
สภาพม่าห้ามนำคำ"ระเบิด"เข้าวาระถก
พม่าเครียดกับการประชุมรัฐสภาครั้งแรก ถึงขั้นบรรจุคำว่า " ระเบิด " ในรายการของต้องห้ามที่ไม่ให้นำเข้าที่ประชุมสภาฯ รัฐสภาพม่าเลือกผู้นำคาด"เต็งเส่ง"ประธานาธิบดี
(2กุมภาพันธ์) เว็บไต์ท์เมียนม่าร์ ไทม์ส รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวในพม่าว่า พม่านั้นวิตกอย่างยิ่งต่อรัฐสภาที่เพิ่งตั้งขึ้นมาหมาด ๆ ทำให้ต้องเพิ่มการรักษาความปลอดภัยรอบอาคาร ก่อนที่จะเปิดการประชุมสภาฯ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา และยังมีคำสั่งห้ามนำกล้องกระเป๋าทุกชนิดเข้าไปเด็ดขาด ส่วนคนที่เข้าไปโดยไม่ได้รับเชิญอาจเสี่ยงต่อการติดคุก ภายใต้กฎข้อบังคับที่เคร่งครัด และแม้แต่นายทหารระดับสูงก็ไม่สามารถเข้าไปได้ ถ้าไม่นำสิ่งของต้อง
ห้ามออกจากตัวเสียก่อน
แหล่งข่าว ระบุว่า การรักษาความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกอาคารรัฐสภาในกรุงเนปิดอว์มีความเข้มงวดอย่างมาก ทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ใด ๆ เข้าไปทั้งสิ้น แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง แต่ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประชุมสภาฯ ก็ถูกห้ามเข้าไปข้างในเด็ดขาด ส่วนเจ้าหน้าที่ที่คอยลาดตระเวณรักษาความปลอดภัย ก็ห้ามใช้วิทยุสื่อสารวอล์คกี้ - ทอล์คกี้ เช่นกัน
สิ่งที่ชี้ให้เห็นพม่า พม่ากังวลว่าการประชุมสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ20 ปี ก็คือการระบุรายชื่อของต้องห้ามที่ไม่ให้นำเข้าอาคารรัฐสภา แจกบรรดา ส.ส. ทุกคนและมี " ระเบิด " รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามทำให้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างภายในอาคารรัฐสภาเป็นความลับ ด้วยการห้ามนำเครื่องบันทึกเสียง หรือ เครื่องบันทึกวีดีโอ รวมถึงคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือเข้าไปอย่างเด็ดขาด และใครก็ตาม ที่นำภาพหรือเอกสารจากภายในออกมาเผยแพร่ จะถูกจำคุก 2 ปี หรือปรับ 2 แสนจ๊าด หรือราว7,200 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ส่วนคนที่แอบเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถูกจำคุก 1 ปี
รัฐสภาพม่าเลือกผู้นำคาด"เต็งเส่ง"ประธานาธิบดี
ส่วนกระบวนการพิจารณาคัดสรรผู้นำชุดใหม่นั้น รัฐสภาพม่าได้เลื่อนไปเป็นวันพฤหัสบดี เพื่อให้ประธานสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา ดำเนินการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนสำหรับผู้สมัครที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดี ขณะที่พลเอกเต็ง เส่ง อดีตนายกฯ ถูกมองว่า มีโอกาสมากสุดที่จะได้เป็นประธานาธิบดี
สำหรับการเลือกประธานาธิบดีถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในแผนโรดแม็พสู่ประชาธิปไตยของรัฐบาลทหารพม่า และพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย ซึ่งเป็นประมุขของรัฐ ก็ไม่ได้สนใจว่า ใครจะเป็นประธานาธิบดี เพราะเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย คือบุคคลทรงอำนาจมากที่สุดในพม่า
ทั้งนี้รัฐสภาชุดใหม่ของพม่าเปิดประชุมครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยนายธูรา ฉ่วย มานน์ ซึ่งเคยเป็นผู้นำหมายเลข 3 ในรัฐบาลทหารพม่า ก่อนตัดสินใจลาออกจากกองทัพ เพื่อลงเลือกตั้งในนามพรรคยูเอสดีพี ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ นายขิ่น อ่อง มะยินต์ อดีตรัฐมนตรีวัฒนธรรม ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา
โดยกระบวนการเลือกผู้นำนั้นจะต้องดำเนินการดังนี้ สภาสหภาพ (สภาประชาชน กับ สภาชนชาติ ประชุมร่วมกัน) มีหน้าที่ในการเลือกประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี ประธานาธิบดี ได้รับการเลือกตั้งจาก Presidential Electoral College ที่ประกอบด้วย ส.ส. จาก 3 กลุ่มคือ (1) ส.ส.ในสภาประชาชน (2) ส.ส.ในสภาชนชาติ (3) ส.ส.ในสภาทั้งสอง ที่แต่งตั้งจากทหาร (รธน.60 ก,ข ) ครั้งแรก แต่ละกลุ่มจะเลือก ผู้มีคุณสมบัติและเหมาะสมเป็น รองประธานาธิบดี ขึ้นมา กลุ่มละ 1 คน จะเป็น ส.ส.หรือไม่ ก็ได้ (รธน.60 ค) คุณสมบัติ 1 ใน 7 ข้อ ของประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี คือ มีความรู้ความสามารถในด้านการเมือง, การปกครอง, เศรษฐกิจ และการทหาร (รธน.59)
ต่อจากนั้นที่ประชุมสภาสหภาพ จะเลือกรองประธานาธิบดี 1 ใน 3 คนนี้ให้เป็นประธานาธิบดี (ตะมะดะ) ส่วนอีก 2 คน เป็นรองประธานาธิบดี (ดุติยะ ตะมะดะ) (รธน.60 ง) อยู่ในตำแหน่งสมัยละ 5 ปี ไม่เกิน 2 สมัย (รธน.61 ก,ค) หากประธานาธิบดี หรือรองประธานาธิบดี เป็น ส.ส. จะต้องลาออกจากการเป็น ส.ส. หรือถ้าเป็นข้าราชการพลเรือน จะต้องลาออกจากตำแหน่งก่อน (รธน.63) หาก ประธานาธิบดี หรือ รองประธานาธิบดี เป็นสมาชิกพรรคการเมือง จะต้องไม่เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคการเมืองนั้น ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง (รธน.64)



