ข่าว

ผ่าแผนช็อปอาวุธ10ปีกองทัพ งบทะลุล้านล้าน-ผุด 2 กองพล!

ผ่าแผนช็อปอาวุธ10ปีกองทัพ งบทะลุล้านล้าน-ผุด 2 กองพล!

01 ก.พ. 2554

ด้วยระดับความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ที่กลุ่มเสื้อแดงค่อนขอดมาโดยตลอดว่า เป็น "รัฐบาลในค่ายทหาร" จึงถูกอีกฝ่ายโจมตีมาหลายปีแล้วว่า สัดส่วน "งบประมาณ" ของกองทัพมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเป็นการต่างตอบแทนให้กองทัพ

นอกจากนี้  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ตั้งธงชัดมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่า

 กองทัพควรมีงบประมาณในสัดส่วน 2% เมื่อเทียบกับจีดีพี เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพให้ทัดเทียมกับ "เพื่อนบ้าน"

 เมื่อธงของพี่ใหญ่ในกองทัพสะบัดแรงขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่ในการจัดทำ "ร่างแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม ปี 2554-2563 (Modernization Plan : Vision 2020)" จะมีแผนการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ขนานใหญ่

 แผนดังกล่าวได้กำหนดความต้องการโครงการพัฒนา และจัดหายุทโธปกรณ์หลัก แบ่งเป็น ความต้องการระดับสูงสุด 332 โครงการ วงเงิน 1,307,731.413 ล้านบาท และความต้องการระดับต่ำสุด 301 โครงการ วงเงิน 770,392.413 ล้านบาท

 งบส่วนนี้ยังรวมถึงการจัดตั้งหน่วยทหารขนาดใหญ่ในระดับ "กองพล" ถึง 2 กองพลด้วย นั่นคือ กองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร.7) ที่ จ.เชียงใหม่ และกองพลทหารม้าที่ 3 (พล.ม.3) ที่ จ.ขอนแก่น

 น่าสนใจว่า ทั้ง 2 กองพลถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวงจากกลุ่มคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นหน่วยเฉพาะกิจเพื่อไล่ล่าเสื้อแดง เพราะที่ตั้งของกองพลอยู่ในพื้นที่ "สีแดงจัด" ทั้งภาคเหนือ และภาคอีสาน

 แต่วงในกองทัพยืนยันว่า เหตุผลในการจัดตั้งทั้ง 2 กองพลไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองในประเทศ หากแต่เป็นการเสริมเขี้ยวเล็บเพื่อถ่วงดุลอำนาจเพื่อนบ้าน "ฝั่งตะวันตก" และเพื่อป้องปรามเพื่อนบ้าน "ฝั่งตะวันออก"

 เขาเริ่มอธิบายจากฝั่งตะวันตกก่อนว่า จากการประเมินภัยคุกคามทางด้านทิศตะวันตก ตามเอกสารทบทวนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2553

 การพัฒนากองทัพของเพื่อนบ้านมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถโดยให้ความสำคัญกับ "ระบบป้องกันภัยทางอากาศ" สำหรับ "เมืองหลวงใหม่"

 ที่สำคัญยังมีข่าวการพัฒนา "โครงการนิวเคลียร์" โดยได้รับเทคโนโลยีจากรัสเซีย และเกาหลีเหนือ พร้อมจัดสร้าง "อุโมงค์ลับ" ตามแนวชายแดนนับร้อยอุโมงค์ ซึ่งอาจเป็นศูนย์บัญชาการทางทหารสำรอง หรือที่เก็บอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน

 "ประเทศนี้มีค่าใช้จ่ายทางทหารเฉลี่ยร้อยละ 3.5 ของจีดีพี เชื่อว่าในห้วง 4 ปีหลัง ได้ใช้งบประมาณทางการทหารไปถึงร้อยละ 20 ของจีดีพี"

 การพัฒนากองทัพของเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้อำนาจ "กำลังรบเปรียบเทียบ" ของกองทัพบกทั้ง 2 ประเทศในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) ตามโครงสร้างปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป

 ประกอบกับหน่วยระดับกองพลที่มีอยู่ คือ กองพลทหารม้าที่ 1 (พล.ม.1) ต้องแบ่งกำลังรับผิดชอบพื้นที่ทั้งฝั่งตะวันออก (ตอนบน) และฝั่งตะวันตก

 ขณะที่ กองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) ต้องรับผิดชอบชายแดนตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคตะวันตก และยังมีการแบ่งกำลังลงไปปฏิบัติภารกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ดังนั้นจึงมีการจัดตั้ง พล.ร.7 ขึ้นมา โดยเป็นแผนระยะยาวตั้งแต่ปี 2554-2568

 ที่สำคัญ คือ ใช้งบแค่ 47 ล้านเศษๆ เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการปรับปรุงอาคาร สิ่งปลูกสร้างเดิมของ พล.ร.4 และไม่ใช่กองพลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกำจัดเสื้อแดงแต่อย่างใด

 ส่วนเหตุผลในการจัดตั้ง พล.ม.3 ก็เช่นกัน คือเป็นการจัดตั้งหน่วยดำเนินกลยุทธ์ในระดับกองพลที่มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ มีเกราะป้องกัน และอำนาจการยิง กำลังชน สำหรับป้องกันประเทศ

 ขณะที่การจัดตั้งหน่วยก็ใช้หลักการเดียวกับ พล.ร.4 คือ การปรับปรุง และพัฒนาหน่วยทหารม้าที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เพื่อประหยัดงบประมาณ และสามารถจัดตั้งหน่วยได้ในระยะเวลาอันสั้น

 โครงสร้างของ พล.ม.3 จะมีกำลังรบหลักจำนวน 2 กรมทหารม้า โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 4 ระยะ เวลาดำเนินการ 10 ปี (2554-2563) และจัดตั้งอีก 1 กรมทหารม้า

 ส่วนการดำเนินการในระยะสุดท้ายจะดำเนินการในห้วงปี 2564-2568 แบ่งการดำเนินการเป็น 6 ระยะ เวลาดำเนินการรวม 15 ปี (2554-2568)

 วงในกองทัพย้ำเสียงหนักแน่นว่า การจัดตั้ง พล.ม.3 ไม่ได้เกี่ยวกับเสื้อแดง แม้ผู้ที่มีแนวคิดริเริ่มจะเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่เป็นยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศในระยะยาว สังเกตได้จากแผนจัดตั้งกองพลที่ใช้เวลานานถึง 15 ปี

 ด้านแผนการจัดหายุทโธปกรณ์หลักของแต่ละกองทัพที่น่าสนใจ เริ่มจาก "กองทัพบก" ซึ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นโครงการจัดหายานเกราะล้อยางรุ่นบีทีอาร์ 3 อี 1 หรือ "รถเกราะยูเครน" เฟสที่ 2 จำนวน 121 คัน วงเงินเกือบ 5,000 ล้านบาท

 "กองทัพเรือ" อาจมีโครงการจัดหา "เรือดำน้ำ" ซึ่งกองทัพเรือเสนอความต้องการมานาน แต่เนื่องจากต้องใช้งบประมาณมหาศาล จึงไม่ได้รับการอนุมัติ นอกจากนี้ยังมีโครงการปรับปรุงเรือหลวงจักรีนฤเบศร การจัดหาเรือฟริเกต ฮ.ประจำเรือ เครื่องบินโจมตีผิวน้ำ ฯลฯ

 "กองทัพอากาศ" มีโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบ 18 ก/ข (กริพเพน) (ระยะที่ 2) 6 เครื่อง วงเงิน 16,222 ล้านบาท รวมทั้งโครงการปรับปรุงขีดความสามารถ (อัพเกรด) เครื่องบินเอฟ 16 จำนวน 6 ลำ วงเงิน 6,900 ล้านบาท

 นี่คือโครงการขนาดใหญ่ที่จะเป็น "ไฮไลท์" ที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลรุมถล่มอย่างแน่นอน ก่อนที่การจัดทำงบประมาณปี 2555 จะเสร็จสิ้น ซึ่งต้องติดตามกันว่า พลังอำนาจของกองทัพจะต่อรองให้งบที่ชงไปสูงสุดทะลุหลัก "ล้านล้าน" ถูกตัดไปมากน้อยขนาดไหน

ทีมข่าวความมั่นคง