
'เทือก'โวยจำคุก"วีระ-ราตรี"แรงไป
รองนายกฯมั่นคง ผิดหวังศาลเขมร สั่งจำคุกวีระ-ราตรี ชี้ แรงไป ยันก.ตปท. เดินหน้าอุทธรณ์- ฏีกา ต่อ เผยขอ พระราชทานอภัยโทษ อยู่ที่เจ้าตัว ด้านพนิช ชี้ศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกวีระ-ราตรีไม่เป็นธรรม
(2ก.พ.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่ศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ว่า ส่วนตัวรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย ที่คำพิพากษาออกมาที่ค่อนข้างจะแรงในสายตาของตน แต่คงจะไปวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลเขาไม่ได้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งรู้สึกว่าคำตัดสินนี้หนักไป แต่ทั้งนี้ในกระบวนการยุติธรรมก็ยังไม่จบแค่นี้ ยังสามารถดำเนินการอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไปได้ และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วก็จะต้องหาวิธีการอื่นในการช่วยเหลือคนไทยทั้ง 2 คนต่อไป อย่างไรก็ตามในการดำเนินการต่าง ๆ กับเรื่องเหล่านี้ก็ต้องระวังไม่ให้มีการนำมาเป็นชนวน หรือทำให้เกิดความบาดหมางระหว่าง 2 ประเทศที่รุนแรงเกินไป ซึ่งการกระทำการใด ๆ ที่จะทำให้เกิดความบาดหมางกันนั้นคงไม่ใช่วิธีการที่ดี ซึ่งการดำเนินการนั้นเราก็คงต้องรอให้กระบวนการทางศาลกัมพูชาสิ้นสุดก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นห่วงหรือไม่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอาจจะไม่พอใจและไปทำอะไรที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายเช่นการเผาสถานทูต รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ไม่ได้หรอก การปลุกปั่น ยุยงให้ลุกขึ้นมาก่อเหตุร้าย ไม่ว่าเป็นการกระทำต่ออาคารสถานที่ที่เป็นของรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลอื่น ก็ถือว่าผิดกฎหมายทั้งนั้น รัฐบาลคงยอมให้ดำเนินการเช่นนั้นไม่ได้ ซึ่งตนได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมการป้องกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตกัมพูชา
ส่วนรัฐบาลต้องนำคำพิพากษาของศาลกัมพูชามาดูอีกทีหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศก็ต้องติดตามทุกระยะ
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องดำเนินการขออภัยโทษให้กับ 2 คนไทยหรือไม่ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นเรื่องของเจ้าตัว หรือครอบครัวของเจ้าตัวเอง ซึ่งถือเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปไม่ว่าศาลประเทศไหน แต่ในส่วนของรัฐบาลก็คงต้องมีการเจรจากันต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความจริงเป็นเพราะคนไทยทั้ง 2 คนไม่ยอมรับว่ารุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชาหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่อยากวิจารณ์เรื่องนี้เพราะพูดไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ที่พัฒนามาตลอดทำให้การประสานงานระหว่างไทย กับกัมพูชา เป็นไปด้วยความลำบากขึ้นตลอดเวลา ก็ต้องพยายามทำให้เบาลง เมื่อถามว่าขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังดีอยู่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่แก้ไขได้อยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาจนทำมาหากินไม่ได้ และบอกว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใจ รัฐบาลจะทำอย่างไรให้กลุ่มผู้ชุมนุมมีความเข้าใจประชาชนในพื้นที่ด้วย รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ตนคิดว่าคนที่รู้ข้อเท็จจริงก็ต้องออกมาช่วยพูดในเรื่องนี้ รวมถึงสื่อก็ควรช่วยกันเผยแพร่ความเป็นจริงทุกด้าน และสุดท้ายก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลและอธิบายข้อเท็จจริง ซึ่งนายกฯยังคงยืนยันที่จะหาทางพูดคุยกับผู้นำกลุ่มทั้งหลาย พยายามติดต่อหลาย ๆ ทางอยู่ ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯปิดทางการเจรจานั้น ในส่วนของรัฐบาลก็ต้องพยายามต่อ และเชื่อว่าในที่สุดแล้วผู้ชุมนุมก็ต้องฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ว่าคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร กระแสตอบกลับของประชาชนถือว่ามีความสำคัญ
ถามว่า ที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมก็พยายามขีดเส้นให้รัฐบาลอยู่ตลอดเวลา นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่เป็นไร เขาขีดเส้นอะไรมาเราก็พยายามพูดคุย ทำความเข้าใจกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่พยายามเข้าใจอะไรเลย รัฐบาลควรจะเพิ่มมาตรการกดดันอะไรกลุ่มผู้ชุมนุมบ้างหรือไม่ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า รัฐบาลคงไม่ไปกดดันอะไร ทั้งหมดนี้สังคมก็จับตาดูอยู่ รัฐบาลพยายามจะใช้เหตุผลให้มากที่สุด ตราบใดที่รัฐบาลดำเนินการทุกอย่างด้วยเหตุ ด้วยผล และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายก็ย่อมมีหนทางที่จะคลี่คลายได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า เงื่อนไขอะไรที่จะทำให้รัฐบาลนำไปสู่การสลายการชุมนุม นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ใช้แนวทางการสลายการชุมนุม ซึ่งคำว่าสลายการชุมนุมก็มีดีกรีของความหนักเบา ในความเข้าใจที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่รัฐบาลพยายามจะทำก็คือดูแลไม่ให้ผู้ชุมนุมไปสร้างปัญหาให้กับสังคมโดยส่วนรวม หรือไม่ไปกระทำการใดที่ผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ดูแลไม่ให้ใครเข้าไปทำให้ผู้ชุมนุมได้รับอันตราย ก็ต้องทำทั้ง 2 ด้าน และก็ต้องพยายามชี้แจงทำความจริงให้ปรากฎและให้ผู้ชุมนุมได้ยอมรับข้อเท็จจริงทั้งหมด
ต่อข้อถามถึงกรณีที่ ทางการกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้ไทยและยืนยันจะไม่รื้อถอนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระออกตามที่ไทยเรียกร้องไป รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิของเขา ซึ่งในแนวการปฏิบัติระหว่างประเทศ เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกันก็ทำหนังสือประท้วง ชี้แจงกัน ตอบโต้กัน ซึ่งก็ต้องดูความมีเหตุ มีผล ดูข้อเท็จจริง ซึ่งกรณีของวัดแก้วสิกขาฯ เราก็ต้องยื่นประท้วงไป แต่ข้อเท็จจริงก็มีอยู่ว่าวัดแก้วสิกขาฯ ถูกสร้างขึ้นมาก่อนที่จะมีการลงนามใน MOU จึงเป็นประเทศทำให้ฝ่ายกัมพูชาหยิบยกมาเถียงได้ ก็ต้องดูว่าทางกระทรวงต่างประเทศจะคิดอ่านอย่างไรต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า เดิมทีวัดแก้วสิกขาฯ เป็นเพียงสถานที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้น ไม่ใช่วัด นายสุเทพ กล่าวว่า ก็เหมือนที่เห็นทั่วไปในบ้านเรา ที่ใหม่ ๆ ก็มีที่ไปปฏิบัติธรรม แต่นาน ๆ ไปก็ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ จนนานๆไปอีกก็พัฒนาเป็นวัด แต่ขณะนี้สภาพที่จะขยายตัวไปอย่างนั้นมันหยุดแล้ว ไม่ได้ขยายไป
ด้านนายพนิช วิกิตเศรษฐ ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ศาลกัมพูชามีคำพิพากษาจำคุกนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ โดยไม่รอลงอาญาว่า ตนในฐานะที่เผชิญชะตากรรมกับคนทั้ง 2 มีความเห็นใจและผิดหวังกับคำพิพากษาอย่างมาก เพราะข้อหาการจารกรรมข้อมูลทิ่เพิ่มเติมเข้ามานั้นคิดว่าไม่เป็นธรรม เพราะคนเหล่านี้ไม่มีเจตนา แม้ว่ากล้องวิดีโอจะถูกทหารกัมพูชายึดไปตั้งแต่ต้น แต่ในขณะที่ถูกควบคุมตัวในบริเวณที่ดูเหมือนค่ายทหารนั้น น.ส.ราตรีได้นำกล้องรูเข็มออกมาถ่ายบริเวณที่ถูกควบคุมตัว ทำให้ฝ่ายกัมพูชาเข้าใจว่าคนเหล่านี้มีเจตนาจะจารกรรมข้อมูล ตนขอย้ำอีกครั้งว่าทั้ง 2 คนไม่มีเจตนา
ทั้งนี้นายวีระเข้าใจมาโดยตลอดว่ากล้องรูเข็มนั้นไม่สามารถบันทึกภาพได้ และนางราตรีก็ลองถ่ายภาพเล่นๆ เพื่อเป็นที่ระลึกในบริเวณที่คุมขัง ดังนั้นข้อหาจารกรรมข้อมูลจึงไม่เป็นธรรมกับทั้ง 2 คน อย่างไรก็ตาม ตนจะพยายามอย่างเต็มที่ในการประสานงานกับรัฐบาลเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและใช้ความสัมพันธ์ที่ดีของทั้ง 2 ประเทศในการช่วยเหลือและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพวกเราทั้ง 7 คนต่อไป หรือจะให้ตนเดินทางไปให้การกับศาลกัมพูชาอีกครั้งก็ได้ ยืนยันและมั่นใจว่ารัฐบาลจะต้องเดินหน้าให้ความช่วยเหลือเต็มที่ สำหรับคดีความของตนนั้น ตอนนี้กำลังดำเนินการทำเรื่องยื่นอุทธรณ์โดยเร็วที่สุด โดยจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เพราะเห็นว่าคำตัดสินของศาลกัมพูชาไม่เป็นธรรม
นายณฐพร โตประยูร ทีมกฏหมายเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์คงดำเนินการได้ในวันนี้ทั้งนี้ยืนยันกรณีการถูกจับสองคนไทยไม่ได้รุกล้ำดินแดนของกัมพูชาหรือเป็นการจารกรรมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามนายวีระยืนยันไม่ขอรับการอภัยโทษแม้ว่าจะมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลเรียกไปพบและขอให้เราให้ทฤษฏีเอาตัวรอด แต่เราก็ต้องทำตามลูกความหากไม่ยอมก็ต้องดำเนินการตามนั้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราเห็นคือศาลไม่มีความเป็นธรรมกรณีทั้ง 2 คนถูกตั้ง 3 ข้อเหมือนกันหาแต่โทษแตกต่างกัน นั้นซึ่งสร้างความแปลกใจและกันถือว่าไม่มีมาตรฐาน ทั้งนี้ในการดำเนินการช่วยเหลือต่างๆ ได้ประสานองค์กรระหว่างประเทศที่ขณะนี้ให้ความสนใจพอสมควร ซึ่งเราอาศัยรัฐบาลคงไม่ได้ล
"มั่นใจในหลักฐานต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ยัน 2 คนไทยไม่ได้ล้ำดินแดน เชื่อคำตัดสินเป็นเรื่องการเมือง เตรียมแถลงข่าวที่สุวรรณภูมิเที่ยงวันนี้"
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพธม. กล่าวว่า เสียใจที่รัฐบาลไม่ยอมรับข้อมูลจากภาคประชาชนในการเข้าช่วยเหลือ 2 คนไทย จนสุดท้ายต้องถูกศาลกัมพูชาพิพากษาจำคุก โดยไม่รอลงอาญา อย่างไรก็ตามสำหรับบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติยังคงเป็นไปอย่างสงบ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่วิจารณ์คำตัดสินของศาลกัมพูชาที่สั่งจำคุก 2 คนไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน้าสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ถ.ประชาอุทิศ ซ.รามคำแหง 39 แขวง/เขตวังทองหลาง ได้มีการเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัย โดยเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 200 นาย ตั้งแต่คืนที่ผ่านมา เพื่อดูแลพื้นที่โดยรอบ และตั้งจุดอำนวยการเพื่อรักษาความปลอดภัยขึ้น และตลอดริมบาทวิถีได้นำแผงเหล็กและรั้วลวดหนาม มากั้นตลอดแนว
ส่วนการจราจรบริเวณ ถ.ประชาอุทิศ ยังสามารถเคลื่อนตัวได้ตามปกติ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมใดเคลื่อนไหวมายังจุดดังกล่าว



