
เสธ.หนั่นปลื้มพท.ชูเป็นนายกฯขอบคุณที่พูดถึง
เสธ.หนั่นปลื้ม พท. ชูเป็น นายกฯ ขอบคุณที่พูดถึง แย้ม จับมือ ประดิษฐ์ ตั้ง พรรคใหม่ เป็นเรื่อง อนาคต ยันเดินหน้า แผนปรองดอง ต่อ แม้เปลี่ยน รบ. เชื่อ ปฎิวัติ เกิดยาก
(2ก.พ.) พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายสังคม ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึง กรณีที่พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีว่า ขอขอบคุณที่ทำให้ชื่อไม่หายไป แต่ข้อเท็จจริงทางพรรคเพื่อไทยทราบมาว่าเขามีการพูดในพรรคบ่อยครั้ง แต่ยืนยันได้ว่าไม่มีการติดต่อมา และที่ผ่านมามีการเสนอชื่อนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว ตนคงไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายในพรรคเขา ที่ผ่านมามีแต่การพูดกันและให้สัมภาษณ์ กับการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่ได้เป็นการสร้างความระแวงให้รัฐบาล“ใครหูเบาก็แย่ ไม่รู้จักผมเหรอ”
ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า เกี่ยวกับข่าวที่ออกมานายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรค ก็ไม่ได้มีการสอบถามแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมากล่าวว่า สูตรที่ พล.ต.สนั่นไม่เห็นด้วยนั้นอาจจะมีผล และอาจจะทบทวนเรื่องการร่วมรัฐบาล พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ว อันนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาล ที่เป็นพรรคแกนนำ
ผู้สื่อข่าวถามถึงการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ไม่น่ามีปัญหา ไม่ต้องอภิปรายแล้ว เหลือแต่เพียงการลงมติ ส่วนตนยังคงยืนยันตามเดิมที่เห็นชอบในวาระ 2 คือ 400+100 ส่วนที่มีข่าวว่าตนน้อยใจเรื่องการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอาจจะลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนานั้น คงไม่ใช่ว่ากันไปเรื่อย ๆ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าตัวพล.ต.สนั่นอาจจับมือนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรครวมชาติพัฒนา ตั้งพรรคใหม่ในอนาคตและมีการวางตัวทางเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางนั้น พล.ต.สนั่น กล่าวว่า จะให้เป็นนายกฯอยู่เรื่อย ไม่ได้เป็นสักที กับนายประดิษฐ์ นั้นก็พูดคุยกันตลอดในเรื่องพื้นที่ ในอนาคตใครจะจับมือกับใครคงบอกไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในอนาคตส.ส.ในจังหวัดพิจิตรจะสังกัดพรรคเดียวกันได้หรือไม่ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ก็ต้องดูแต่ตอนนี้ยังไม่ได้คุย และหากส.ส.ทั้งหมดของจังหวัดเป็นพรรคเดียวเลยนั้น ถ้าทำได้ก็จะดี ซึ่งก็ต้องดูและยังไม่ได้คุยกันเหลือ 3 คนแล้ว ใครจะออกไป 1 คนก็ยังไม่รู้ แต่ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา หากรัฐบาลยุบสภาเมื่อไรทางพรรคก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง สำหรับเรื่องการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 นั้น หากงบฯเข้าสู่การพิจารณษของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คณะกรรมาธิการงบประมาณก็ยังเป็นชุดเก่าที่รัฐบาลนี้ตั้งไว้ ทุกอย่างอยู่ที่นายกรัฐมนตรียุบวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้ ถ้านายกฯเบื่อเมื่อไหรก็ยุบ แต่คงอีกนานเพราะเห็นบอกว่าจะเป็น 2 สมัย
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย พรรคชาติไทยพัฒนาจะว่าอย่างไร ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวด้วยท่าทีอารมณ์ดี ว่า “ เขาก็ไม่เอาร่วมหล่ะซิ ”
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าเรื่องแผนปรองดองแห่งชาติ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ ขออาสาสมัครที่จะมาร่วมกัน เช่น พวกนักวิชาการต่างๆก็เริ่มเข้ามาให้คำแนะนำให้คำปรึกษา บ้านเราถ้าไม่ปรองดองก็ไปไม่ได้ ก็ล้อมทำเนียบฯบ้างส่วนเสื้อแดงก็ล้อมกันอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การปรองดองทำคนเดียวไม่ได้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตอนนี้ก็ ป้ายที่หน้าสนามม้าราชตฤณมัยสมาคม ก็จะขึ้น ป้ายทางออกต่างจังหวัดก็จะขึ้นทั่วประเทศ เป็นป้ายส่วนตัวที่ขอให้เกิดความปรองดอง ตอนนี้ยังมีอีกหลายกลุ่ม ที่ผ่านมามันไปชะงัก ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนานั้นก็มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องความปรองดอง เช่นกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแต่แผนความปรองดองของท่าน ยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ หลังเลือกตั้งไปแล้วยังจะเดินหน้าต่อหรือไม่ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ก็เดินต่อ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็เดินต่อทั้งนั้น ตนอยากเรียกร้องให้คนไทยหันหน้าเข้ามารักกัน สามัคคีกันทำความเข้าใจ แล้วก็ให้อภัยกันอะไรที่เกิดมาแล้วก็หลายครั้งหลายหน ถ้าเราไม่ให้อภัยกันไม่ก้าวข้ามความขัดแย้งหรือความเครียดแค้น บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ต่อไปก็เป็นอย่างนี้ แบ่งเป็น 2 ฝ่าย 3 ฝ่าย ทำให้ผู้บริหารประเทศไม่สามารถนำประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ ตอนนี้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า แบบสำรวจออกมาสำรวจพบว่า พระสงฆ์ในพื้นที่ภาคอีสานนิยมกลุ่มคนเสื้อสีแดงมากกว่าสีเหลือง ในฐานะที่กำกับดูและสำนักพระพุทธฯ จะต้องทำอะไรหรือไม่อย่างไร พล.ต.สนั่น กล่าวว่า การจะไปบังคับให้ท่านอยู่ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้คงไม่ได้ แล้วแต่ท่านแต่เมื่อเป็นพระสงฆ์ ก็ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ควรมาในทางธรรมมากกว่า
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการปฏิวัติ ที่มีอดีตนายทหารเก่าบางคนออกมากล่าวว่า อาจจะเกิดขึ้นได้อีกนั้น ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า สำหรับตนแล้วมองไม่เห็น ที่ผ่านมาก็มีการพูดกันอยู่เรื่อยแต่ตนรู้สึกเฉย ๆ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเกิดขึ้น และหากจะเกิดคงเป็นเรื่องยากไม่ง่ายเหมือน 19 กันยายน 2549 และความคิดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน



