ข่าว

สัมผัสชีวิตชาวยางพัทลุง
ในภาวะแห่งการดิ้นรน

สัมผัสชีวิตชาวยางพัทลุง ในภาวะแห่งการดิ้นรน

03 ก.พ. 2554

ในขณะที่เริ่มต้นปี 2554 เป็นปีทองของเกษตรกรชาวสวนยาง เนื่องจากราคาที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับจากปี 2553 เป็นมา โดยล่าสุดราคาซื้อขายยางแผ่นดิบ ณ ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 (ชั้น 3) ที่ซื้อขายด้วยวิธีการประมูลอยู่ที่เฉลี่ยรอบเดือนมกราคมอยู

 นี่จึงเป็นโอกาสที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางใหญ่ที่สุดของไทย มีความสุขกับฐานรายได้ที่ได้รับในแต่ละวัน ท่ามกลางความสุขของเกษตรกรชาวสวนยางส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มหนึ่งที่พัทลุง ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะสร้างรายได้จากยางพารา

 ปัจจัยลบดังกล่าวมาจากวาตภัยที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา ที่พัดต้นยางที่เริ่มกรีดได้ไม่นานของพวกเขาล้มตายไป ทำให้วันนี้เกษตรกรกลุ่มนี้ได้แต่เฝ้าดูเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน  "มันเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ที่ยากจะบอกออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะเราหมดสิ้นทุกอย่างไปในชั่วข้ามคืนทั้งอาชีพ รายได้ คงต้องใช้ระยะเวลาหลายปีในการฟื้นตัว" สุไหลหมาน ฤทธิ์โต เกษตรกรชาวสวนยางพารา ต.ปากพะยูน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง บอกเล่าถึงชะตากรรมที่ต้องรับไว้ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นคิดเป็นพื้นที่มากกว่า 60 ไร่

 "จากที่เคยมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 2,000-3,000 บาทต่อวัน กลับไม่มีเงินเข้ามาในครอบครัวเลย จนถึงขณะนี้รอเงินจากรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยเหลือสวนยางพาราที่ได้รับความเสียหายไร่ละ 6,007 บาท แต่ก็ยังไม่ได้รับ ต้นยางที่หักโค่นลง เมื่อจะขายก็ถูกผู้รับซื้อไม้ยางกดราคา แต่จะไม่ขายก็ไม่ได้ เพราะไม่มีรายได้ที่จะใช้จ่ายในครอบครัว"

 สุไหลหมาน เลือกที่จะแบ่งขายไม้ยางพาราไปจำนวน 2 ไร่ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนไม้ยางที่เหลือก็ปล่อยไว้ รอขายต่อในอีกสักระยะหนึ่งเพราะหวังว่าหากยืดระยะเวลาออกไปอีกไม้ยางจะขายได้ราคามากกว่านี้

 "วันนี้ราคายางพาราแพง ดีใจกับชาวสวนยางคนอื่นๆ ด้วย ที่มียางให้กรีด แต่ก็ไม่ได้ท้อ และไม่คิดจะไปโทษใครเพราะเป็นภัยที่เกิดจากธรรมชาติ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือคิดว่าจะทำอย่างไรให้ครอบครัวมีรายได้ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ ส่งเสริมอาชีพระยะสั้นให้คนในชุมชนให้มีรายได้เพื่อประคองครอบครัวได้" สุไหลหมาน กล่าว

 เช่นเดียวกันครอบครัวของ สมศักดิ์ โต๊ะหมัด เกษตรชาวสวนยางพารา ต.เกาะนางคำ อ.ปากพะยูน เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากพายุพัดสวนยางพาราได้รับความเสียหาย เช่นกัน  เมื่อไม่มียางพาราให้กรีดสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว ทำให้ต้องหันไปยึดอาชีพประมงออกเรือหาปลาในทะเลสาบสงขลา แต่จากข้อจำกัดของทรัพยากรสัตว์น้ำทำให้เปลี่ยนมายึดอาชีพขายซุปเนื้อวัว ออกตระเวนขายไปตามตลาดนัดพอมีกำไรบ้าง

 "หากวันนี้มีสวนยางให้กรีด ราคายางที่แพงในขณะนี้คงจะสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้อยู่อย่างสบายไม่เดือดร้อน กรีดยางเสร็จตอนเช้า ตอนบ่ายก็สามารถมาพักผ่อนอยู่กับครอบครัวได้ แต่ตอนนี้ผมจะต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อออกไปขายซุปเนื้อวัว และกลับเข้าบ้านในตอนเย็นไม่มีเวลาพักผ่อนเลย" สมศักดิ์ ระบุ

 ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ต่างกับ เคียง สุตตะนก เกษตรชาวสวนยางพารา ต.แพรกหา อ.ควนขนุน   จ.พัทลุง ที่สวนยางพาราถูกพายุพัดเสียหายไปจำนวน 10 ไร่ เหลือเพียง 4 ไร่ ที่ยังให้ผลตอบแทนได้  มีรายได้ต่อวันเฉลี่ย 1,000 บาท "ดีใจที่ยังมียางให้กรีดในช่วงที่ราคายางพารามีราคาแพงทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว แต่ต้องใช้จ่ายแต่สิ่งที่จำเป็น และใช้เงินอย่างประหยัดเพราะรายได้ที่ได้รับนั้นลดลง แต่ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว จึงได้นำเงินเก็บมาลงทุนซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หมู มาเลี้ยงขาย เพื่อให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะมีรายได้"

 เป็นภาพอีกด้านหนึ่งของผู้ที่เคยเป็นเกษตรกรชาวสวนยางพารา

"กันยา ขำนุรักษ์"