
ทางรอดวีระ
จนถึงขณะนี้บทบาทของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลไทย ในการช่วยเหลือ 2 คนไทยที่ถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา โดยเฉพาะในข้อหาสำคัญ คือการประมวลข้อมูลอันเป็นภัยต่อการป้องกันประเทศ
หรือจารกรรมข้อมูล คือการสนับสนุนให้ยื่นอุทธรณ์โดยจะประสานงานกับทนายความของนายวีระ สมความคิด กับ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ต่อไป แนวทางนี้คงมิได้แตกต่างไปจากที่นายอภิสิทธิ์ยืนยันมาตลอดว่าจะใช้ช่องทางศาลต่อสู้และช่วยเหลือคนไทย หลังจากที่ได้ชี้นำไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า คนไทยทั้ง 7 บุกรุกเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาจริง อันเป็นเหตุให้ศาลกัมพูชาใช้เป็นหลักฐานในการประกอบคำวินิจฉัยลงโทษคนไทย แม้ว่าในเวลาต่อมา นายอภิสิทธิ์จะได้พยายามอธิบายว่าคนไทยที่ถูกจับกุมไม่ได้มีเจตนาที่จะรุกล้ำเข้าไปในดินแดนประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม
นายอภิสิทธิ์เคยย้ำว่า การช่วยเหลือคนไทยนั้น ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ เมื่อถึงเวลาก็จะบอก ความหมายดังกล่าว ปรากฏชัดเจนแล้วหลังจากที่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ กับพวก ถูกศาลกัมพูชาตัดสินลงโทษจำคุกฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย และเข้าพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ แปลว่า ไม่ว่าจะอย่างไร กระบวนการทางศาลของกัมพูชา ก็คือช่องทางเดียวและช่องทางสุดท้ายที่จะชี้อนาคตของคนไทย แม้ว่าในทางความเป็นจริง ทุกคนอาจได้ประจักษ์ว่านี่มิใช่การต่อสู้อย่างตรงไปตรงมา หากเป็นเกมอำนาจของฮุน เซน ที่จะใช้ผ่านสถาบันศาลสั่งสอนและลงโทษคนที่เขาคิดว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลเขมร และอาจรวมไปถึงการทำหน้าที่เสมือนสงครามตัวแทนระหว่างกลุ่มคนไทยมีสีกลุ่มหนึ่ง กับมหามิตรบางคนของฮุน เซน
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำขาดให้นายอภิสิทธิ์จัดการนำตัวคนไทยทั้งสองกลับสู่ประเทศไทยโดยไม่มีเงื่อนไขภายใน 3 วัน มิฉะนั้นจะยกระดับการต่อสู้กดดันรัฐบาล นายอภิสิทธิ์กล่าวถูกต้องที่ว่า ไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะในภาพความเป็นจริง นอกจากสงครามแล้ว ก็ไม่มีทางใดจะบีบให้ฮุน เซนยอมรับข้อเสนอนี้ได้ หากนายวีระ และ น.ส.ราตรี ยิ่งดิ้นรนในสถานการณ์ที่เป็นรองทุกกรณี เชื่อว่าการต่อสู้ในหลัก “เจตนา” จะใช้ได้ผลในศาลกัมพูชา ก็กลับจะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายมากขึ้น
จะพึงพอใจหรือไม่ก็ตาม หากรัฐบาลไทย หรือนายวีระ น.ส.ราตรี เลือกใช้แนวทางอุทธรณ์คดี ก็อาจประวิงเวลาชั่วขณะเท่านั้น แต่ผลคำพิพากษาของศาลสูงจะไม่แตกต่างกัน ทางเดียวที่ทำได้ในเวลานี้ คือนายวีระ และ น.ส.ราตรี สมควรจะใคร่ครวญระหว่างอิสรภาพและการยืนยันใช้วิธีการต่อสู้แบบสุจริตชนในหมู่คนพาล หากเลือกอิสรภาพ ต้องไม่อุทธรณ์เพื่อให้คดียุติ จากนั้นจึงยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ เช่นเดียวกับกรณีของนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย ซึ่งถูกจำคุกด้วยข้อหาในลักษณะเดียวกัน และได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ไม่มีประโยชน์ที่จะยืนยันหัวชนฝา เพื่อรัฐบาลไทย คนไทยได้มีเวลาคิดอ่านกู้ศักดิ์ศรีชาติไทย ดีกว่าที่จะให้ฮุน เซนนั่งอยู่บนภู ดูคนไทยทะเลาะกันเอง



