก ถ้าผู้นั้นต้องคำพิพากษาได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้ว แต่ยังไม่พ้นโทษ ศาลไทยจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงโทษที่ผู้นั้นได้รับมาแล้ว

 นอกจากนี้ในมาตรา 11 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่า ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักร หรือกระทำความผิดที่ประมวลกฎหมายนี้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร ถ้าผู้นั้นได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้วทั้งหมด หรือแต่บางส่วน ศาลไทยจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงโทษที่ผู้นั้นได้รับมาแล้ว

 “เมื่อศาลทุกศาลตัดสินคดีแล้วย่อมก่อให้เกิดความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป แต่ทั้งนี้เมื่อเป็นเรื่องระหว่างประเทศ แนวนโยบายของรัฐโดยฝ่ายบริหารจึงมีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาด้วย”นายสราวุธกล่าว

 “ชวรัตน์”เชื่ออาเซียนไม่โดดเดี่ยวไทย

 ที่กระทรวงยุติธรรม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศจะยกระดับการชุมนุมในอีก 3 วัน ว่า ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอให้ครบ 3 วันก่อน แล้วมาถามใหม่จะดีกว่า ส่วนท่าทีที่ พธม. ตั้งเงื่อนไขที่จะนำ 2 คนไทยที่ยังจำคุกอยู่ที่ประเทศกัมพูชากลับมายังประเทศให้ได้ ส่วนตัวมองว่า เป็นการเจรจาระหว่างประเทศ ขณะนี้เรื่องยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด ไม่ทราบใครจะแพ้ ใครจะชนะ

 เมื่อถามว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องระหว่างประเทศ และเป็นเงื่อนไขที่อ่อนไหว สำหรับการกดดันรัฐบาล ลักษณะนี้ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าว่า ต้องดูว่าการปฏิบัติของตัวอย่างแบบนี้ มีเรื่องใดบ้างที่สามารถทำได้ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล ไม่ใช่จะมาเล่นกันแบบมวยวัด หรือเป็นการเคลื่อนไหวเกินกว่าเหตุหรือไม่นั้น เมื่อมองในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทย พธม. คงอยากจะให้เพื่อนร่วมชาติได้รับการปลดปล่อยให้เร็วที่สุด เรื่องนี้เป็นคุณสมบัติของความเป็นคนไทยสามารถทำได้

 เมื่อถามว่าแนวทางที่จะคลี่คลายโดยการพบกันคนละครึ่งทาง และไม่เกิดผลกระทบต่อประเทศได้คืออะไร นายชวรัตน์ กล่าวว่า เชื่อว่าการพบกันครึ่งทางนั้น ต้องมีขึ้นในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน เพราะจารเจรจาหากไม่พบกันครึ่งทางก็ไม่สามารถเจราได้ ถือเป็นการเกินกว่าเหตุหรือไม่นั้น มองว่า เป็นหลักของการเจรจา แต่ละคนไม่เหมือนกัน

 เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวออกมาว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน พยายามลอยแพประเทศไทย ซึ่งมีท่าทีเหมือนจะไม่เข้าข้างประเทศไทยด้วย นายชวรัตน์ กล่าว เรื่องนี้ยังไม่ทราบ แต่คิดว่าคงจะเป็นการปล่อยข่าวมากกว่า ต้องให้เลขาธิการอาเซียน ออกแถลงการณ์ถึงเรื่องนี้เสียก่อน ถึงจะพอฟังได้ ขณะนี้ยังไม่เชื่อ เพราะอาเซียนยังไม่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้