
บราซิลเล็งคุ้มครองสิทธิความสุขฝ่ายค้านแย้งไม่ช่วยแก้ไขปัญหาสังคม
บราซิลเลีย-สภาบราซิลถกแก้ไขรัฐธรรมนูญรับรอง"การแสวงหาความสุข"เป็นสิทธิที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ท่ามกลางการถกเถียงจำเป็นหรือไม่
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคาร (1 ก.พ.) ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะบัญญัติให้การแสวงหาความสุข เป็นสิทธิประการหนึ่งที่ไม่สามารถถ่ายโอนกันได้ในบราซิล คาดว่าจะได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในเร็วๆ นี้ จากนั้นสภาผู้แทนราษฎรจะรับร่างไปพิจารณาในขั้นต่อไป ท่ามกลางการถกเถียงที่หาข้อสรุปไม่ได้ว่า ในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการเฉลิมฉลองและแสวงหากิจกรรมรื่นเริงเป็นชีวิตจิตใจแห่งนี้ จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องคุ้มครองสิทธิในการแสวงหาความสุข
แต่ฝ่ายสนับสนุนอย่างนายเมาโร โมโตริน ผู้อำนวยการกลุ่ม "แฮปปิเออร์ มูฟเมินต์" กล่าวว่า วัตถุประสงค์ที่แท้ของการปรับปรุงรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้คือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ บราซิลมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่ปราศจากการเติบโตทางสังคม การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อจุดประเด็นถกเถียง และแสวงหาฉันทามติในการสร้างบรรยากาศแห่งการเคารพสิทธิทางสังคม
เช่นเดียวกับนายคริสโตแฟม บัวเก้ ส.ว. และอดีตรัฐมนตรีศึกษา ผู้สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวุฒิสภา กล่าวว่า การเพิ่มคำว่าการแสวงหาความสุข มีความจำเป็นเพื่อช่วยให้ประชาชนคนธรรมดาเข้าใจลึกซึ้งว่า รัฐบาลที่ถูกกล่าวหามานานว่าไม่ได้จัดหาบริการพื้นฐานแก่คนยากไร้นั้น มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้
ขณะที่นายแดเนียล ซีเดล แห่งสมาคมบิชอปบราซิลแห่งชาติ วิจารณ์ว่าการเคลื่อนไหวผลักดันสิทธิการแสวงหาความสุข เป็นแค่แผนทางการตลาดที่ไม่ได้ช่วยหาทางออกให้แก่สังคมบราซิลแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอย่างเช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาเรื่องการบรรจุสิทธิแห่งความสุขไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน ส่วนรัฐบาลอังกฤษมีแผนจะเริ่มโครงการหามาตรวัดความเป็นอยู่พลเมือง ภายใต้งบประมาณ 3 ล้านดอลลาร์
ภูฏาน คือชาติผู้บุกเบิกและจุดประกายแนวคิดใช้ดัชนีความสุขในต้นทศวรรษที่ 1970 ก่อนหน้านั้น คำประกาศเอกราชสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1776 ก็มีถ้อยคำถึงการยืนหยัดเพื่อชีวิต เสรีภาพและการแสวงหาความสุขเช่นกัน
ทั้งนี้ ร่างแก้ไขจะเพิ่มวลี "การแสวงหาความสุข" ไว้ในมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญบราซิล ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับการศึกษา สาธารณสุข อาหาร งาน ที่อยู่อาศัย สันทนาการ ความปลอดภัยและอื่นๆ เป็นสิทธิสังคมของพลเมือง
ขณะที่บราซิลกำลังเดินหน้าสู่การเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 5 ของโลกภายในปี 2016 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการรับหน้าที่เจ้าภาพจัดโอลิมปิก แต่ระบบการศึกษาของรัฐ ถนนหนทาง ทางรถไฟ ชุมชนแออัดที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ



