ข่าว

จากงานผลิตเครื่องจักสาน
สู่พิพิธภัณฑ์ใหญ่ที่สุดในโลก

จากงานผลิตเครื่องจักสาน สู่พิพิธภัณฑ์ใหญ่ที่สุดในโลก

02 ก.พ. 2554

"มีคนถามอยู่ตลอดว่า ทำไปเพื่ออะไร ก็ได้แต่ยิ้ม บางทีความสุขมันอยู่ที่เราคิดมากกว่าว่าเราคิดอย่างไรกับสิ่งที่ทำลงไป พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นี่คือความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์เครื่องจักสานให้คงอยู่ ไม่สูญหายไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ส่วนที่เ

 ปราณี  สืบทอดงานจักสานต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งเครื่องหวาย หรืองานจักสานต่างๆ ที่ผลิตขึ้นมานั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันของสังคมชนบท ทั้งนี้พื้นเพดั้งเดิมของประชาชนใน อ.พนัสนิคม ส่วนหนึ่งคือชาวลาวที่อพยพมาจากทางภาคเหนือของไทย และมาตั้งรกรากอยู่ที่แห่งนี้ ดังนั้นงานผลิตเครื่องจักสานที่เกิดขึ้น จึงเป็นการเชื่อมต่อทางวัฒนธรรมของเครื่องใช้โบราณ

 ขณะเดียวกันด้วยสังคมดั้งเดิมของประชากรใน อ.พนัสนิคม ก็คือ การประกอบอาชีพทางการเกษตรและทำประมงท้องถิ่น จึงเป็นที่มาในการนำไม้ไผ่ที่มีอยู่มากมายมาตัดสานทำเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ในการจับสัตว์น้ำ เช่น ไซ ฆ้อง ตุ้ม ลอบ รวมไปถึงตะแกรง เอาไว้ใช้ช้อนกุ้ง หอย ปู ปลา ตามหนองน้ำ กระทั่งฝาชีครอบอาหาร

 ต่อมามีการสานฝาชีให้มีลวดลายสีสันสวยงามมากขึ้น เป็นที่นิยมของคนทั่วไปและมีการจำหน่ายกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น จากนั้นจึงมีการรวมตัวของผู้ผลิต เพื่อจัดตั้ง "กลุ่มจักสาน ชุมชนย่อยที่ 1" อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ในปี 2544 โดยมีสมาชิกระยะแรก 45 คน เพื่อผลิตผลงานและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับการจักสานไม้ไผ่ต่างๆ เอาไว้จำหน่ายเป็นรายได้ให้แก่สมาชิกในชุมชนที่ 1 ขณะที่การสืบต่อมรดกในงานจักสานดังกล่าวของ ปราณี เป็นการเปลี่ยนแปลงฐานะตัวเอง จากผู้ผลิตชิ้นงานจากคนรุ่นก่อน สู่การเป็นผู้จำหน่าย

 ส่วนที่มาในการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการในปี 2549 ด้วยการใช้พื้นที่ในบริเวณของบ้านพัก เนื้อที่โดยรวม 2 ไร่ จัดทำเป็นศูนย์จำหน่ายเครื่องจักสาน และเป็นที่ตั้งให้แก่กลุ่มจักสานชุมชนย่อยที่ 1 เกิดขึ้นโดยมีที่มาจากแนวคิดของ อ.พนัสนิคม ในอดีต ที่มีประเพณีการทำบุญกลางบ้าน และส่งเสริมให้แต่ละชุมชนได้ผลิตงานจักสานเข้าประกวด โดยจะจัดขึ้นเป็นประจำในเดือนพฤษภาคมของทุกปี

 กลุ่มจักสานชุมชนย่อยที่ 1 ที่มี ปราณี เป็นแกนนำ จึงนำเสนอแนวคิดให้มีการจัดทำเครื่องจักสานขนาดใหญ่และส่งเข้าประกวด โดยมุ่งเน้นไปที่การจำลองรูปแบบของเครื่องใช้ที่ทำจากหวาย หรือไม้ไผ่ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่สิ่งที่ประดิษฐ์จะมีขนาดใหญ่ แนวคิดดังกล่าวเมื่อสะท้อนออกมาเป็นตัวผลิตภัณฑ์แล้วและมีมากเพียงพอ   งานประดิษฐ์เหล่านี้จึงถูกนำมารวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์

 "สินค้าแต่ละชิ้นเราใช้เวลาในการจักสานมากกว่า 3 เดือน โดยใช้แรงงานในการผลิต 2-3 คนต่อชิ้นงาน สินค้าที่ผลิตขึ้นคือ การจำลองเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน สู่การจัดทำเป็นเครื่องจักสานขนาดใหญ่ ทุกอย่างสะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นที่มีคุณค่าในการอนุรักษ์ ด้วยความโดดเด่นในรูปแบบสิ่งของที่ผลิตขึ้น จึงทำให้ทุกวันนี้กลุ่มจักสานชุมชนย่อยที่ 1 จักสานใหญ่ที่สุดในโลก กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปในที่สุด" ปราณี สะท้อนถึงความภูมิใจ

 ด้วยจุดเด่นที่นำเสนอดังกล่าวของปราณีและสมาชิก ทำให้บทบาทอีกด้านของกลุ่มจักสานชุมชนย่อยที่ 1 คือ การเป็นแหล่งเรียนรู้งานจักสานควบคู่กันไปด้วย กล่าวคือ จะมีสถานศึกษาทั้งในพื้นที่ชลบุรีและพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงส่งนักเรียนมาศึกษา และเรียนรู้งานจักสาน การประดิษฐ์เครื่องจักสาน เหล่านี้คือความภาคภูมิใจในแง่ของการที่ได้ทำหน้าที่อนุรักษ์เครื่องจักสานให้คงอยู่

 "ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์เท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าถามถึงอนาคตแล้ว ไม่กล้ายืนยันเลยว่า งานทางด้านนี้จะยังมีโอกาสของการเติบโต เพราะจำนวนคนที่จะอนุรักษ์ด้วยยึดเป็นอาชีพลดลง ตามช่วงอายุ" ปราณี  กล่าว