ข่าว

สหรัฐร้องไทยเขมรลดความตึงเครียด

สหรัฐร้องไทยเขมรลดความตึงเครียด

02 ก.พ. 2554

“ประวิตร”เชื่อปมแย้งเขมรไม่บานปลาย ชี้ใช้เจรจาดีที่สุด ยันรบ.-กต.ไม่นอนใจแก้ปัญหาอยู่ ลั่นทุกอย่างต้องทำตามเอ็มโอยู 43 อะไรเกิดขึ้นหลังปี 43 ต้องเอาออก ชี้เขมรขนอาวุธหนักแค่ดูแลพื้นที่ตัวเอง "กต.เขมร" ไม่หยุดออกแถลงการณ์โต้"ไทย"รอบที่ 2 ลั่นจะไม่ปลด

 นายดีเรก มิตเชลล์ รองผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ กล่าวหลังเสร็จสิ้นการเยือนกัมพูชาเป็นเวลา 3 วันในวันอังคารที่ 1 ก.พ.ว่า สหรัฐขอเรียกร้องให้ทั้งไทยและเขมรอดกลั้น จัดการปัญหานี้โดยสันติและลดความตึงเครียดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

“ประวิตร"เชื่อปมแย้งเขมรไม่บานปลาย

เมื่อเวลา 16.30 น.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาว่า การแก้ไขปัญหาทุกอย่างต้องทำไปตามขั้นตอน ซึ่งเรามีสนธิสัญญาระหว่างประเทศ คือ เอ็มโอยูอยู่ ส่วนทหารมีหน้าที่รักษาอธิปไตยตามแนวชายแดนที่เราทำมาตลอด ไม่ต้องห่วง เพราะทหารทุกคนพร้อมรักษาอธิปไตยของชาติ

 ส่วนกรณีที่กัมพูชามีการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักเข้าประชิดชายแดนนั้น ต่างฝ่ายต่างมี เพื่อดูแลประเทศ ซึ่งเราทำตามสัญญาเอ็มโอยู โดยทหารมีหน้าที่ดูแลในพื้นที่ที่ยังไม่มีใครเป็นกรรมสิทธิ์ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป ถ้าเกิดความชัดเจนคงไม่มีปัญหาอะไร   ทั้งนี้เราไม่ได้มีความขัดแย้งกัน เพียงแต่ต่างคนต่างดูแลพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งหน้าที่ของทหาร คือ ไม่ทำให้ประชานตามแนวชายแดนเดือดร้อน และต้องปกป้องชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เพราะประชาชนในพื้นที่ต้องมีอาชีพ ทำมาหากิน และต้องได้รับการปกป้องจากทหารควบคู่กับการรักษาอธิปไตย

 "การแก้ไขปัญหาเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และกระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการอยู่ ไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลพร้อมเจรจาโดยเฉพาะการประชุมเจบีซี ส่วนกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศแถลงข่าวให้กัมพูชารื้อถอนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระนั้น คงไม่ใช่อย่างนั้น อาจจะเข้าใจอะไรผิด ทุกอย่างต้องทำตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ อะไรที่เกิดขึ้นก่อนปี 2543 ก็ต้องอยู่อย่างนั้น ซึ่งชัดเจนอยู่แล้ว โดยเอ็มโอยูเขียนไว้ชัดเจนว่า อะไรที่เกิดหลังปี 2543 ต้องเอาออก ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต้องดีต่อกัน และต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน”พล.อ.ประวิตร กล่าว  

 เมื่อถามว่า ดูเหมือนกัมพูชาไม่ยอมรับการตัดสินใจของกระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่า ใครบอกว่า ไม่ยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับกระทรวงการต่างประเทศ จะยอมรับใคร ต้องยอมรับกระทรวงการต่างประเทศเพราะถือเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการเจรจากัน ไม่มีช่องทางไหนดีกว่านี้ ส่วนกองทัพดูแลตามแนวชายแดนมีการประสานงานกันไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง และทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งแต่ละประเทศจะต้องดูแลคนของตัวเอง และดูแลพื้นที่ของตนเองด้วย   ซึ่งการเจรจามีหลายขั้นตอน ทั้งเจบีซี จีบีซี และอาร์บีซี รวมถึงคณะกรรมการระหว่างประเทศที่ต้องพูดคุยกัน ทั้งนี้มั่นใจว่า เหตุการณ์จะไม่บานปลาย และสามารถพูดจากันได้    

กต.เขมรไม่หยุดออกแถลงการณ์โต้"ไทย"รอบ2

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (1 ก.พ.) เว็ปไซด์กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้เผยแพร่แถลงการณ์ กรณีการตอบโต้ข้อเรียกร้องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ที่ให้ปลดธงชาติกัมพูชาออกจากวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ โดยรัฐบาลกัมพูชาได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเยื่อใย และยืนยันว่าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระเป็นดินแดนของกัมพูชา ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2554 กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ขอยืนยันถึงจุดยืนของกัมพูชา ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2447 ฝรั่งเศสและสยามได้ลงนามในอนุสัญญาจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อกำหนดขันธสีมาเขตแดนระหว่างอินโดจีนและสยาม ในช่วงเวลาระหว่างปี 2448 - 2451 คณะกรรมาธิการร่วมฝรั่งเศส-สยาม ได้จัดทำแผนที่รวม 11 แผ่น ทั้งนี้มีแผนที่กำหนดขันธสีมาเขตแดนในพื้นที่ 6 แห่ง ซึ่งมีพื้นที่ปราสาทพระวิหารรวมอยู่ด้วย เมื่อปี 2497 ทหารไทยได้เข้ารุกรานดินแดนกัมพูชาและเข้าครอบครองปราสาทพระวิหาร วันที่ 6 ตุลาคม 2502 กัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก กรณีรุกรานดินแดนกัมพูชา โดยยึดตามแผนที่ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการฝรั่งเศส-สยาม เป็นสำคัญ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้พิพากษาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ดังต่อไปนี้ “ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ประเทศไทยมีภารกิจถอนกำลังทหาร  ตำรวจ กองกำลังรักษาชายแดน หรือผู้ดูแลอื่น ๆ ที่ทางการไทยได้ส่งมาประจำการในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร หรือในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ที่ตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา”
 
 ในแถลงการณ์ดังกล่าว ยังระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศในนามรัฐบาลกัมพูชา ได้ยืนยันว่า มาตรา 1 (C) ในบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับรัฐบาลไทยว่าด้วยการวัดและกำหนดเขตแดนทางบก ซึ่งลงนามเมื่อ 14 มิถุนายน 2543 ได้ยอมรับซึ่งแผนที่ตามที่ได้นำเรียนในข้างต้นว่า เป็นมูลฐานกฎหมายสำหรับภารกิจรังวัดและกำหนดเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย อ้างตามแผนที่ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการฝรั่งเศส-สยาม วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่ประชาชนกัมพูชาได้สร้างขึ้นเมื่อปี 2541 มีที่ตั้งอยู่ในดินแดนกัมพูชาอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้การประดับธงชาติแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาภายในวัดนี้ ถือเป็นการชอบธรรมตามกฎหมาย