
ปั้น"ย่านการค้าจังหวัด"ฟื้นเศรษฐกิจ-เพิ่มรายได้ให้ชุมชน
ขณะที่การรุกคืบของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนกฎหมายค้าปลีกค้าส่ง ที่จะสร้างกรอบกติกาเพื่อการอยู่ร่วมกันได้ระหว่างโมเดิร์นเทรด และโชห่วย หรือร้านค้าปลีกดั้งเดิม
ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมาเสียที ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ได้เดินหน้า "โครงการย่านการค้าจังหวัด" ส่งเสริมตลาดในชุมชนแบบดั้งเดิมของไทย ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนให้มีความคึกคักแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้ให้คนในชุมชนเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ปัจจุบันย่านการค้าจังหวัดภายใต้โครงการดังกล่าวมีรวมแล้ว 13 แห่ง ซึ่งย่านการค้าบ้านถวาย จ.เชียงใหม่ ถือเป็นย่านการค้าล่าสุดที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้โครงการของกระทรวงพาณิชย์ เมื่อปลายปี 2553 ที่ผ่านมา
สำหรับแผนงานในปี 2554 นี้ นอกจากจะมีเป้าหมายสนับสนุนย่านการค้าให้เพิ่มขึ้นเป็น 30 แห่งแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนส่งเสริมและพัฒนาย่านการค้าที่มีอยู่เดิมให้มีความยั่งยืน เพื่อให้เป็นชุมชนเข้มแข็งอยู่ร่วมกันได้กับโลกสมัยใหม่ในปัจจุบัน โดย "พิมพาพรรณ ชาญศิลป์" รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำทีมข้าราชการ ผู้ประกอบการค้า และสื่อมวลชน เดินทางไปศึกษาการจัดตั้งย่านการค้าในรูปแบบต่างๆ ที่เขตกิวชู ประเทศญี่ปุ่น
จุดเด่น-ด้อยต้นแบบย่านการค้า
รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เล่าว่า ย่านการค้าในญี่ปุ่นมีอยู่หลายรูปแบบ แต่จุดเด่นอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือการที่ผู้นำชุมชนนั้นๆ ดูแลชุมชนต่อเนื่องยาวนาน 30-40 ปี เช่น การก่อตั้งแบบกลุ่มสหกรณ์ ที่หมู่บ้านโอยามะ จังหวัดโออิตะ หัวหน้าชุมชนดูแลชุมชนต่อเนื่องกว่า 30 ปี ทั้งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากชุมชนและคนในชุมชน หรือแม้แต่ที่หมู่บ้านยุฟุอิน ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านธุรกิจบริการ โรงแรม บ่อน้ำแร่ ก่อให้เกิดการค้าในชุมชน และขยายตัวไปตามรูปแบบการตลาด จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ก็มีหัวหน้าชุมชนที่ดูแลต่อเนื่องมายาวนาน 30-40 ปีเช่นกัน
"จุดเด่นที่น่าทึ่งอีกอย่างคือ คนในชุมชนเองมีความตั้งใจดูแลท้องถิ่นของตัวเอง โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือหรือเงินสนับสนุนจากรัฐ มีการบริหารจัดการกันเองโดยมีอาสาสมัครในย่าน ดูแลทำความสะอาดและจัดระบบต่างๆ ถือเป็นจุดแข็งในเรื่องความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความเป็นชาตินิยมของคนญี่ปุ่น"
ในเรื่องความเป็นชาตินิยม เราเห็นได้ชัดเจนอีกครั้งที่เมืองทาเคโอะ จังหวัดซากะ ซึ่งมีโครงการนำร่องการเพาะปลูกตะไคร้ไทยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ดำเนินการโดยนายกเทศมนตรีเมืองทาเคโอะ แม้จะมีความขัดแย้งกับภาคเอกชน แต่ถือเป็นความตั้งใจขององค์กรส่วนท้องถิ่นที่พยายามหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาสร้างเป็นภาพลักษณ์ให้หมู่บ้าน โดยเรื่องความเป็นชาตินิยมนั้น คนญี่ปุ่นบอกว่าสบู่หอมตะไคร้ของเมืองไทยแม้จะมีความหอมกว่า แต่เขายินดีที่จะซื้อตะไคร้ที่ปลูกในดินแดนของญี่ปุ่นมากกว่า นี่ถือเป็นความรักชาติ เป็นการช่วยเหลือกันในชุมชน รายได้ก็ยังคงอยู่ในชุมชน โดยรูปแบบของโครงการนี้จะเป็นลักษณะของภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุน
ขณะที่อีกรูปแบบหนึ่ง เป็นย่านการค้าที่เกิดจากความร่วมมือกันของหลายหน่วยงานคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หอการค้า รวมถึงธนาคารท้องถิ่นและธนาคารกลาง มีเงินลงทุนเริ่มต้นในการปรับปรุงภูมิทัศน์ตลาดชุมชนโชวะ โนะ มาจิ ที่เมืองบุนโกะ ทาคาดะ โดยปรับภาพลักษณ์ให้เป็นชุมชนในประวัติศาสตร์สมัยโชวะ ของญี่ปุ่น
"ตลาดชุมชนโชวะ จะมีลักษณะเหมือนกับย่านการค้าตลาดนครเนื่องเขต จ.ฉะเชิงเทรา ที่เดิมเป็นท่าเรือมาก่อนคือตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 ท่าเรือที่ออกจากกรุงเทพฯ ไปบางปะกงจะต้องผ่านที่นี่ก่อน ซึ่งมีความคึกคักมาก แต่เมื่อมีเส้นทางคมนาคมเข้าถึงทำให้ตลาดซบเซาไป และเมื่อมีโมเดิร์นเทรดเข้ามาการค้าก็เปลี่ยนรูปแบบไป ทั้งมีความเหมือนกันในเรื่องการร่วมมือกันของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และคนในชุมชน แต่เขาก็มีจุดด้อยในเรื่องของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และการใช้เงินทุนประเดิมในการก่อตั้ง แต่ก็ขาดความต่อเนื่องในการเลี้ยงตัวเอง และขาดการประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องเพื่อให้ตลาดยังคงมีความคึกคัก ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านงบประมาณที่ต้องสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง"
ข้อคิดอีกอย่างที่ได้จากเมืองบ่อน้ำแร่ในหมู่บ้านยุฟุอินนั้น ผู้นำชุมชนแม้จะเป็นคนสูงอายุและประสบความสำเร็จแล้ว แต่เขาบอกว่าจะไม่หยุดนิ่ง โดยจะต้องเดินทางไปศึกษาย่านการค้าอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อเลือกดูว่าอะไรควรทำ และอะไรที่ไม่ควรทำ ซึ่งคิดว่าย่านการค้าของไทยเอง จะต้องมีการตื่นตัวในการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แม้จะเติบโตมาได้ระยะหนึ่งแล้ว รวมถึงย่านการค้าที่กำลังเริ่มต้น
โดยยังมีหลายชุมชนยังต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นอย่างมาก ขณะที่ในญี่ปุ่นเราพบว่าผู้นำชุมชนเขาไม่รอภาครัฐ และทำทุกอย่างด้วยความเสียสละตนเอง
ชูผู้นำชุมชนหนุนสร้างความยั่งยืน
นางพิมพาพรรณกล่าวด้วยว่า ข้อคิดที่เราจะนำไปปรับปรุงย่านการค้าของไทย คือการพยายามสร้างความเข้าใจกับผู้นำชุมชน พัฒนาศักยภาพของผู้นำชุมชนในส่วนของการค้า โดยให้พาณิชย์จังหวัดฉะเชิงเทราเริ่มนำในเรื่องการพัฒนา ซึ่งสำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์ หรือทางจังหวัดจะเป็นแกนนำในการดำเนินการก็ได้ โดยจะเผยแพร่ความรู้เรื่องย่านการค้าในญี่ปุ่นที่เราได้ไปศึกษาให้แก่ผู้นำชุมชนได้เข้าใจ ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงการสร้างความเป็นผู้นำชุมชน เรื่องคนในชุมชนถือเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะที่ภาครัฐ และหอการค้า จะเป็นฝ่ายให้การสนับสนุนในเรื่องการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการพัฒนา โดยความร่วมมือร่วมใจจะต้องเกิดขึ้นในย่านการค้านั้นๆ ก่อน
ส่วนในเรื่องการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เราสามารถนำวิธีการในเรื่องการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับย่านการค้า ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้สิ่งที่ผิดพลาดและที่ประสบความสำเร็จ โดยแต่ละย่านการค้าจะต้องมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ขณะเดียวกันการจัดกิจกรรมแต่ละย่านการค้าจะต้องมีขึ้นต่อเนื่อง และประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดผู้คน
แผนต่อไปคือการดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากจะจัดให้มีการประกวดย่านการค้าแล้ว จะผลักดันให้ย่านการค้าจังหวัดต่างๆ เข้าไปรวมอยู่ในแพ็กเกจท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมทั้งจะเข้าร่วมโชว์ในงานท่องเที่ยวที่ ททท.จัดขึ้น ขอความร่วมมือกับแหล่งที่พัก บริการท่องเที่ยวให้บรรจุย่านการค้าที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับโรงแรมนั้นๆ เข้าไปรวมอยู่ในแพ็กเกจที่ทางโรงแรมแนะนำให้ลูกค้าที่เข้าพักอาศัยด้วย นอกจากนี้ การประชาสัมพันธ์ในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีย่านการค้าจังหวัดที่ใกล้เคียง นักท่องเที่ยวที่แวะทรานสิต สามารถเดินทางไปเที่ยวได้โดยใช้เวลาไม่นานนัก คือย่านการค้าตลาดนครเนื่องเขต จ.ฉะเชิงเทรา และย่านการค้าตลาดเก่าอ่างศิลา จ.ชลบุรี
สุดท้าย เราจะพยายามสร้างความร่วมมือจาก 4 ปัจจัยหลักคือ ผู้นำชุมชน องค์กรส่วนท้องถิ่น กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้า เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ตลอดจนการหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามา
รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวไว้ด้วยว่า วัตถุประสงค์แรกของการจัดตั้งโครงการย่านการค้าจังหวัดของกระทรวงพาณิชย์นั้น คือการสร้างชุมชนให้แข็งแรง สามารถอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าจะให้สร้างรายได้แข่งกับห้างโมเดิร์นเทรด แต่เราต้องการสร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจให้ชุมชน และคนที่อาศัยอยู่ในย่านมีรายได้อย่างยั่งยืน อยู่ร่วมกันได้ในโลกปัจจุบัน และมีความยั่งยืนต่อเนื่อง 30-40 ปี
"ย่านการค้าชุมชนนั้นสามารถพัฒนาตัวเองในสิ่งที่แตกต่างจากโมเดิร์นเทรดได้ ซึ่งย่านการค้าจะขายในเรื่องของวัฒนธรรม การดูแลเอาใจใส่ลูกค้าซึ่งทำได้มากกว่าโมเดิร์นเทรด ตลอดจนบรรยากาศการค้าในชุมชนเอง ซึ่งแต่ละแห่งจะมีความเฉพาะตัวอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือต้องพยายามให้ผู้นำชุมชน หรือผู้ที่อยู่ในย่านสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนที่ญี่ปุ่น ซึ่งคิดว่าคนไทยมีจิตใจที่โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อยู่แล้ว น่าจะดึงมาสร้างชุมชนหรือย่านการค้าในท้องถิ่นให้แข็งแรงเหมือนกับที่เขาทำได้"



