
นำร่องขายไข่ไก่ชั่งกิโลวันแรกชาวบ้านเมิน
เหตุราคาแพงกว่าซื้อคัดขนาด แถมมีปัญหาพ่อค้าปัดเศษสตางค์ขึ้น ขณะที่น้ำมันปาล์มยังไม่พอขาย แม้นำเข้า 3 หมื่นตัน พบในตลาดสดขายขวดละ 60 บาท เผยคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ อนุมัตินำเข้ามันมันปาล์ม ก.พ.-มี.ค. 1.2 แสนตัน
วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ มีมติอนุมัติให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) นำเข้าน้ำมันปาล์มอีกในปริมาณ 1.2 แสนตัน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภคของประชาชน และความต้องการใช้น้ำมันปาล์มของอุตสาหกรรม เช่น อาหารกึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน และไก่ปรุงสุกส่งออก เป็นต้น
บรรยากาศการขายไข่ไก่แบบชั่งกิโล ส่วนหนึ่งในโครงการเร่งรัฐปฏิบัติการด่วนเพื่อคนไทย หรือโครงการประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล นำร่องขายวันแรกเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ตลาดสดยิ่งเจริญเพียงแห่งเดียว เพราะมีความพร้อมก่อนตลาดสดแห่งอื่นๆ สำหรับแผงขายไข่ไก่ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องมีทั้งหมด 15 แผง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ประชาชนที่เดินทางมาจ่ายตลาดไม่ตอบรับในการซื้อไข่ไก่แบบชั่งกิโลเท่าใดนัก ส่วนใหญ่ยังคงซื้อไข่ไก่แบบคัดเกรดแบบเดิม
น.ส.ไพบูลย์ กรรมจันทร์ ชาวบ้านที่มาจ่ายตลาดและซื้อไข่ไก่แบบชั่งน้ำหนัก กล่าวว่า น่าจะมีราคาสูงกว่าการซื้อไข่แบบคัดเกรด เพราะปกติหากซื้อไข่ไก่คัด 1 แผง หรือ 30 ฟอง ในราคา 85-90 บาท แต่วันนี้มาซื้อแบบชั่งน้ำหนักแต่ซื้อเพียง 10 ฟอง ต้องจ่ายเงินถึง 37 บาท ทั้งที่ราคาควรจะถูกลง แต่ทางการกลับกำหนดราคากลางสูงถึงกิโลกรัมละ 52 บาท ทำให้ประชาชนต้องซื้อไข่ไก่ชั่งน้ำหนักแพงกว่าไข่คัดเบอร์
นางศิริลักษณ์ แย้มประภา ผู้บริโภคที่มาจ่ายตลาดอีกราย แต่เลือกซื้อไข่ไก่คัดเกรดแบบเดิม กล่าวว่า สาเหตุที่ไม่ซื้อไข่ไก่แบบชั่งกิโล เพราะคุ้นเคยกับการซื้อแบบเดิม เนื่องจากสะดวกดีอยู่แล้ว แต่อาจจะกลับไปลองชั่งน้ำหนักไข่ที่บ้านดูก่อนว่าคุ้มค่าและประหยัดจริงหรือไม่ ถ้าจ่ายเงินน้อยลงจริงก็อาจจะลองซื้อไข่แบบชั่งน้ำหนัก
สำหรับผู้ค้าไข่ไก่ นายสมชาย ฉัตรแก้วบริบูรณ์ กล่าวว่า ผู้บริหารตลาดมาขอความร่วมมือให้ทดลองขายไข่แบบชั่งน้ำหนัก 2-3 เดือน โดยกรมการค้าภายในสนับสนุนเครื่องชั่งน้ำหนักระบบดิจิทัลที่คำนวณราคาให้ทันที จึงตัดสินใจลองขายดูว่าจะเป็นอย่างไร แต่ยอมรับว่าเมื่อราคามีเศษสตางค์ก็จะเป็นต้องปัดเศษขึ้น เพราะผู้ค้าต้องรับภาระเรื่องไข่แตก และไข่บุบจากการเลือกซื้อไข่คละแบบชั่งกิโลของลูกค้า ซึ่งจากการทดลองขายก็พบว่าลูกค้าเมื่อเลือกไข่แล้วทำให้บุบก็จะไม่หยิบฟองนั้น และไปเลือกฟองใหม่แทน ซึ่งผู้ค้าก็จะต้องรับภาระในส่วนนี้
นอกจากนี้ ราคาไข่คละแบบชั่งน้ำหนักน่าจะแพงกว่าการขายแบบแผง เช่น ปกติจำหน่ายไข่คละแผงละ 93 บาท จำนวน 30 ฟอง แต่ไข่คละชั่งน้ำหนัก 2 กิโลกรัม 31 ฟอง ราคารวม 104 บาท ซึ่งถือว่าแพงกว่าการขายแบบแผงค่อนข้างมาก
ขณะที่นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายไข่ไก่แบบชั่งกิโลที่ตลาดยิ่งเจริญว่า ประชาชนยังมีความลังเลใจในการจำหน่ายรูปแบบใหม่ เนื่องจากยังไม่มั่นใจในวิธีการ และยังคงคุ้นเคยกับการขายในรูปแบบเดิมมากกว่า โดยการจำหน่ายแบบชั่งกิโลกรัมจะเป็นการจำหน่ายไข่คละขนาด เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนที่ต้องการสินค้าแบบเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ และยังสามารถช่วยลดค่าครองชีพได้
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้แนะนำให้ผู้ค้าใช้เครื่องชั่งแบบดิจิทัล เพื่อความแม่นยำในการชั่ง โดยหลังจากนี้จะมีการหารือกับผู้ค้าถึงวิธีการปัดเศษสตางค์ว่าจะมีการปัดขึ้นหรือลงอย่างไร เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์จะประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อการซื้อไข่ไก่แบบใหม่ในระยะเวลา 3 เดือน ก่อนจะมีการเสนอรัฐบาลต่อไป
“ความสำเร็จของการขายไข่นี้ คงต้องขึ้นอยู่กับความนิยมของประชาชน ว่าตอบรับการเลือกซื้อไข่แบบชั่งน้ำหนักหรือไม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภค โดยหลักการแล้วการจำหน่ายแบบเดิมเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบไข่คัดเกรด ส่วนไข่ชั่งน้ำหนักเป็นทางเลือกในการลดค่าครองชีพลงอีกเล็กน้อย สำหรับแนวทางปฏิบัตินั้น เท่าที่สังเกตการณ์ในวันทดลองจำหน่ายวันแรกก็พบว่าอาจต้องกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปัดเศษสตางค์ 25 หรือ 50 สตางค์ให้ชัดเจนว่าจะปัดกันอย่างไร” นายยรรยงกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ราคาไข่ไก่ ที่ จ.นครราชสีมา พบว่ายังมีแนวโน้มขยับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการอ้างว่ามีการปรับขึ้นราคาจากหน้าฟาร์ม โดยราคาไข่คละหน้าฟาร์ม ปัจจุบันอยู่ที่ฟองละ 2.80 บาทโดยเฉลี่ย ทำให้ราคาขายปลีกไข่ไก่ตามตลาดสดต่างๆ ภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เบอร์ 1 อยู่ที่ฟองละ 3.00 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 2.90 บาท เบอร์ 3 ฟองละ 2.80 บาท เบอร์ 4 ฟองละ 2.70 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง
ส่วนการจำหน่ายน้ำมันปาล์มที่นำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย 3 หมื่นตัน โดยนำมาบรรจุขวดขนาด 1 ลิตร ขวดละ 47 บาท และบรรจุถุง ราคา 45 บาท เริ่มวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นวันแรก พบว่าร้านค้าปลีกหลายแห่งในเขตกรุงเทพฯ เริ่มมีน้ำมันปาล์มขวดฝาสีฟ้าวางจำหน่าย แต่ปริมาณยังไม่มากนัก และผู้ค้ายังไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำมันปาล์มลอตใหม่ออกมาอีก หลังจากที่ตลาดขาดน้ำมันจำหน่ายมานานร่วมเดือน จึงจำเป็นต้องจำกัดจำนวนให้ลูกค้าซื้อขายเพียงรายละ 2 ขวดเท่านั้น โดยจำหน่ายในราคาที่รัฐบาลควบคุมคือขวดละ 47 บาท
อย่างไรก็ตาม พบว่าบางร้านยังไม่มีน้ำมันปาล์มวางจำหน่าย สะท้อนว่าปริมาณน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคในท้องตลาดยังคงมีปัญหาการขาดแคลน และไม่เพียงพอต่อความต้องการ
นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า แม้จะมีการนำเข้าลอตแรกไปแล้ว 3 หมื่นตัน แต่ก็ยังแก้ไขสถานการณ์ไม่ได้ทั้งหมด เพราะวัตถุดิบที่นำมาผลิต โดยเฉพาะผลปาล์มในประเทศยังขาดแคลนอยู่ รวมทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกยังสูงต่อเนื่อง และคาดว่าจะเกิดวิกฤติการขาดแคลนน้ำมันปาล์มอีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้
ส่วนที่รัฐบาลได้เริ่มให้มีการจำหน่ายไข่ไก่แบบชั่งกิโลนั้น ผู้ประกอบการและประชาชนผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ตอบรับกับการจำหน่ายไข่ในลักษณะนี้มากนัก โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าจะเกิดความยุ่งยากในการขายและซื้อ ผู้ประกอบการจะต้องรับภาระความเสี่ยงในกรณีไข่ขนาดเล็กที่เหลือจากความต้องการเลือกซื้อของผู้บริโภค รวมถึงไข่บุบและแตก
ขณะที่พรรคเพื่อไทย นำโดยนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลัง ลงพื้นที่ตลาดยิ่งเจริญ เพื่อตรวจสอบนโยบายชั่งไข่ขายเป็นกิโลกรัมของรัฐบาล พบว่า ในร้านแรกได้นำไข่เบอร์ 0 และเบอร์ 1 มาชั่งกิโลขาย ปรากฏว่ามีราคาแพงกว่าแบบซื้อเป็นฟองประมาณ 3 บาท ส่วนในร้านค้าที่ 2 นั้น ได้นำไข่ที่มีขนาดเล็กกว่าร้านแรกมาชั่งกิโลขาย ปรากฏว่าราคาก็ยังแพงกว่าแบบซื้อเป็นฟองประมาณ 2 บาท
นอกจากนี้ ทีมงานพรรคเพื่อไทยยังสำรวจราคาน้ำมันปาล์มในตลาดอีกด้วย โดยพบว่าน้ำมันปาล์มในตลาดขายอยู่ที่ราคาตั้งแต่ขวดละ 52 บาทไปจนถึง 60 บาท ในขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มของกระทรวงพาณิชย์ขายอยู่ที่ราคาขวดละ 47 บาท แต่มีจำนวนจำกัดและไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน
นายสุชาติกล่าวว่า นโยบายชั่งไข่ขายเป็นนโยบายที่น่าขบขัน รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุด แทนที่จะดูว่าราคาไข่ที่แพงขึ้นเพราะต้นทุนที่เกิดจากอาหารสัตว์นั้นสูงขึ้น และมีการผูกขาดจำหน่ายอยู่เพียงไม่กี่ราย ดังนั้นอยากให้รัฐบาลลงมาสำรวจตลาดจริงๆ ดูบ้าง เพราะเชื่อว่าต่อจากนี้ไปราคาสินค้าจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ หากรัฐบาลไม่เร่งหามาตรการมาควบคุมดูแล
วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 มีมติอนุมัติให้องค์การคลังสินค้า(อคส.) นำเข้าน้ำมันปาล์มอีกในปริมาณ 1.2 แสนตัน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2554 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภคของประชาชน และความต้องการใช้น้ำมันปาล์มของอุตสาหกรรม เช่น อาหารกึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน และไก่ปรุงสุกส่งออก เป็นต้น
"ก่อนหน้านี้เราอนุมัติให้นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไข่ 3 หมื่นตัน แต่ในช่วงที่ผ่านมามีภาคอุตสาหกรรมและโรงงานร้องเรียนเข้ามาว่ามีความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร บะหมี่ นมข้นหวาน และอุตสาหกรรมส่งออกที่ใช้น้ำมันปาล์ม คือ ไก่ปรุงสุกเพื่อส่งออก ทำให้เราจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและการบริโภคในประเทศ" นายสุเทพระบุ
ทั้งนี้ คณะกรรมการจะมีการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มทุกๆ 15 วัน และจะมีการทบทวนการตัดสินใจทางนโยบายเป็นระยะๆ โดยเชื่อว่าการนำเข้าน้ำมันปาล์มครั้งนี้ จะเพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศทั้งในส่วนผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม เพราะในเดือนเมษายน 2554 จะมีผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดและทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ส่วนราคานำเข้าจะเป็นไปตามกลไกตลาด ขณะที่ราคาขายในประเทศกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้พิจารณา
ด้านนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้สต็อกน้ำมันปาล์มสำรองในประเทศมีทั้งสิ้น 6.4 หมื่นตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 1.08 แสนตัน ซึ่งการนำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 แสนตัน หรือ 130 ล้านลิตร จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนไปได้จนกว่าสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงพาณิชย์จะหารือกับภาคอุตสาหกรรมและผู้เกี่ยวข้องเรื่องการจัดสรรน้ำมันปาล์มนำเข้า
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ส.อ.ท.ได้รับทราบความเดือดร้อนของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้น้ำมันปาล์มในภาวะที่ราคาน้ำมันปาล์มมีราคาสูง และหาได้ยาก ซึ่งจากการหารือกับอุตสาหกรรมไก่ปรุงสุก อาหารสำเร็จรูป และเนยเทียม พบว่าเบื้องต้นมีความต้องการน้ำมันปาล์มไม่น้อยกว่า 1 หมื่นตัน ซึ่งยังไม่นับรวมอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยจะรวบรวมความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและขอรับการจัดสรรโควตาจากกระทรวงพาณิชย์ต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจการจำหน่ายน้ำมันพืชภายในร้านค้าปลีกโมเดิร์นเทรดต่างๆ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พบว่า เทสโก้ โลตัส สาขาสุขุมวิท 50 ยังไม่มีการจำหน่ายน้ำมันปาล์มธงฟ้าแต่อย่างใด โดยชั้นวางที่เคยวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช ถูกวางแทนที่ด้วยน้ำปลา พร้อมติดป้าย "ขออภัยสินค้าหมดชั่วคราว" ขณะที่น้ำมันชนิดอื่นๆ ที่วางจำหน่าย มีการจำกัดจำนวนการซื้อที่ 1 ขวดต่อครอบครัว เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสซื้อสินค้าอย่างทั่วถึง สำหรับน้ำมันที่วางจำหน่าย มีเพียงไม่กี่ประเภท เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันคาโนลา น้ำมันสลัด เป็นต้น
เช่นเดียวกับ ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และคาร์ฟูร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ไม่มีน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลืองจำหน่ายแต่อย่างใด รวมทั้ง ร้านค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ต “เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์” ในเซ็นทรัลเวิลด์ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เซ็นทรัล บางนา พบว่า ยังไม่มีการวางจำหน่ายน้ำมันปาล์ม บนชั้นจำหน่ายยังเป็นการวางสินค้าน้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น น้ำมันสลัดภายใต้แบรนด์ ทิพ ขนาด 1 ลิตร ราคา 98 บาท คิงน้ำมันรำข้าว ขนาด 1 ลิตร จากปกติราคา 119 จัดโปรโมชั่นเหลือ 105 บาท มาโซล่าน้ำมันข้าวโพดขนาด 1 ลิตร 135 บาท จัดโปรโมชั่นเหลือ 115 บาท เป็นต้น โดยติดป้ายจำกัดการซื้อน้ำมันพืช 3 ขวดต่อครอบครัว
ทั้งนี้ รายงานข่าวจากเทสโก้ โลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ แจ้งว่า น้ำมันปาล์มธงฟ้าจะกระจายเข้าสู่ชั้นจำหน่ายภายในคืนนี้ ก่อนพร้อมจำหน่ายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ซึ่งนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะลงพื้นที่เทสโก้ โลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาแจ้งวัฒนะ ตรวจสอบสินค้าอีกด้วย
ด้านรายงานข่าวจากท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต แจ้งว่า สต็อกน้ำมันปาล์มจะเข้าสู่ศูนย์กระจายสินค้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และกระจายในทันที โดยพร้อมจำหน่ายในทุกสาขาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ โดยพร้อมเพรียงกัน



