ข่าว

 ระวัง"คลั่งชาติ"

ระวัง"คลั่งชาติ"

03 ก.พ. 2554

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีการเคลื่อนไหวทางทหาร จนบรรยากาศตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ และมีโอกาสบานปลาย

 การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาเคลื่อนไหวกดดันเรียกร้องให้ยกเลิกเอ็มโอยู 43 ก็ดี ประท้วงกรณีกัมพูชาปักธงชาติบริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ก็ดี ย่อมเพิ่มอุณหภูมิต่อกระแสดังกล่าว

 ปกติแนวเขตแดนระหว่างประเทศมีข้อพิพาทกันเกือบทุกแห่ง ในทางปฏิบัติชาวบ้านที่อยู่บริเวณแนวตะเข็บ ก็ดำรงชีวิตอยู่ปกติ

 โดยที่รัฐบาลทั้งสองประเทศไม่ได้มาเน้นย้ำหรือเข้มงวดกวดขันจนเกินไปนัก บรรยากาศการค้าขาย อาชีพของชาวบ้านก็ดำเนินไปท่ามกลางวิถีที่เคยเป็นมาแต่ดั้งเดิม

 ถึงแม้พื้นที่พิพาทไทย-กัมพูชา จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเพื่อปกป้องอธิปไตยก็ตาม แต่ไม่ใช่นำมาเป็นประเด็นให้เกิดความบาดหมางนำไปสู่ความขัดแย้งหรือสงครามกับเพื่อนบ้าน ทั้งๆ ที่เราอยู่เหนือกว่าทุกประตู ได้เปรียบทุกด้าน

 ความจริงกัมพูชาเพิ่งเลิกสงครามมาเมื่อ 20 ปีนี่เอง เมื่อยูเอ็นส่งทหารเข้าไปจัดระเบียบแยกเขมร 3 ฝ่ายออกจากกัน การสู้รบเบาบางลงและนำไปสู่การเลือกตั้ง

 ส่วนใครจะกุมอำนาจยาวนานเท่าไรก็เป็นอีกประเด็น

 พื้นฐานนิสัย จิตใจของคนกัมพูชาก็ยังไม่นิ่ง คนที่อายุเกิน 25 ปี ยังติดตาอยู่กับสงครามในอดีต เห็นความโหดเหี้ยมทารุณของเขมรแดง การเข่นฆ่ายังฝังอยู่ในใจ

 ความรู้สึกนี้แหละที่รัฐต้องจับตา หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องเกาะติด ฝังตัวอย่าให้คนพวกนี้เข้ามาตั้งเครือข่ายเป็นองค์กรใต้ดินเด็ดขาด

 ยิ่งคนไทยมีสถานะเหนือกว่าคนกัมพูชาที่เข้ามาทำงาน เป็นนายจ้างบ้าง เป็นเจ้าของกิจการบ้าง ดีบ้าง ทารุณบ้าง ก็เคยปรากฏเป็นข่าว จำต้องลดความรู้สึก ไม่งั้นอันตราย

 ยังไม่มีตัวเลขคนกัมพูชาในบ้านเราชัดๆ แต่เชื่อว่าอยู่ในหลักล้าน เข้ามายึดอาชีพขายแรงงาน ทำงานบ้านกระทั่งเด็กปั๊มน้ำมัน

 เรียกว่ามีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ก็ว่าได้โดยเฉพาะเขตเมือง

 ถึงตอนนี้สัญญาณอันตรายยังไม่เกิด แต่รัฐบาลต้องตัดไฟไม่ให้เกิดอารมณ์ "คลั่งชาติ" ปัญหาไทย-กัมพูชา ต้องไม่ถูกจุด อย่าให้คนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลนิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้องของฝ่ายใดก็ตาม

 กรณีชักธง "ยั่ว" ของกัมพูชา ต้องรีบดำเนินการ

 ถ้าประคองสถานการณ์ไม่ดีกลายเป็น 3 ฝ่าย เหลือง, แดง,รัฐบาล แล้วละก็ ระวังบ้านเมืองจะย้อนกลับไปสู่ยุคหินขณะที่เพื่อนบ้านไปไกลโพ้นแล้ว