
เสียงแว่วจากดาวอส
เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นรายการพิเศษที่ท่านนายกฯ
คุยกับชาวไทยข้ามโลกมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังเข้าร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ที่เมืองตากอากาศดาวอส ท่านนายกฯ ได้เคยเข้าร่วมประชุมเช่นนี้ในปีที่แล้ว และผมได้ตั้งคำถามไว้ว่า “นายกฯ ไปประชุมที่ดาวอสคนไทยได้อะไรบ้าง” ซึ่งท่านนายกฯ เพิ่งมาตอบในปีนี้
ท่านนายกฯ ว่า “ผมคิดว่าได้มาช่วยตอกย้ำว่าประเทศไทยฟื้นตัวแล้ว...เขาได้มองเห็นว่าประเทศไทยเริ่มกลับมาเดินหน้าแล้ว ถึงความมั่นใจในเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขต่างๆ ยืนยันถึงการฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี และได้รับทราบสิ่งที่เราได้วางเหมือนกับเป็นจุดขาย จุดแข็งของเรา เช่น ภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์...”
ผมขอสรุปเอาเองว่าเพียงแค่ท่านนายกฯ ทำให้ชาวโลกเชื่อตามที่ท่านพูดได้ก็คุ้มค่าเดินทางแล้ว เพราะถ้าชาวโลกเชื่อว่าประเทศไทยสู่ความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้วเขาก็คงขยายการค้าขายการลงทุนอันจะเป็นผลดีแก่ปากท้องของชาวบ้านในที่สุด
สำคัญว่าเขาเชื่ออย่างที่ท่านนายกฯ พูดหรือไม่
ท่านนายกฯ ได้เล่าว่า ได้พบปะประธานาธิบดีของประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศเบลเยียมอย่างเป็นทางราชการและได้พูดคุยถึงการประชุมอาเซมซึ่งจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ พูดถึงโอกาสที่จะเปิดการค้าเสรีกับกลุ่มเอฟตา (กลุ่มร่วมมือการค้าเล็กๆ ในยุโรป) นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสพบปะกับนายห้างนายหอ นักการเมืองทั่วโลกและหนีไม่พ้นกลุ่มนักข่าวทั่วโลก
ในกระบวนนักข่าวทั่วโลกที่พบปะนั้น ซีเอ็นเอ็น นับว่าให้ความสำคัญในการให้สัมภาษณ์กับท่านนายกฯ เป็นหัวข้อข่าวใหญ่ประจำวัน โดยระหว่างการประชุมนั้นหัวข้อที่ถกเถียงกันทั้งในและนอกรอบ คือเรื่องการจลาจลในอียิปต์ และในฐานะที่ท่านนายกฯ เพิ่งผ่านเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่แล้วจึงถูกยิงคำถามว่า “ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์จะมีข้อแนะนำต่อท่านประธานาธิบดีมูบารักต่อวิกฤตที่กำลังเผชิญนี้อย่างไร"
ท่านนายกฯ ของเราไม่รีรอที่จะให้คำแนะนำนักการเมืองอาวุโสอยู่ในตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปีว่า “ผู้นำทั้งหลายจะต้องฟังเสียงประชาชน จะต้องทำตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่...” ซึ่งบรรดาครูบาอาจารย์ทางการเมืองได้ฟังแล้วคงปรบมือกันกราวใหญ่
แต่นักข่าวต่างประเทศก็ไม่ลดละย้อนถามท่านนายกฯ ของเราว่าแล้วทีเหตุเกิดกับท่านทำไมถึงส่งทหารใช้กำลังปราบปรามจนมีคนตายถึง 91 คน เจ็บอีกเป็นร้อย...ท่านนายกฯ ก็ตอบอย่างฉะฉานว่าหน้าที่ของรัฐบาลต้องจัดการกับความรุนแรง...ซึ่งทำให้นักข่าวฝรั่งเป็นงงๆ อยู่
เรื่องที่พูดมากในที่ประชุมนั้นมีมากมายเหลือเกินเพราะเป็นการชุมนุมของคนช่างพูด (คนมีอำนาจมีเงินไม่ว่าชาติไหนช่างพูดทั้งสิ้น ไม่พูดเองก็พูดผ่านคนอื่น) แต่ผมจะหยิบมาเพียง 2 ประเด็น คือเรื่องความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจทำให้เกิดความไม่สงบ เรื่องที่สอง คือเรื่องอาหารของโลกจะขาดแคลน
เรื่องอาหารของโลกจะขาดแคลนนั้นมีผู้พูดว่าบางประเทศถึงกับเริ่มกักตุนเพราะรู้ดีว่าการขาดอาหารเป็นต้นเหตุของการจลาจล ข่าวเรื่องนี้เป็นทั้งวิกฤติและโอกาสของประเทศไทยถ้าบริหารให้ประเทศไทยเป็นครัวโลกได้อย่างพูดก็จะเป็นโอกาส ถ้าไม่เช่นนั้นการขึ้นราคาหรือขาดแคลนของโภคภัณฑ์ก็จะเป็นปัญหาอย่างยิ่งของปากท้องคนไทยในอนาคต เรื่องของเรื่องจึงอยู่ที่ผู้บริหารของเราปัจจุบันและต่อๆ ไป จะมีฝีมือแค่ไหน
ส่วนเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจนั้น ผมว่าเป็นเรื่องที่พูดกันจนน่าเบื่อเพราะมีแต่คนหยิบยกปัญหาไม่เห็นใครลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ในที่ประชุมนี้มีคนยกปัญหาว่าการให้การศึกษาแก่คนสูงๆ แล้วไม่มีงานให้เขาทำตามวุฒิก็เป็นเหตุหนึ่งแห่งความแตกแยก
ยิ่งฟังยิ่งเวียนหัว
นายหนูใหญ่ [email protected]



