ข่าว

"มิ่งขวัญ"มือใหม่ในสถานการณ์แตกแยก

"มิ่งขวัญ"มือใหม่ในสถานการณ์แตกแยก

03 ก.พ. 2554

เปิดตัวเป็นทางการสำหรับ "พรรคเพื่อไทย" ที่มีมติชู "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" ส.ส.สัดส่วน เป็น "หัวหน้าทีม" อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมแนบชื่อเป็น "นายกรัฐมนตรี" ท้ายญัตติ

เมื่อรับงานมาแล้ว "มิ่งขวัญ" จึงนัด ส.ส.และทีมงานเตรียมข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นครั้งแรก โดยผู้เข้าประชุมส่วนใหญ่เป็นส.ส.ที่ใกล้ชิดกับ "มิ่งขวัญ" ที่ห้องทำงานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน

 ขณะที่ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เดินทางมาประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ไปนั่งคุยอีกห้องกับส.ส.ที่ใกล้ชิด โดยปิดประตูห้องเงียบและไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประชุมหรือแถลงข่าวของ "มิ่งขวัญ"

 การประชุมครั้งนี้ มีการหารือเรื่ององค์คณะที่ร่วมอภิปราย รวมทั้งกำหนดจำนวนผู้อภิปราย และกำหนดประเด็น รวมทั้งวางโครงเรื่องในการอภิปรายทันที ขนาดยังไม่ได้กำหนดว่าจะอภิปรายใคร ยื่นวันไหน แต่ได้นัดแนะ "ซุ่มซ้อม" อภิปรายกันล่วงหน้าแล้ว

 การอภิปรายครั้งนี้ ถือเป็นการ "สร้างผลงาน" ให้ผู้ใหญ่และส.ส.ในค่ายเห็นความสามารถ "มิ่งขวัญ" จึงต้องพยายามแสดงบทบาทความเป็น "ผู้นำ" แต่เพราะความเป็น "มือใหม่" การแถลงข่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรก "มิ่งขวัญ" ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประตูห้องประชุมและปิดเสียงถ่ายทอดสดการประชุมสภา โดยบอกว่า “ต้องการสมาธิ เพราะผมเป็นมือใหม่”

 แถมระหว่างตอบคำถามสื่อมวลชน "มิ่งขวัญ" ก็พยายามตัดบทการซักถามของสื่อมวลชน โดยอ้างว่าจะรีบไปประชุมคณะทำงาน หรือไม่เชี่ยวชาญเรื่องตอบคำถามสื่อ

 พร้อมโชว์ความเก๋าด้านการผลิตสื่อทีวี ในฐานะที่เคยนั่งเป็น "ผู้บริหาร อสมท" มาก่อน บอกกับช่างภาพทีวีว่า

 "ภาพข่าวที่นำไปออกอากาศนั้น ถ้าเป็นภาพเก่าก็ควรจะระบุด้วยว่าเป็นภาพจากแฟ้มภาพ เพราะผมเคยเป็นผู้บริหาร อสมท มาก่อน เข้าใจกระบวนการของการนำเสนอภาพออกโทรทัศน์ เพราะหากนำเสนอภาพแล้วติดภาพ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย คนที่ดูก็อาจจะเข้าใจผิด หรือคิดว่าพล.อ.ชวลิตมาร่วมประชุมด้วย” งานนี้ทำเอาช่างภาพโทรทัศน์ถึงกับหน้าเจื่อน

 แต่การแสดงความเป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" ของ "มิ่งขวัญ" ครั้งนี้ ทำให้ ส.ส.ที่อยู่ภายในห้องประชุมกลับมีสีหน้าไม่สบายใจต่อท่าทีของ "ว่าที่นายกรัฐมนตรี" ขึ้นมาทันที

 และที่เด็ดสุดคงเป็น ที่ "มิ่งขวัญ" บอกกับส.ส.ที่เข้าร่วมประชุมอีกว่า ถ้าจะให้ข่าวให้บอกชื่อตัวเองด้วย อย่าให้มีแหล่งข่าวออกจากห้องประชุมนี้

 การอภิปรายครั้งนี้ "มิ่งขวัญ" จะใช้ส.ส.ประมาณ 20 คน และผู้อภิปรายแต่ละคนจะมีผู้ช่วยเตรียมข้อมูลให้ 3-5 คน กรอบการอภิปรายจะมีทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ปัญหาความมั่นคง ความยุติธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนการทุจริตต่างๆ

 เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การอภิปรายครั้งนี้ ไม่มี "สารวัตรเหลิม" อยู่ในทีมผู้ร่วมอภิปราย

 แม้ว่า "มิ่งขวัญ" จะพยายามเชิญให้มาร่วมงานเวทีด้วยก็ตาม "ได้เรียนเชิญให้มาร่วมอภิปรายในครั้งนี้ด้วยแล้ว แต่ท่าน (ร.ต.อ.เฉลิม) ขอเวลาสักพัก เชื่อว่าเดี๋ยวท่านก็คงจะตอบกลับมา"

 แต่ว่า "สารวัตรเหลิม" ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่ร่วมเวที แต่ถ้ามีข้อมูลจะมอบให้ไปใช้อภิปราย หรืออาจช่วยโดยการตั้งกระทู้ถามแทนการอภิปราย
 ภาพที่เกิดขึ้นในการประชุมทีมงานอภิปรายครั้งนี้ ที่ไม่มี "สารวัตรเหลิม" เข้าร่วมด้วย ก็แสดงให้เห็นว่า ระหว่างสายบู๊ "สารวัตรเหลิม" กับ สายบุ๋น "มิ่งขวัญ" ต่างเดินกันคนละแนวทาง

 ไม่ว่าผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จะออกมาอย่างไร แต่อย่างน้อยก็ทำให้สังคมมองว่า "พรรคเพื่อไทย" ได้ใช้เวทีสภาในการตรวจสอบรัฐบาล และเป็นการลดภาพลักษณ์การสนับสนุนการเมืองนอกสภา เพราะถือว่าเป็นการตรวจสอบที่ชอบธรรมมากกว่า

 และที่ผ่านมา บทบาท "ฝ่ายค้าน" ของพรรคเพื่อไทยในสภา ถูกมองว่าใช้สภาเป็นเวทีการเมืองมากจนเกินไป

 การที่ "มิ่งขวัญ" พยายามปรับบทบาทของ "พรรคเพื่อไทย" ในฐานะฝ่ายค้านใหม่ โดยการใช้หลักประนีประนอมอภิปรายไม่สร้างศัตรูทางการเมืองเพื่อหวังแนวร่วมในอนาคต

 อาจจะสวนทางกับสมาชิกในพรรคหลายคน โดยเฉพาะ "สารวัตรเหลิม" กับ "ตู่" จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่ถนัดบทหัวหมู่ทะลวงฟัน แต่ครั้งนี้ถือเป็นมติจาก "นายใหญ่" ที่ตัดสินใจอยากลอง "คนใหม่" อาจทำให้กระแสต่อต้านจากหลายด้านลดลง

 การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยผ่านงานนี้มาก่อน ก่อนอภิปรายต้องกำหนดเรื่องที่จะอภิปราย ตั้งทีมงาน กำหนดกระทรวงที่จะอภิปราย รัฐมนตรีคนไหน อภิปรายเรื่องอะไร ใครเป็นผู้อภิปราย ครั้งนี้ใช้ทีมใหม่เกือบทั้งหมดย่อมมีปัญหาตามมาแน่นอน โดยเฉพาะแนวทางการอภิปรายสวนทางกัน

 ดังนั้นการได้รับมอบหมายให้เป็น "หัวหน้าทีม" อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถือเป็นบททดสอบด่านแรกที่จะพิสูจน์ฝีมือภาวะ "ผู้นำ" ของ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" งานนี้จะ "แจ้งเกิด" หรือ "ฆ่าตัวตาย" ก่อนยังไม่ทันได้นั่งเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" เหมือนที่ฝันเอาไว้!

ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี /สมถวิล เทพสวัสดิ์
_______________________________